ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลง 1.4% โดยตลาดได้รับแรงกดดันจากท่าทีของ ปธน.ทรัมป์ต่อการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐในวันที่ 2 เม.ย. และสหรัฐมีการขึ้นภาษี 25% สำหรับรถยนต์ทุกประเภทที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐซึ่งส่งผลลบกับภาพเศรษฐกิจยุโรปที่พึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหลัก นอกจากนั้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงจากความกังวลเงินเฟ้อในอนาคตจากราคาสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมไปถึงแรงขายทำกำไรในตลาด EM ระดับหนึ่งหลังราคาปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้
บทสรุป
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินในตราสารหนี้ผันผวน มีแรงขายในตราสารหนี้จากความกังวลเงินเฟ้อของนโยบายภาษีของสหรัฐที่จะทำให้นโยบายการเงินตึงตัวขึ้น รวมถึงมีแรงซื้อในตลาดหุ้นจีนหลังท่าทีของรัฐบาลจะสนับสนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาการ AI ในจีน ขณะที่มีแรงซื้อในตลาดหุ้นโลกทั้งนี้มองว่านักลงทุนเริ่มกระจายความเสี่ยงจากประเด็นภาษีของสหรัฐ
ปัจจัยที่เราแนะติดตามในสัปดาห์นี้ 1) มาตรการภาษีของทรัมป์ที่จะเริ่มมีผล 2 เม.ย. 2) ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างตัวเลขการจ้างงาน, อัตราการว่างงาน, ตัวเลขเงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมถึงดัชนีภาคการผลิตและบริการ 3) ตัวเลขเศรษฐกิจยูโรโซน เช่น ดัชนี PMI ภาคบริการ 3) ตัวเลขเศรษฐกิจจีนอย่างดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ 4) ผลประกอบการ Dollarama, Foshan Haitian Flavoring & Food, Jiangsu Hengrui Pharmaceuticals, Kweichow Moutai, PetroChina, Seres Group
ภาพรวม – ภาพเศรษฐกิจมหภาคมีสัญญาณของการชะลอตัวลงและมีความเสี่ยงของนโยบายภาษีของสหรัฐทำให้แนวโน้มการเติบโตไม่ชัดเจนและตลาดมีความผันผวนสูง และธนาคารกลางคงดอกเบี้ยรอความชัดเจนของผลของนโยบายภาษีของสหรัฐจนกระทั่ง 2 เมษายน 2025 จึงเน้นตั้งรับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ติดตามท่าทีของ ปธน.ทรัมป์ หากผ่อนคลายตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัวได้แต่มีโอกาสน้อย โดยการลงทุนต้องเน้นถือเงินสดหรือเน้นไปที่บริษัทที่มีสัดส่วนรายได้ภายในประเทศสูงและมีงบดุลที่แข็งแรงเป็นสำคัญซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบของ Portfolio ได้
กลยุทธ์ – สัปดาห์นี้ (31 มี.ค. – 4 เม.ย.) มองว่า 1) สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าและภาษีตอบโต้ 2) การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวจากสภาพอากาศที่ดีขึ้น 3) การผลิตสหรัฐยังมีแนวโน้มหดตัว 4) เงินเฟ้อในยุโรปมีแนวโน้มลดลง 5) PMI จีนมีแนวโน้มดีขึ้นแต่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ 6) ผลประกอบการจีนมีแนวโน้มดีกว่าที่คาด ทำให้ในสัปดาห์นี้มองว่าประเด็นภาษีของสหรัฐที่เป็นประเด็นใหญ่จะกดดันตลาดและท่าทีของธนาคารกลางก็ไม่ได้สนับสนุนตลาด ส่วนตลาดจีนอาจจะมีแรงขายทำกำไรออกมาจากสงครามการค้า
หุ้นแนะนำ – เราแนะนำหุ้นกลุ่มเชิงรับที่มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดอย่าง VZ และแนะอยู่ใน Tencent ที่มีแนวโน้มเติบโตดีจาก AI