
Update: ตลาดหุ้นสหรัฐปรับฐานแรงจากตัวเลขจ้างงานสหรัฐ หนุนโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก แนะกระจายความเสี่ยงเข้ากลุ่ม Healthcare
by INVX Investment Strategy & Research
6 มิถุนายน 2569
สรุปสถานการณ์
ดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงแรง โดย S&P 500 -2.64% และ Nasdaq -4.18% หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคมออกมาดีกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังร้อนแรง และทำให้นักลงทุนเพิ่มเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย หรืออย่างน้อยชะลอการลดดอกเบี้ยออกไปอีกระยะหนึ่ง
รายงานชี้ว่าการจ้างงานใหม่เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นราว 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวบริเวณ 4.3% สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังคงตึงตัว การตีความของตลาดคือแรงกดดันเงินเฟ้อด้านค่าจ้างยังคงอยู่ ทำให้โอกาสที่ Fed จะกลับมา “คุมเข้ม” ด้านนโยบายการเงินเพิ่มขึ้น เมื่อรวมกับตัวเลขเศรษฐกิจอื่นก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีดีดตัวขึ้นแรงมาอยู่ที่ระดับราว 4.54% เมื่อคืนที่ผ่านมา
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) นำตลาดลง โดยมีแรงขายหนักในหุ้นบางตัวที่ปรับขึ้นมามากจากธีม AI และชิปในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ Nasdaq ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นเทคสูง ปรับตัวลงแรงกว่าดัชนีอื่น ขณะที่ S&P 500 ก็ปิดลบชัดเจนจากแรงขายในกลุ่ม Growth และ Tech บรรยากาศการลงทุนโดยรวมเปลี่ยนเป็นโหมด “risk-off” ขณะที่เริ่มเห็นกลุ่ม Defensive เช่น Healthcare, Consumer Staples และ Utilities ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนตลาด
Implication
เรามองว่าเหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลัง “repricing” ความคาดหวังต่อเส้นทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปมักกดดันสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้น Growth และ Tech รวมถึงหุ้นที่อิงธีม AI/ชิป ที่ปรับขึ้นแรงในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไร และเริ่มเห็นสัญญาณของ Sector Rotation เข้าสู่หุ้น Defensive มากขึ้น อย่างไรก็ตาม Sector Rotation ในครั้งนี้จะมีความต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของหุ้นกลุ่ม Growth, Tech และ AI ในไตรมาส 2 หากยังคงมีมุมมองการเติบโตที่ดี ก็มีโอกาสที่เงินทุนจะไหลกลับเข้าสู่หุ้นกลุ่มดังกล่าวได้ในระยะถัดไป
ขณะที่ข้อมูลจาก Bloomberg Consensus แสดงให้เห็นว่าตลาดตราสารหนี้มีการปรับมุมมองว่า Fed มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งภายในปีนี้ ซึ่งต่างจากก่อนหน้าที่ให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้ามากกว่า สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ Bond Yield อายุ 2 ปีของสหรัฐฯ ที่ขึ้นสู่ระดับ 4.16% อีกครั้ง และ Bond Yield อายุ 10 ปีที่ขึ้นสู่ระดับ 4.54% ทำให้ตลาดหุ้นกลับมากังวลต่อ Bond Yield ที่เร่งตัวขึ้น
ด้านสินทรัพย์อื่น เรามองว่า
ทองคำ: ในระยะสั้นอาจถูกกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้น แต่ในระยะกลาง–ยาวยังได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และธนาคารกลางยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญที่เข้าซื้อทองคำเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยหนุนการลงทุนทองคำในระยะยาว
ตราสารหนี้: บอนด์ระยะยาวถูกแรงขายกดดันให้ยีลด์ปรับขึ้น แต่ตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้น–กลางเริ่มให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้นในบริบทดอกเบี้ยสูงนาน ซึ่งช่วยเพิ่ม Carry Yield ได้ โดยเรายังคงแนะนำให้ลงทุนใน Duration ไม่เกิน 6 ปี และเน้นตราสารที่มี Duration สั้นมากกว่ายาว
คำแนะนำการลงทุน
เราแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนหุ้นกลุ่มเติบโตในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นในสหรัฐฯ ทั้งนี้ควรติดตามผลประกอบการไตรมาส 2 และแนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลาย อาจมีสัญญาณของ Sector Rotation กลับเข้าสู่หุ้นเติบโต จะเป็นจังหวะในการกลับเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว
ทั้งนี้นักลงทุนควรพิจารณากระจายความเสี่ยงเข้าสู่กลุ่ม Healthcare ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็น Defensive play ผ่านกองทุน TUSHEALTH-A ที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จาก Sector Rotation ขณะที่ EPS Growth ที่ยังเติบโตในระดับสูงจะเป็นปัจจัยหนุนให้หุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ
ขณะที่ทองคำมีแนวโน้มผันผวนและมีความเสี่ยงในขาลงเพิ่มขึ้น จาก Bond Yield ที่เร่งตัวขึ้น และค่าเงินดอลลาร์ที่มีโอกาสแข็งค่า นักลงทุนระยะสั้น–กลางอาจยังไม่จำเป็นต้องเร่งเข้าสะสมในช่วงนี้ แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการใช้ทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือทำ Asset Allocation เรายังมองว่าสามารถทยอยสะสมได้ในระดับราคาปัจจุบัน