
จากข้อมูลแบบฟอร์ม 13F ณ สิ้นสุดไตรมาส 4 ปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนระดับโลกแต่ละคนยังคงยึดสไตล์ของตนเอง แต่ต่างกำลังปรับจังหวะพอร์ตให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่ปรับตัวสูง และธีม AI ที่โดดเด่น
Warren Buffett เน้นการรีบาลานซ์ ลดน้ำหนักของหุ้นที่ปรับขึ้นแรงอย่าง Apple และ Bank of America พร้อมเพิ่มน้ำหนักในธุรกิจประกันและพลังงานเพื่อเสริมความมั่นคง ขณะที่ Cathie Wood ขายทำกำไรหุ้นนวัตกรรมที่วิ่งแรง แล้วหมุนเงินกลับเข้าสู่ AI infrastructure และ Biotech
ด้าน George Soros เดินเกมเชิงรุก เพิ่มเดิมพันในกลุ่ม Big Tech อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ Alphabet และ Broadcom สะท้อนความเชื่อในรอบใหม่ของเทคโนโลยี ส่วน Ray Dalio ใช้ ETF ดัชนีเป็นฐาน พร้อมเพิ่ม AI และทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง ขณะที่ Jim Simons หมุนพอร์ตตามโมเดลเชิงปริมาณ เพิ่มน้ำหนักหุ้นที่มีโมเมนตัมแรงในกลุ่มชิป สตรีมมิง และรถไฟฟ้า ภาพรวมจึงสะท้อนตลาดที่ยังให้น้ำหนักกับ AI และเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกันนักลงทุนรายใหญ่ก็เริ่มจัดวางความเสี่ยงอย่างมีวินัยมากขึ้น
ไตรมาสล่าสุดของ Warren Buffett ผ่าน Berkshire Hathaway สะท้อนภาพการรีบาลานซ์ มากกว่าการเปลี่ยนแนวคิดลงทุน โครงสร้างพอร์ตยังคงกระจุกตัวสูง โดย Apple Inc. ยังคงเป็นอันดับหนึ่งที่ 22.60% ของพอร์ต แม้จะขายลดลงราว 4.32% ขณะที่ Bank of America ก็ถูกลดสัดส่วนลงเหลือ 10.38% ส่วน Amazon.com Inc. ถูกขายออกอย่างมีนัยสำคัญถึงกว่า 77% เหลือเพียง 0.19% ของพอร์ต สะท้อนการลดน้ำหนักในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงหรือมีความผันผวนสูง
ในฝั่งที่เพิ่มน้ำหนักอย่างเห็นได้ชัดคือ Chubb Limited ซึ่งขยับสัดส่วนขึ้นเป็น 3.90% และ Chevron Corporation ที่เพิ่มขึ้นเป็น 7.24% การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการให้น้ำหนักกับธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดมั่นคงและมีฐานรายได้ชัดเจน ขณะเดียวกันมีการเพิ่มใน Domino's Pizza และเปิดสถานะใหม่ใน The New York Times Company ที่ 0.13% ของพอร์ต ส่วน Constellation Brands, Pool Corporation และ Aon plc ถูกลดสัดส่วนลงเล็กน้อย ภาพรวมไม่ได้บอกว่า Buffett เปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจ แต่กำลังจัดวางความเสี่ยงใหม่ในช่วงตลาดสูง
พอร์ตของ Cathie Wood ภายใต้ ARK Investment Management สะท้อนการรีบาลานซ์เชิงรุกภายในธีมนวัตกรรม Tesla Inc. ยังเป็นอันดับหนึ่งที่ 8.70% แต่ถูกขายลดลงเกือบ 19% ขณะที่ Shopify, Roku Inc. และ Palantir Technologies ถูกลดลงราว 17–20% รวมถึง Robinhood Markets และ Roblox Corporation ที่ถูก trim เช่นกัน
ฝั่งที่ถูกเพิ่มน้ำหนักคือ Coinbase รวมถึง NVIDIA และ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company สะท้อนธีม AI infrastructure ที่ยังเป็นแกนหลัก พร้อมกับการเพิ่มใน CRISPR Therapeutics, Beam Therapeutics และ Twist Bioscience ทำให้ Biotech และ Genomics กลับมาเด่นในพอร์ต
พอร์ตของ George Soros ผ่าน Soros Fund Management สะท้อนการปรับกลยุทธ์เชิงรุก โดยเพิ่มน้ำหนักใน Big Tech อย่างชัดเจน Alphabet Inc. พุ่งจาก 7.57% เป็น 20.29% กลายเป็นอันดับหนึ่งทันที ขณะที่ Broadcom Inc. เพิ่มจาก 2.00% เป็น 7.38% ส่วน Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ยังคงเป็น Top 3
นอกจากนี้ยังเพิ่มน้ำหนักใน Visa Inc., Intercontinental Exchange และหุ้น consumer อย่าง Flutter Entertainment และ Churchill Downs Incorporated พร้อมเปิดสถานะใหม่ใน General Motors และ ProPetro Holding Corp. พอร์ตนี้จึงสะท้อนการเดิมพันรอบใหม่ใน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
พอร์ตของ Ray Dalio ภายใต้ Bridgewater Associates เน้นการกระจายความเสี่ยงแบบ
มหภาค โดยเพิ่มน้ำหนักใน SPDR S&P 500 ETF Trust เป็น 11.08% และยังคงสัดส่วนสูงใน iShares Core S&P 500 ETF ที่ 10.45% พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนใน NVIDIA, Broadcom Inc. และ Oracle Corporation
ขณะเดียวกันได้ลดน้ำหนักใน Alphabet Inc. และ Microsoft และเพิ่มสถานะใน Newmont Corporation เกือบ 500% เพื่อป้องกันความเสี่ยง พอร์ตนี้จึงสะท้อนสไตล์ของ Dalio ที่ใช้ ETF เป็นแกน และผสม AI กับสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
พอร์ตของ Jim Simons ผ่าน Renaissance Technologies สะท้อนการหมุนเม็ดเงินการลงทุนตามสัญญาณข้อมูลโดย Palantir Technologies ยังเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่เพิ่มน้ำหนักใน Micron Technology กว่า 151%, Netflix กว่า 164% และ Tesla Inc. กว่า 220% รวมถึงเพิ่มสัดส่วนใน Intel และ Nu Holdings
ด้านกลยุทธ์ลงทุนแบบ defensive มีการเพิ่มใน Costco Wholesale และ Procter & Gamble พร้อมทั้งกระจายเม็ดเงินลงใน Carvana, Wayfair และ Airbnb สะท้อน DNA ของ Renaissance Technologies ที่เน้นเพิ่มน้ำหนักตามโมเมนตัมของสินทรัพย์แต่ละประเภท และหมุนเงินลงทุนออกหากเกิดการเปลี่ยนแปลงของ momentum อย่างมีวินัย
หมายเหตุ: การใช้ข้อมูลจาก Form 13F ถูกยื่นต่อ SEC ทุกไตรมาส ภายในเวลา 45 วัน หลังสิ้นสุดไตรมาสในการยื่นข้อมูล ซึ่งหมายความว่าข้อมูลใน 13F มักล่าช้ากว่าความเป็นจริง ทำให้ข้อมูลการลงทุนอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ณ เวลาที่ข้อมูลเผยแพร่ การใช้ข้อมูลจาก 13F ควรใช้เป็น ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ เพื่อทำความเข้าใจแนวโน้มการลงทุนและกลยุทธ์ของผู้ลงทุนขนาดใหญ่ แต่ไม่ควรใช้เป็นสัญญาณในการตัดสินใจลงทุนโดยตรง ควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วยเสมอ
ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน เป็นเพียงการให้ข้อมูล ผู้ลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจ เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน