
สหรัฐฯ-อิหร่าน เตรียมเซ็น MOU ข้อตกลงสันติภาพในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. นี้ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลทันที ส่งผลให้เช้านี้ราคาน้ำมันดิบโลก (WTI และ Brent) ปรับฐานลงทันที 4-5% ปัจจัยนี้ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางหลักดำเนินนโยบายการเงินได้ผ่อนคลายขึ้น และเปลี่ยนโหมดตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Risk-on ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าสู่กรอบ 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะดึงดูดให้ Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย หนุนให้ SET มีโอกาสทะลุแนวต้าน 1,640 จุด เพื่อสร้างจุดสูงสุดใหม่ของปีนี้ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำปรับพอร์ตเชิงรุกเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น (Tactical Play) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Anti-Oil & Reopening, Interest-Rate Sensitive และ Big Cap ใน SET50 ขณะที่แนะนำชะลอลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและปิโตรเคมีจนกว่าราคาน้ำมันโลกจะสร้างฐานใหม่ได้มั่นคง
📌 FACT: สหรัฐฯ-อิหร่าน เตรียมลงนามหยุดยิงศุกร์นี้ คลายล็อกความตึงเครียดตะวันออกกลาง
ล่าสุด นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน ในฐานะตัวกลางหลัก ประกาศสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ (รวมถึงเลบานอน) และจะมีพิธีลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. นี้ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากนั้น ปธน.ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านทางแพลตฟอร์ม Truth Social ยืนยันว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันแล้ว และได้สั่งการให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม รวมถึงสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านโดยทันที เพื่อปล่อยให้ Supply น้ำมันกลับคืนสู่ตลาด ด้านประเด็นนิวเคลียร์และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอย่างเต็มรูปแบบจะถูกยืดหยุ่นและทยอยพิจารณาตามข้อตกลงในอนาคต ด้าน รมต. ต่างประเทศของอิหร่านเผยร่างเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายแล้วเช่นกัน
📈 IMPACT : จุดเปลี่ยนสู่โหมด Risk-on ระยะสั้น เงินเฟ้อคลี่คลาย-ลุ้น Fund Flow เข้าไทย
INVX มองว่า ข้อตกลงดีลนี้จะทำหน้าที่เป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ตลาดการเงินโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-on ชัดเจน โดยการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับฐานลงทันที ซึ่งสะท้อนได้จากเช้านี้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับลง 4.8% แตะระดับ US$80.8/bbl ส่วน Brent ปรับลง 3.9% แตะ US$83.9/bbl สวนทางตลาดสินทรัพย์เสี่ยงที่ตอบรับเชิงบวก โดย DJIA Futures ปรับขึ้น 0.75% (+380 จุด) และ NASDAQ +1.6% (+480 จุด)
ผลจากการปรับตัวลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันโลกจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางหลัก (โดยเฉพาะ Fed) ดำเนินนโยบายการเงินในเชิงผ่อนคลายได้ง่ายขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐจะถูกลดสถานะ Safe Haven ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นสู่กรอบ 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยนี้จะบีบให้นักลงทุนต่างชาติต้องล้างสถานะ Short Position และหนุนให้ Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย ซึ่งคาดจะเป็น Catalyst สำคัญที่จะผลักดันให้สัปดาห์นี้ (15-19 มิ.ย. นี้) SET มีโอกาสทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1,640 จุด เพื่อลุ้นปรับตัวขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ (New High) ของปีนี้
ขณะที่ในเชิงโครงสร้างราคาพลังงาน แม้ดีลนี้จะเป็นปัจจัยลบต่อราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น จากส่วนต่างราคาชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) ที่หายไป ซึ่งจะกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ แต่จะเป็นผลดีอย่างมากต่อกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนหลัก อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไปตลาดยังต้องจับตาความเรียบร้อยของพิธีเซ็นสัญญาในวันศุกร์ และรายละเอียดการเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ในกรอบเวลา 60 วันหลังจากนี้
🎯 ACTION : ปรับพอร์ตเชิงรุก (Aggressive) ดักเก็งกำไร Tactical Play
กลยุทธ์ลงทุนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ INVX แนะนำให้ปรับพอร์ตเข้าสู่โหมดเชิงรุก (Aggressive) สำหรับการเก็งกำไรสั้น (Tactical Play) เพื่อเกาะไปกับรอบการปรับขึ้นของตลาด โดยเน้นหุ้นกลุ่มที่เคยถูกกดดันอย่างหนักจากต้นทุนพลังงานและดอกเบี้ยขาขึ้น ผ่าน 3 ธีมหลัก ดังนี้
⚠️ ขณะที่แนะนำระมัดระวังแรงขายระยะสั้นและชะลอการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและปิโตรเคมีออกไปก่อนจนกว่าราคาน้ำมันดิบโลกจะเริ่มสร้างฐานใหม่ได้มั่นคง
#INVX Investment Strategy and Research