Research
Cafe Image
Company UpdateSCGP – พรีวิว 4Q68: คาดกำไรปกติอ่อนตัวลง QoQSCGP – พรีวิว 4Q68: คาดกำไรปกติอ่อนตัวลง QoQเราคาดว่า SCGP จะรายงานกำไรปกติ 840 ลบ. ใน 4Q68 ฟื้นตัว YoY (การบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นและการปรับโครงสร้างหนี้ของ Fajar) แต่จะลดลง 15.8% QoQ จากต้นทุนถ่านหินและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่คาดว่ารายได้จะทรงตัว QoQ (ปริมาณขายเพิ่มขึ้น แต่ราคาขายเฉลี่ยลดลง) สำหรับแนวโน้มกำไรปกติ 1Q69 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากแนวโน้มต้นทุนเศษกระดาษ (RCP) ที่ลดลง แต่จะถูกหักล้างบางส่วนโดยการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานเยื่อเคมีละลายได้ เรายังคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ SCGP โดยให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2569 ที่ 17.5 บาท อ้างอิง PE 20 เท่า หรือระดับ -1.5 SD ของ PE เฉลี่ย 3 ปี
SCGP.BK
13 Jan 26|By InnovestX Research
Thai Company Analysis
บทวิเคราะห์บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมรายละเอียดการวิเคราะห์เชิงลึกในเชิงปัจจัยพื้นฐาน
Offshore Company Analysis
บทวิเคราะห์บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ และข้อมูลผลประกอบการบริษัท
Industry Analysis
บทวิเคราะห์รายอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงคำแนะนำต่างๆ ในการลงทุน
Health Care Services
บทวิเคราะห์รายอุตสาหกรรมการแพทย์ - มีแรงกดดันเข้ามา เน้นกลยุทธ์ Selective buyการแพทย์ - มีแรงกดดันเข้ามา เน้นกลยุทธ์ Selective buyหุ้นกลุ่มการแพทย์ของไทยเผชิญกับแรงกดดันหลัก 2 ประการ ประการแรก บริษัทประกันภัยรายใหญ่จะยุติการขายกรมธรรม์ประกันสุขภาพเอกชนแบบเหมาจ่ายตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2569 และมีแนวโน้มเปลี่ยนมาเป็นแบบร่วมจ่าย (co-payment) แทน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์และอัตราส่วนความสูญเสีย (loss ratio) สูงขึ้น แม้ประเด็นนี้จะสร้างความไม่แน่นอนในระยะสั้น แต่ผู้ถือกรมธรรม์แบบเหมาจ่ายเดิมจะไม่ได้รับผลกระทบ และเบี้ยประกันที่จะมีแนวโน้มต่ำลงภายใต้ co-payment จะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงประกันสุขภาพเอกชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนในระยะยาว ประการที่สอง เหตุการณ์ประท้วงที่รุนแรงขึ้นในอิหร่านทำให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น แม้ว่าผลกระทบยังไม่ชัดเจนนัก แต่อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง ทำให้มีการเลื่อนการรักษาที่ไม่เร่งด่วนออกไป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น BH (-10%) ปรับตัวลดลงมากสุด ตามมาด้วย PR9 (-9%) BDMS (-7%)  BCH (-6%) CHG (-3%) และ RJH (-3%) เรามองว่า CHG และ RJH ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดย CHG มีอัตราตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจ สำหรับความเสี่ยงด้านผู้ป่วยต่างชาติ เรามองว่า BDMS และ BCH อยู่ในสถานะที่ดีกว่า BH และ PR9 เนื่องจากมีโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวมากกว่าและให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงกว่า
13 Jan 26|By InnovestX Research
Health Care Services
บทวิเคราะห์รายอุตสาหกรรมการแพทย์ - มีแรงกดดันเข้ามา เน้นกลยุทธ์ Selective buyการแพทย์ - มีแรงกดดันเข้ามา เน้นกลยุทธ์ Selective buyหุ้นกลุ่มการแพทย์ของไทยเผชิญกับแรงกดดันหลัก 2 ประการ ประการแรก บริษัทประกันภัยรายใหญ่จะยุติการขายกรมธรรม์ประกันสุขภาพเอกชนแบบเหมาจ่ายตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2569 และมีแนวโน้มเปลี่ยนมาเป็นแบบร่วมจ่าย (co-payment) แทน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์และอัตราส่วนความสูญเสีย (loss ratio) สูงขึ้น แม้ประเด็นนี้จะสร้างความไม่แน่นอนในระยะสั้น แต่ผู้ถือกรมธรรม์แบบเหมาจ่ายเดิมจะไม่ได้รับผลกระทบ และเบี้ยประกันที่จะมีแนวโน้มต่ำลงภายใต้ co-payment จะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงประกันสุขภาพเอกชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนในระยะยาว ประการที่สอง เหตุการณ์ประท้วงที่รุนแรงขึ้นในอิหร่านทำให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น แม้ว่าผลกระทบยังไม่ชัดเจนนัก แต่อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง ทำให้มีการเลื่อนการรักษาที่ไม่เร่งด่วนออกไป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น BH (-10%) ปรับตัวลดลงมากสุด ตามมาด้วย PR9 (-9%) BDMS (-7%)  BCH (-6%) CHG (-3%) และ RJH (-3%) เรามองว่า CHG และ RJH ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดย CHG มีอัตราตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจ สำหรับความเสี่ยงด้านผู้ป่วยต่างชาติ เรามองว่า BDMS และ BCH อยู่ในสถานะที่ดีกว่า BH และ PR9 เนื่องจากมีโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวมากกว่าและให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงกว่า
13 Jan 26|By InnovestX Research
Research Data Library
ข้อมูลและสถิติต่าง ๆ และสรุปคำแนะนำการลงทุนในหุ้นรายบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
Digital Assets Analysis
บทวิเคราะห์สินทรัพย์ดิจิทัล