StockMarketStrategy
Special Report - Thai Stocksกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้น...เน้นหุ้น Laggard ในธีม Earnings & Foreign Underowned Playกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้น...เน้นหุ้น Laggard ในธีม Earnings & Foreign Underowned Playแม้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะยังถูกกดดันจากปัจจัย Overhang อาทิ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก และความเสี่ยงจากกำแพงภาษีศุลกากรสหรัฐฯ แต่ InnovestX มองว่า SET ได้ซึมซับความเสี่ยงดังกล่าวไปแล้วระดับหนึ่ง ทำให้ดัชนียังมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นต่อ เพียงแต่มี Upside จำกัด หลังหุ้นกลุ่มที่เคยนำตลาดเริ่มมี Valuation ตึงตัว ส่งผลให้ความน่าสนใจในมิติของ Risk/Reward ลดลง ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนในช่วงสั้นนี้ จึงแนะนำสลับเข้าลงทุนในหุ้น Laggard ที่ระดับราคายังไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่มีแนวโน้มกำไรดีแทน ผ่าน 2 ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ดังนี้ 1) Earnings Play เน้นหุ้นที่คาดจะประกาศกำไร 2Q26 เติบโตดีทั้ง YoY และ QoQ พร้อมทั้ง 2H26 คาดกำไรยังโตแข็งแกร่งทั้ง HoH และ YoY อีกทั้งมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ได้แก่ ADVANC CPN GULF PR9 SCGP TIDLOR และ 2) Foreign Underowned Play เน้นหุ้น SET50 ที่มีสัดส่วนถือครองจากต่างชาติยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหลัง 5 ปี อีกทั้งมีโมเมนตัมกำไร 2Q-4Q26 ที่คาดจะเติบโตได้ YoY ได้แก่ BEM CPALL HMPRO MTC OR TRUE TU
22 Jul 26|By InnovestX Research
INVX_CAFE_Special Report - Global Strategy_Cover_India
Special Report - Global Strategyภาษี Section 301 เป็นบวกต่ออินเดีย แต่ยังไม่พอเพิ่มน้ำหนักลงทุนภาษี Section 301 เป็นบวกต่ออินเดีย แต่ยังไม่พอเพิ่มน้ำหนักลงทุนภาษี Section 301 เป็นบวกต่ออินเดีย แต่ยังไม่พอเพิ่มน้ำหนักลงทุน  by INVX Investment Strategy & Research 24 กรกฎาคม 2569   สหรัฐฯ บังคับใช้ภาษี Section 301 ชุดใหม่ในอัตรา 10–12.5% แทนภาษีชั่วคราว Section 122 ที่หมดอายุลงในวันนี้ โดยอินเดียถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 10% หลังออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ดีขึ้นจากกลุ่ม 12.5% ที่เคยถูกเสนอไว้เมื่อต้นเดือน มิ.ย. ผลกระทบทางตรงต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนมีจำกัด แต่สิ่งที่มีน้ำหนักกว่าคือสัญญาณเชิงนโยบายและตำแหน่งเชิงเปรียบเทียบบน Layer ภาษีที่ถาวรขึ้น อย่างไรก็ดี แรงกดดันหลักของอินเดียเวลานี้คือราคาน้ำมันและวัฏจักรการลงทุนในประเทศ ซึ่งมาตรการนี้ไม่ได้ช่วยบรรเทา    สรุปสถานการณ์   เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศบังคับใช้มาตรการขั้นสุดท้ายภายใต้ Section 301 ของ Trade Act of 1974 เก็บภาษีนำเข้ากับ 60 ประเทศคู่ค้า จากกรณีที่ประเทศเหล่านั้นไม่ได้ออกและบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล มาตรการมีผลกับสินค้าที่นำเข้าเพื่อการบริโภคตั้งแต่เวลา 00.01 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ของวันที่ 24 ก.ค. (ตรงกับ 11.01 น. ตามเวลาประเทศไทย) โดยมีช่วงผ่อนผันสั้นมากสำหรับสินค้าที่อยู่ระหว่างขนส่งก่อนเวลาดังกล่าวและนำเข้าก่อนวันที่ 28 ก.ค. เท่านั้น สาระสำคัญของเรื่องนี้มีดังนี้ 1. การเปลี่ยนผ่านของฐานอำนาจทางกฎหมาย: มาตรการนี้ไม่ใช่ภาษีใหม่ที่ซ้อนทับของเดิม แต่เป็นการแทนที่ หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินเมื่อ 20 ก.พ. 2569 ในคดี Learning Resources ว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเก็บภาษีนำเข้า ทำเนียบขาวจึงหันไปใช้ Section 122 เก็บ Surcharge อัตราคงที่ 10% เป็นการชั่วคราว ซึ่งมีเพดานตามกฎหมายที่ 150 วันและหมดอายุลงในวันนี้พอดี โดยประธานาธิบดีไม่มีอำนาจต่ออายุเอง มาตรการ Section 301 ชุดนี้จึงถูกออกแบบมาให้เข้ามาแทนที่ในจังหวะเดียวกัน   2. โครงสร้างอัตราภาษีแบ่งเป็น 3 กลุ่ม: กลุ่มแรกเสียภาษี 10% ได้แก่ประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับอยู่แล้ว หรือมีข้อผูกพันภายใต้ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ประกอบด้วย อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา บังกลาเทศ ศรีลังกา ปากีสถาน แคนาดา เม็กซิโก อาร์เจนตินา และสหราชอาณาจักร เป็นต้น กลุ่มที่สองเสียภาษี 10% หรือ 12.5% แบบ Net of MFN (คือรวมกับภาษี MFN เดิมแล้วไม่เกินเพดาน) ได้แก่ EU และไต้หวันที่เพดาน 10% และญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เพดาน 12.5% และกลุ่มที่สามเสียภาษี 12.5% เต็มอัตราบวกเพิ่มจาก MFN ได้แก่ประเทศที่เหลือทั้งหมด รวมถึงจีน เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์   3. อินเดียเลื่อนชั้นจากกลุ่ม 12.5% มาอยู่กลุ่ม 10%: ในร่างข้อเสนอเดิมที่ USTR เผยแพร่เมื่อ 5 มิ.ย. 2569 อินเดียยังอยู่ในกลุ่มที่ถูกเสนอให้เก็บภาษี 12.5% ร่วมกับจีนและเวียดนาม แต่ USTR ระบุชัดเจนในเอกสารฉบับสุดท้ายว่าการปรับลดอัตราของอินเดียเป็นผลจากการที่อินเดียออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับภายหลังการเผยแพร่ร่างดังกล่าว กล่าวคืออินเดียใช้เวลาราว 7 สัปดาห์ในการแก้กฎหมายภายในประเทศและได้รับการจัดชั้นใหม่ ประเทศอื่นที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันในช่วงเวลานี้ ได้แก่ กัมพูชา กัวเตมาลา ฮอนดูรัส ศรีลังกา และตรินิแดดและโตเบโก   4. ขอบเขตข้อยกเว้นสินค้า: สินค้าที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรการนี้ครอบคลุมสินค้าทุกรายการที่อยู่ภายใต้ภาษี Section 232 อยู่แล้ว (เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง ยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์) วัตถุดิบที่สหรัฐฯ ผลิตเองไม่ได้หรือมีไม่เพียงพอ สินค้าที่การเก็บภาษีอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อระบบเศรษฐกิจ ยาและวัตถุดิบทางเภสัชกรรม เครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงรายการสินค้าเพิ่มเติมอีก 471 รายการที่ USTR เพิ่มเข้ามาหลังรับฟังความเห็นสาธารณะกว่า 1,600 ฉบับ
24 Jul 26|By InnovestX Wealth Products & Strategy
INVX_CAFE_Special Report - Global Strategy_Cover
Special Report - Global Strategyตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงจาก 3 แรงกดดันพร้อมกัน แนะกระจายพอร์ตลดความผันผวนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงจาก 3 แรงกดดันพร้อมกัน แนะกระจายพอร์ตลดความผันผวนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงจาก 3 แรงกดดันพร้อมกัน แนะกระจายพอร์ตลดความผันผวน by INVX Investment Strategy & Research 24 กรกฎาคม 2569   ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลงแรงจาก 3 แรงกดดัน ทั้งความกังวลงบลงทุน AI, ราคาน้ำมัน, และ Bond Yield ที่พุ่งสูง แนะนำปรับพอร์ตกระจายความเสี่ยงเข้ากลุ่ม Defensive อย่างกลุ่ม Healthcare ผ่าน TUSHEALTH-A    สรุปสถานการณ์   ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบแรงในคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยดัชนี Dow Jones ร่วง 506.93 จุด หรือ 0.97% ปิดที่ 51,711.65 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.21% ปิดที่ 7,408.30 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง 2.15% ปิดที่ 25,137.69 จุด ถือเป็นการปรับฐานรายวันที่รุนแรงที่สุดของ S&P 500 ในรอบ 1 เดือน โดยดัชนี Nasdaq 100 ลดลง 1.9% และกลุ่มหุ้น Megacap เผชิญการปรับตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ช่วงตลาดผันผวนจากประเด็นภาษีนำเข้าในเดือนเมษายน 2568 ด้านดัชนีความผันผวน VIX พุ่งขึ้น 16.5% สูงสุดในรอบกว่า 1 เดือนครึ่ง โดยสิ่งที่ทำให้การปรับฐานรอบนี้แตกต่างจากรอบก่อนหน้า คือ 3 ปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันในคืนเดียว   ปัจจัยที่ 1 Big Tech Earnings และความกังวลเรื่อง AI Capex: Alphabet ปรับตัวลงราว 7% แม้ผลประกอบการออกมาแข็งแกร่ง หลังบริษัทปรับเพิ่มประมาณการ Capex ขณะที่ Tesla ร่วงราว 14% จากกระแสเงินสดที่ติดลบ แม้ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าจะออกมาดี ประเด็นสำคัญคือตลาดไม่ได้ลงโทษ "ผลประกอบการ" แต่ลงโทษ "แผนการใช้เงิน" สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงระยะเวลาคืนทุนของการลงทุนใน AI มากกว่าตัวความต้องการใช้งาน AI   ปัจจัยที่ 2 Oil Shock จากสงครามที่ลุกลาม: ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงหลังกลุ่มกบฏฮูติในเยเมนอ้างความรับผิดชอบการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน ขณะที่ WTI ยืนเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สถานะของช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้คือยังเปิดใช้งานได้ แต่การสัญจรถูกจำกัดอย่างหนักภายใต้แรงกดดันทางทหาร ประเด็นที่ต้องจับตาคือความเสี่ยงด้านการขนส่งได้ขยายวงจากฮอร์มุซออกไปสู่เส้นทาง Bab el-Mandeb ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นทางเลี่ยง   ปัจจัยที่ 3 Bond Yield พุ่งและการกลับมาของความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ย: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะ 4.707% สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2568 ขณะที่อายุ 2 ปี อยู่ที่ 4.343% และอายุ 30 ปี ขึ้นไปที่ 5.188% ด้านตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกออกมาที่ 187,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 212,000 ราย ตัวเลขแรงงานที่แข็งแกร่งเช่นนี้ตัดข้อโต้แย้งเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวออกไป และเปิดทางให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานเต็มที่ โดยความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นสู่ระดับราว 80% จาก 68% ในวันก่อนหน้า ทั้งนี้ การประชุม FOMC ครั้งถัดไปภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh จะมีขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ โดยตลาดให้น้ำหนักราว 1 ใน 3 ว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่การประชุมรอบนี้   นอกจากนี้ ราคาทองคำปรับตัวลงต่ำกว่า 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาพันธบัตรปรับตัวลง และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่กลุ่มที่ปรับตัวขึ้นสวนตลาดคือกลุ่ม Defensive อย่างกลุ่ม Healthcare โดย XLV ปิดบวก 1.26%
24 Jul 26|By InnovestX Wealth Products & Strategy
INVX_CAFE_Special Report - Global Strategy_Cover
Special Report - Global Strategyสหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีนำเข้ายาสามัญสูงสุด 200% แต่อาจไม่กระทบต่อ US Healthcareสหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีนำเข้ายาสามัญสูงสุด 200% แต่อาจไม่กระทบต่อ US Healthcareสหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีนำเข้ายาสามัญสูงสุด 200% แต่อาจไม่กระทบต่อ US Healthcare by INVX Investment Strategy & Research 23 กรกฎาคม 2569   สหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีนำเข้ายาสามัญสูงสุด 200% แต่อาจไม่กระทบต่อ US Healthcare เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตและวิจัยยานวัตกรรม โดย INVX ยังคงมีมุมมองที่ดีต่อการลงทุนในกลุ่ม US Healthcare ผ่าน TUSHEALTH-A   สรุปสถานการณ์   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศว่า ยาสามัญหรือ Generic Drugs ที่นำเข้าสหรัฐฯ จะยังได้รับอัตราภาษี 0% เป็นเวลาสองปีนับจากวันที่ 1 สิงหาคม 2028 ก่อนปรับขึ้นเป็น 100% ในเดือนสิงหาคม 2029 และเพิ่มเป็น 200% ในปีถัดไป โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ผู้ผลิตยาสร้างโรงงานและย้ายกำลังการผลิตเข้าสหรัฐฯ   มาตรการดังกล่าวยังไม่มีผลกระทบทางภาษีในทันที และยังมีความไม่ชัดเจนว่าภาษีจะครอบคลุมเฉพาะยาสำเร็จรูปที่นำเข้า หรือรวมถึงยาที่ผลิตในสหรัฐฯ แต่ใช้สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมหรือ API จากต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่าการเริ่มก่อสร้างโรงงานจะเพียงพอสำหรับการยกเว้นภาษีหรือไม่   ความเสี่ยงกระจุกตัวอยู่ที่อินเดียและจีน โดยบริษัทอินเดียผลิตยาสามัญประมาณ 40% ของอุปทานในสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลปี 2568 ระบุว่าโรงงานผลิต API เพียง 9% ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ เทียบกับ 44% ในอินเดียและ 22% ในจีน ยาสามัญมีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุขสหรัฐฯ เนื่องจากคิดเป็นมากกว่า 90% ของใบสั่งยา แต่มีสัดส่วนต่ำกว่า 13% ของค่าใช้จ่ายยาทั้งหมด   ระยะผ่อนผันสองปีอาจสั้นเกินไปสำหรับการย้ายฐานการผลิต เนื่องจาก Namit Joshi ประธาน Pharmaceuticals Export Promotion Council of India ประเมินว่าการสร้างระบบการผลิตยาสามัญในประเทศต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 ปี ขณะที่ Salil Kallianpur ที่ปรึกษาอุตสาหกรรมยาอิสระมองว่าภาษี 100-200% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรระดับหลักหน่วยอาจเทียบได้กับคำสั่งให้ออกจากตลาด
23 Jul 26|By InnovestX Wealth Products & Strategy
เรื่องต้องรู้ก่อนเทรดคืนนี้ Evening Brief
Evening BriefEvening Brief - เรื่องต้องรู้ก่อนเทรดคืนนี้ 24 ก.ค. 2569Evening Brief - เรื่องต้องรู้ก่อนเทรดคืนนี้ 24 ก.ค. 25691. ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นหลังตลาดร่วงแรง แต่ราคาน้ำมันสูงและ Bond Yield ยังจำกัด Upside ระยะสั้น2. สหรัฐฯ–อิหร่านทำสงคราม 13 คืนติดต่อกัน เสี่ยงกระทบทั้ง Hormuz และเส้นทางเดินเรือทะเลแดงทั่วโลก3. สหรัฐฯ ประกาศใช้ภาษี 10–12.5% กับ 60 ประเทศ เพิ่มแรงกดดันต้นทุน การค้าโลก และกำไรบริษัทอีกระลอก4. Intel งบดีกว่าคาด พร้อมปรับเพิ่ม Guidance รับดีมานด์ AI หนุนความหวังต่อแผนฟื้นธุรกิจชิปสหรัฐฯ5. PMI สหรัฐฯ คืนนี้เป็นตัวตัดสินว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ หรือกำลังเจอแรงกดดันจากน้ำมันและภาษีรอบใหม่6. SET ปิดบวกเล็กน้อย ได้แรงซื้อกลับของกลุ่มธนาคาร และหุ้น Laggard พยุงตลาดก่อนเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์
24 Jul 26|By INVX
MINT
Thai Stock UpdateMINT: ประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ ภาพรวมเป็นกลางMINT: ประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ ภาพรวมเป็นกลางการดำเนินงานมีทิศทางฟื้นตัวใน 2Q26 เราประเมินว่ากำไรปกติของ MINT ใน 2Q26 จะอยู่ที่ราว 3.2-3.3 พันล้านบาท ลดลงเล็กน้อย YoY แต่จะเพิ่มขึ้นได้ QoQ ในช่วง High season ของยุโรป  แผนการจัดตั้งกอง REIT ได้เลื่อนออกไปจาก 4Q26 เนื่องจากสภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยแต่ MINT วางแผนลดภาระหนี้ผ่านหลายแนวทางอื่น แนวโน้มการลดระดับหนี้สินที่เลื่อนออกไปจากการเลื่อนจัดตั้ง REIT อาจจะส่งผลลบทางจิตวิทยา อย่างไรก็ดี เรามองว่าประเด็นบวกข้างหน้า คือ การดำเนินงานที่ดีขึ้นใน 2H26 สิ่งที่ต้องติดตามคือ ความชัดเจนของแนวทางอื่นๆ ที่ MINT จะนำมาใช้ในการลดระดับหนี้ คงคำแนะนำ OUTPERFORM
MINT.BK
24 Jul 26|By InnovestX Research
europe consumption
Offshore Stock UpdateCarrefour–Nestlé–Moncler: เงินเฟ้อเริ่มกระทบปริมาณขายและจำกัดการขยายมาร์จิ้นCarrefour–Nestlé–Moncler: เงินเฟ้อเริ่มกระทบปริมาณขายและจำกัดการขยายมาร์จิ้นผลประกอบการช่วง 1H26 ของ Carrefour, Nestlé และ Moncler สะท้อนว่าเงินเฟ้อเริ่มกระทบปริมาณขายและจำกัดการขยายตัวของอัตรากำไร แม้สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นจะยังมีความยืดหยุ่นสูง แต่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยอย่าง Moncler เริ่มชะลอตัวใน 2Q26 จากนักท่องเที่ยวในยุโรปที่ลดลงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชะลอการตัดสินใจซื้อ ภาพรวมจึงสะท้อนคุณภาพการเติบโตที่ต่ำลง โดยบริษัทต่าง ๆ ต้องเลือกระหว่างการยอมเสียปริมาณขาย การปรับลดราคา หรือการยอมรับมาร์จิ้นที่ฟื้นตัวช้าลง
MONC.MI
NESN.S
+ 1 MORE
24 Jul 26|By InnovestX Research
1of10
Daily Strategy
อัปเดตข้อมูลข่าวสารรายวัน พร้อมกลยุทธ์การลงทุนครอบคลุมทุกสินทรัพย์
Stock Strategy
กลยุทธ์การลงทุนหุ้นรายตัวทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมคำแนะนำการลงทุน
Stock News Update & Comments
ทันสถานการณ์กับข่าวสารหุ้น พร้อมความเห็นจากนักวิเคาาะห์
Multi-asset Strategy
Economics
อัปเดตภาพรวมเศรษฐกิจ นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และความเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าว
MMS_ECB
Macro Making SenseECB มีมติคงดอกเบี้ยตามคาด, INVX มองว่า ECB ยังจำเป็นต้องคงท่าทีเข้มงวดต่อเนื่องECB มีมติคงดอกเบี้ยตามคาด, INVX มองว่า ECB ยังจำเป็นต้องคงท่าทีเข้มงวดต่อเนื่อง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดย Deposit facility, Main refinancing operations และ Marginal lending facility อยู่ที่ 2.25%, 2.40% และ 2.65% ตามลำดับ สะท้อนว่า ECB ต้องการรอดูผลกระทบของแรงกระแทกด้านพลังงานต่อเงินเฟ้อให้ชัดเจนขึ้น หลังแนวโน้มราคาพลังงานแม้ยังผันผวนสูง แต่ปัจจุบันอยู่ใกล้เคียงกับสมมติฐานพื้นฐานในการประมาณการเดือน มิ.ย. เรามองว่าเศรษฐกิจยูโรโซนยังมีแรงพยุงจากอุปสงค์ในประเทศ ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และการใช้จ่ายภาครัฐบางส่วน ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นหลักและมีความเสี่ยงที่จะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) มากขึ้น ประกอบกับสงครามตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงและราคา LNG ปรับขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ ECB ยังจำเป็นต้องคงท่าทีเข้มงวดต่อเนื่อง เราจึงมองว่า ECB มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมภายในการประชุม ก.ย.-ต.ค. และอาจต้องปรับขึ้นเพิ่มเติมหากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น
24 Jul 26|By InnovestX Research
Weekly Update
Investment Outlook