
เลือกหุ้น เมื่อคุณต้องการถือสินทรัพย์ระยะยาว เชื่อในธุรกิจแต่ยังระบุไม่ได้ว่าราคาจะขึ้นเมื่อไร หรือต้องการสิทธิและผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
พิจารณา Options เมื่อคุณมีมุมมองครบทั้งทิศทาง กรอบเวลา และขนาดการเคลื่อนไหวที่คาด รวมถึงยอมรับได้ว่าอาจสูญเสียค่าพรีเมียมทั้งหมด
Options ใช้เงินเริ่มต้นน้อยกว่าการซื้อหุ้นตามจำนวนหุ้นที่สัญญาอ้างอิงได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงต่ำกว่า เพราะผู้ซื้ออาจสูญเสียค่าพรีเมียมทั้งหมดหากสัญญาหมดอายุโดยไม่มีมูลค่า
ถ้าจำได้แค่ประโยคเดียว:
หุ้นเหมาะกับมุมมองต่อสินทรัพย์ ส่วน Options ต้องมีมุมมองต่อสินทรัพย์พร้อมคำตอบว่า “จะเกิดขึ้นเมื่อไร”
เมื่อเริ่มเข้าใจ US Options มากขึ้น หลายคนจะเจอคำถามสำคัญว่า
“ถ้ามองว่าหุ้นจะขึ้นเหมือนกัน ควรซื้อหุ้นหรือซื้อ Call Options?”
เหตุผลที่คำถามนี้ตอบด้วยการเปรียบเทียบว่าอะไร “ดีกว่า” ไม่ได้ เพราะหุ้นกับ Options ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกันเสียทีเดียว
การซื้อหุ้นคือการซื้อความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ที่อ้างอิง ส่วนการซื้อ Options คือการซื้อสิทธิ์ภายใต้เงื่อนไขของ ทิศทาง ราคา และเวลา ผู้ถือ Equity Options ไม่ได้รับสิทธิของผู้ถือหุ้น เช่น สิทธิออกเสียงหรือเงินปันผล จนกว่าจะใช้สิทธิและรับหุ้นมาเป็นของตนเอง
ดังนั้น คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
“หุ้นหรือ Options แบบไหนให้ผลตอบแทนมากกว่า”
แต่ควรถามว่า
“มุมมองของเรามีกรอบเวลาชัดแค่ไหน ต้องการถือสินทรัพย์จริงหรือไม่ และยอมรับความผิดพลาดแบบไหนได้มากกว่า”
บทความนี้จะช่วยให้เห็นชัดขึ้นว่า ในสถานการณ์แบบไหนควรเลือกซื้อหุ้น และเมื่อใดการซื้อ US Options จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
ในบทความนี้ คำว่า Options จะเน้นเฉพาะฝั่งผู้ซื้อ ได้แก่ Long Call และ Long Put เพื่อให้เหมาะกับผู้เริ่มต้น และยังไม่ครอบคลุมการขาย Options หรือกลยุทธ์ที่ซับซ้อน
6 สถานการณ์จริง ควรเลือกหุ้นหรือ Options
สถานการณ์ที่ 1 : เชื่อว่าบริษัทจะเติบโต แต่ไม่รู้ว่าราคาจะขึ้นเมื่อไร
ตัวอย่างสถานการณ์
คุณศึกษาธุรกิจแห่งหนึ่งแล้วเชื่อว่า รายได้และกำไรมีโอกาสเติบโตในอีกหลายปีข้างหน้า แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าราคาหุ้นจะเริ่มปรับขึ้นในอีก 3 เดือน 6 เดือน หรืออาจต้องรอนานกว่านั้น
ทางเลือกที่มักเหมาะกว่า : ซื้อหุ้น
เหตุผลคือมุมมองของคุณเป็นมุมมองต่อธุรกิจระยะยาว แต่ยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน
หากเลือกซื้อ Call Options คุณต้องเลือกวันหมดอายุตั้งแต่วันเริ่มต้น และกำหนดว่าหุ้นควรเคลื่อนไหวภายในช่วงเวลาใด หากบริษัทเติบโตตามคาดแต่ราคาหุ้นขึ้นหลังสัญญาหมดอายุ มุมมองระยะยาวของคุณอาจถูกต้อง แต่ Options ที่ซื้อไว้ก็อาจหมดอายุไปก่อน
หลักคิด
ถ้าคุณตอบได้ว่า
การซื้อหุ้นมักสอดคล้องกับมุมมองมากกว่าการบังคับให้ตัวเองเลือกวันหมดอายุ
สถานการณ์ที่ 2 : มีมุมมองว่าหุ้นจะขึ้นแรงภายในเวลาที่กำหนด
ตัวอย่างสถานการณ์
คุณประเมินว่าหุ้นอาจได้รับผลจากเหตุการณ์บางอย่างภายใน 2–3 เดือน และคาดว่าราคามีโอกาสเคลื่อนไหวมากพอ ไม่ใช่เพียงขึ้นเล็กน้อย
ทางเลือกที่อาจพิจารณา : Long Call
สถานการณ์นี้เริ่มมีองค์ประกอบที่ Options ต้องการครบขึ้น ได้แก่
Long Call ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงโอกาสจากการปรับขึ้นของราคาหุ้น โดยใช้เงินในรูปของค่าพรีเมียม แทนการใช้เงินซื้อหุ้นทั้งหมดตามจำนวนที่สัญญาอ้างอิง ตัวอย่างเช่น US Options มาตรฐาน 1 สัญญาโดยทั่วไปอ้างอิงหุ้น 100 หุ้น ผู้ลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมเงินสำหรับซื้อหุ้นครบ 100 หุ้นตั้งแต่เริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม การซื้อ Long Call ไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของหุ้น แต่เป็นการซื้อ “สิทธิ” ที่มีวันหมดอายุ หากราคาหุ้นไม่ปรับขึ้นมากพอภายในเวลาที่กำหนด ค่าพรีเมียมอาจลดลงหรือสูญเสียทั้งหมดได้ สำหรับสัญญาบางตัว จำนวนหุ้นหรือสิ่งส่งมอบอาจแตกต่างจากมาตรฐาน 100 หุ้น หากเกิด Corporate Action เช่น Stock split, Reverse stock split, Spin-off หรือ Merger ดังนั้น ก่อนเลือกสัญญาควรตรวจสอบรายละเอียดของสัญญาทุกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การคาดว่าหุ้น “จะขึ้น” ยังไม่เพียงพอ คุณต้องประเมินต่อว่าราคาจะขึ้นมากพอชดเชยค่าพรีเมียมที่จ่ายหรือไม่
หลักคิด
Long Call จะเริ่มมีเหตุผลเมื่อประโยคของคุณครบว่า
“มองว่าหุ้นจะขึ้นประมาณเท่าไร ภายในเมื่อไร และถ้าไม่เกิดขึ้นจะยอมขาดทุนเท่าไร”
สถานการณ์ที่ 3 : มองว่าหุ้นจะขึ้น แต่คาดว่าจะขึ้นเพียงเล็กน้อย
ตัวอย่างสถานการณ์
หุ้นอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ และคุณคาดว่าอาจขึ้นไป 103–105 ดอลลาร์ในอีกไม่กี่เดือน
คุณจึงคิดจะซื้อ Call Options เพราะใช้เงินน้อยกว่าการซื้อหุ้น
ทางเลือกที่ควรระวัง : Options อาจไม่เหมาะกับมุมมองนี้
แม้ราคาหุ้นจะขึ้นตามที่คาด แต่ผลกำไรของ Call Options ยังต้องชดเชยค่าพรีเมียมที่จ่ายไปก่อน
ตัวอย่างเช่น หากซื้อ Call ที่มี Strike price 100 ดอลลาร์ และจ่ายค่าพรีเมียม 6 ดอลลาร์ จุดคุ้มทุน ณ วันหมดอายุจะอยู่ที่ประมาณ 106 ดอลลาร์ โดยยังไม่รวมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น
ถ้าหุ้นขึ้นจาก 100 เป็น 104 ดอลลาร์ คุณมองทิศทางถูก แต่ Call ดังกล่าวยังขาดทุนเมื่อถึงวันหมดอายุ เพราะมูลค่าที่เกิดขึ้นยังไม่ครอบคลุมค่าพรีเมียม
ค่าพรีเมียมของ Options ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับ Strike price เวลาที่เหลือ ความผันผวน อัตราดอกเบี้ย เงินปันผล สภาพคล่อง และอุปสงค์อุปทานในตลาดด้วย
ทางเลือกที่อาจเหมาะกว่า
ถ้ามุมมองคือหุ้นจะขึ้นเพียงเล็กน้อย และคุณยอมรับการถือหุ้นได้ การซื้อหุ้นอาจตรงกับมุมมองมากกว่า
อีกทางเลือกหนึ่งคือยังไม่เปิดสถานะ จนกว่าจะเห็นโอกาสที่ผลตอบแทนคาดหวังเหมาะสมกับความเสี่ยงมากขึ้น
หลักคิด
อย่าเลือก Options เพียงเพราะมองถูกทาง ต้องประเมินด้วยว่าราคาจะเคลื่อนไหวมากพอหรือไม่
สถานการณ์ที่ 4 : ต้องการจำกัดจำนวนเงินขาดทุนสูงสุดไว้ตั้งแต่ต้น
ตัวอย่างสถานการณ์
คุณมองว่าหุ้นอาจปรับขึ้นแรง แต่ไม่ต้องการนำเงิน 20,000 ดอลลาร์ไปซื้อหุ้น 100 หุ้น และต้องการกำหนดว่าหากผิดทางจะเสียเงินไม่เกินจำนวนที่วางไว้
ทางเลือกที่อาจพิจารณา : Long Call
สำหรับผู้ซื้อ Options ความเสียหายสูงสุดของสถานะโดยทั่วไปจำกัดอยู่ที่ค่าพรีเมียมที่จ่ายและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่เงื่อนไขสำคัญคือคุณต้องยอมรับได้จริงว่าเงินค่าพรีเมียมนั้นอาจสูญเสียทั้งหมด
สมมติว่าคุณกำหนดความเสี่ยงสูงสุดไว้ที่ 1,200 ดอลลาร์ การซื้อ Call หนึ่งสัญญาที่มีต้นทุนรวม 1,200 ดอลลาร์อาจทำให้เห็นกรอบขาดทุนตั้งแต่ต้นได้ชัดกว่าการซื้อหุ้น 100 หุ้น
แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือคิดว่า
“เพราะ Options ใช้เงินเพียง 1,200 ดอลลาร์ จึงนำเงิน 20,000 ดอลลาร์ทั้งหมดไปซื้อ Options ได้”
วิธีนี้ไม่ได้ลดความเสี่ยง แต่เป็นการเพิ่มจำนวนสัญญาจนความเสี่ยงรวมกลับมาสูงขึ้น และอาจทำให้เงินทั้งหมดกลายเป็นค่าพรีเมียมที่มีวันหมดอายุ
หลักคิด
การใช้เงินน้อยลงจะช่วยควบคุมความเสี่ยงได้ ก็ต่อเมื่อคุณ ลดจำนวนเงินที่นำไปเสี่ยงจริง ไม่ใช่นำเงินที่เหลือไปเพิ่มจำนวนสัญญา
สถานการณ์ที่ 5 : ต้องการรับเงินปันผลและถือความเป็นเจ้าของในบริษัท
ตัวอย่างสถานการณ์
คุณต้องการสะสมหุ้นระยะยาว รับเงินปันผล มีสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น และไม่ต้องการติดตามวันหมดอายุหรือเปลี่ยนสัญญาเป็นระยะ
ทางเลือกที่เหมาะกว่า : ซื้อหุ้น
ผู้ถือ Equity Options ไม่ได้รับสิทธิออกเสียงหรือเงินปันผลเหมือนผู้ถือหุ้น เว้นแต่จะใช้สิทธิและรับหุ้นมาเป็นเจ้าของก่อนวันที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น หากเป้าหมายหลักของคุณคือ
หุ้นจะทำหน้าที่ตรงกับเป้าหมายมากกว่า
หลักคิด
Options ไม่ใช่หุ้นราคาถูกกว่า เพราะคุณกำลังซื้อสิทธิ์ชั่วคราว ไม่ได้ซื้อความเป็นเจ้าของในบริษัท
สถานการณ์ที่ 6 : มีหุ้นอยู่แล้วและต้องการลดผลกระทบหากราคาปรับลง
ตัวอย่างสถานการณ์
คุณถือหุ้นอยู่และยังเชื่อในมุมมองระยะยาว จึงไม่ต้องการขายทั้งหมด แต่กังวลว่าราคาอาจปรับลงแรงในช่วงเวลาหนึ่ง
ทางเลือกที่อาจพิจารณา : Long Put
Long Put ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการขายหุ้นอ้างอิงที่ Strike price ภายในเงื่อนไขของสัญญา จึงสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารความเสี่ยงได้
ในกรณีนี้ Options ไม่ได้เข้ามาแทนหุ้น แต่เข้ามาทำหน้าที่คนละส่วน
อย่างไรก็ตาม การป้องกันความเสี่ยงไม่ได้ฟรี หากราคาหุ้นไม่ลงตามที่กังวล Put อาจลดมูลค่าหรือหมดอายุโดยไม่มีมูลค่า และค่าพรีเมียมที่จ่ายจะกลายเป็นต้นทุนของการป้องกันพอร์ต
หลักคิด
ถ้าคุณไม่ต้องการขายหุ้น แต่ต้องการจำกัดผลกระทบจากการปรับลงภายในช่วงเวลาที่กำหนด Long Put อาจทำหน้าที่ได้ตรงกว่าการซื้อ Call หรือเพิ่มหุ้น
ตัวอย่างตัวเลข : มองหุ้นขึ้นเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันอย่างไร
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นเพียงสมมติฐานเพื่ออธิบายกลไก ไม่ใช่ราคาตลาดจริงหรือคำแนะนำลงทุน
สมมติว่า
|
ราคาหุ้น ณ วันหมดอายุ |
ผลลัพธ์จากหุ้น 100 หุ้น |
ผลลัพธ์จาก Long Call |
|
230 ดอลลาร์ |
กำไร 3,000 ดอลลาร์ |
กำไร 1,800 ดอลลาร์ |
|
205 ดอลลาร์ |
กำไร 500 ดอลลาร์ |
ขาดทุน 700 ดอลลาร์ |
|
200 ดอลลาร์ |
ไม่กำไรและไม่ขาดทุน |
ขาดทุน 1,200 ดอลลาร์ |
|
180 ดอลลาร์ |
ขาดทุน 2,000 ดอลลาร์ |
ขาดทุนสูงสุด 1,200 ดอลลาร์ |
ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง
หากหุ้นขึ้นไม่มากพอ ผู้ถือหุ้นอาจได้กำไร แต่ผู้ซื้อ Call ยังขาดทุนได้ เพราะต้องหักค่าพรีเมียมที่จ่าย
เมื่อหุ้นขึ้นแรงภายในเวลาที่กำหนด กำไรเมื่อเทียบกับเงินค่าพรีเมียมอาจสูงกว่าผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ของหุ้น
แต่สิ่งที่ถูกขยายไม่ได้มีเฉพาะผลตอบแทน ความเร็วในการขาดทุนและโอกาสสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดก็สูงขึ้นเช่นกัน
ในตัวอย่างนี้ Long Call เสียหายสูงสุด 1,200 ดอลลาร์ ขณะที่หุ้นอาจขาดทุนมากกว่านั้นหากราคาลงแรง
ในอีกด้านหนึ่ง หุ้นยังคงอยู่ในพอร์ตหลังครบ 3 เดือน แต่ Call อาจหมดอายุและไม่เหลือมูลค่า
ตัวเลขข้างต้นคำนวณจากมูลค่า ณ วันหมดอายุ โดยไม่รวมค่าธรรมเนียม ภาษี ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน Bid/Ask Spread และกรณีปิดสถานะก่อนหมดอายุ
ตารางตัดสินใจ : สถานการณ์แบบไหนเอนเอียงไปทางหุ้นหรือ Options
|
คำถามที่ใช้ตัดสินใจ |
เอนเอียงไปทางหุ้น |
เอนเอียงไปทาง Options |
|
เป้าหมายหลักคืออะไร |
ถือสินทรัพย์และเติบโตระยะยาว |
ใช้มุมมองภายในช่วงเวลาที่กำหนด |
|
ระบุเวลาที่ราคาควรเคลื่อนไหวได้ไหม |
ยังระบุไม่ได้ |
ระบุกรอบเวลาได้ค่อนข้างชัด |
|
คาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวมากแค่ไหน |
ขึ้นระยะยาวหรือขึ้นเพียงเล็กน้อย |
คาดว่าจะเคลื่อนไหวมากพอเทียบกับค่าพรีเมียม |
|
ต้องการเงินปันผลหรือสิทธิผู้ถือหุ้นไหม |
ต้องการ |
ไม่ใช่เป้าหมายหลัก |
|
ยอมรับการสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ไหม |
ไม่ต้องการให้มีระยะเวลาที่กำหนดตายตัว |
ยอมรับการสูญเสียค่าพรีเมียมทั้งหมดได้ |
|
ต้องการติดตามสถานะบ่อยแค่ไหน |
ไม่ต้องบริหารวันหมดอายุ |
ต้องติดตามราคา เวลา ความผันผวน และสภาพคล่อง |
|
ความเข้าใจต่อสินค้ายังอยู่ระดับใด |
เข้าใจหุ้น แต่ยังไม่เข้าใจ Options ครบ |
เข้าใจ Strike price, Expiry, Premium, Moneyness และ Time Decay แล้ว |
ก่อนเลือก Options ต้องตอบให้ได้มากกว่า “ขึ้นหรือลง”
Options มีราคาที่เปลี่ยนแปลงจากหลายปัจจัย ทั้งราคาสินทรัพย์อ้างอิง ความสัมพันธ์กับ Strike price เวลาที่เหลือ ความผันผวน ดอกเบี้ย เงินปันผล และสภาพคล่อง
ดังนั้น ก่อนซื้อ Options ควรตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้
จะขึ้น ลง หรืออาจแกว่งตัวอยู่ในกรอบ
เหตุการณ์ที่คาดอยู่ห่างออกไปกี่วันหรือกี่เดือน และวันหมดอายุที่เลือกให้เวลามุมมองเพียงพอหรือไม่
เพียงแตะ Strike price หรือมีโอกาสผ่านจุดคุ้มทุนหลังรวมค่าพรีเมียมแล้ว
จะยอมขาดทุนทั้งหมดตามค่าพรีเมียม หรือมีจุดทบทวนและปิดสถานะก่อนถึงวันหมดอายุ
ถ้าคุณตอบได้แค่ว่า “คิดว่าน่าจะขึ้น” แต่ยังตอบอีกสามข้อไม่ได้ การซื้อหุ้นจำนวนที่เหมาะสมหรือยังไม่เปิดสถานะ อาจเหมาะกว่าการรีบเลือก Options
ถ้าคุณเคยลงทุนหุ้นมาก่อน...
จุดที่ต้องปรับวิธีคิดมากที่สุดคือ อย่ามอง Options ว่าเป็นเพียงหุ้นในรูปแบบที่ใช้เงินน้อยกว่า
ในการซื้อหุ้น คุณอาจวิเคราะห์ถูกเรื่องธุรกิจ แต่ราคายังไม่ตอบสนอง และยังตัดสินใจถือต่อได้หากมุมมองเดิมไม่เปลี่ยน
ในการซื้อ Options คุณต้องถูกมากกว่าหนึ่งเรื่องพร้อมกัน ได้แก่
นี่คือเหตุผลที่คนซึ่งวิเคราะห์หุ้นถูก ยังอาจขาดทุนจาก Options ได้ เพราะมุมมองอาจเกิดช้าเกินไป เคลื่อนไหวน้อยเกินไป หรือค่าพรีเมียมที่ซื้อมาแพงเกินไปเมื่อเทียบกับผลลัพธ์จริง
4 ความเข้าใจผิดที่ทำให้เลือก Options ผิดเหตุผล
เงินที่จ่ายน้อยกว่าไม่เท่ากับความเสี่ยงต่ำกว่าเสมอไป เพราะค่าพรีเมียมทั้งหมดอาจสูญเสียได้
ต้องเปรียบเทียบทั้งจำนวนเงินที่เสี่ยง โอกาสขาดทุน และเวลาที่มุมมองต้องเกิดขึ้น
ค่าพรีเมียมที่ต่ำลงอาจมาพร้อมเวลาที่เหลือน้อยลง และความเสี่ยงที่สัญญาจะหมดอายุก่อนมุมมองเกิดขึ้น
Time Value ของ Options โดยทั่วไปมีแนวโน้มลดลงเมื่อเข้าใกล้วันหมดอายุ และการลดลงมักเร่งขึ้นเมื่อเวลาที่เหลือสั้นลง
ไม่จริงเสมอไป หุ้นต้องขึ้นเร็วและมากพอเมื่อเทียบกับ Strike price ค่าพรีเมียม เวลาที่ลดลง และความเปลี่ยนแปลงของความผันผวน
ถ้าจำนวนเงินที่จ่ายค่าพรีเมียมรวมสูงใกล้เคียงกับเงินที่เคยตั้งใจซื้อหุ้น ความเสี่ยงรวมอาจไม่ได้ลดลง และเงินจำนวนมากอาจมีโอกาสหมดอายุเป็นศูนย์พร้อมกัน
ขั้นตอนตัดสินใจแบบง่ายก่อนเปิดสถานะ
เริ่มจากคำถามแรก แล้วไล่ลงมาตามลำดับ
ต้องการถือความเป็นเจ้าของ รับเงินปันผล หรือถือโดยไม่กำหนดเวลาใช่ไหม
ถ้าใช่ ให้เริ่มพิจารณาหุ้น
มีมุมมองต่อทิศทางพร้อมกรอบเวลาชัดเจนหรือยัง
ถ้ายังไม่ชัด หุ้นหรือการรอดูสถานการณ์อาจเหมาะกว่า
การเคลื่อนไหวที่คาดไว้มากพอเทียบกับค่าพรีเมียมหรือไม่
ถ้าไม่มากพอ การซื้อ Call อาจขาดทุนแม้มองทิศทางถูก
ยอมรับได้หรือไม่ว่าค่าพรีเมียมอาจสูญเสียทั้งหมด
ถ้าคุณไม่สามารถยอมรับได้ว่ามีโอกาสเสียเงินค่าพรีเมียมทั้งหมด การใช้ Options ในขนาดเงินลงทุนแบบนั้นอาจไม่เหมาะกับคุณ
ต้องการสร้างโอกาสใหม่ หรือกำลังป้องกันสินทรัพย์เดิม
ถ้าต้องการมีมุมมองขาขึ้น อาจศึกษา Long Call
ถ้าถือหุ้นอยู่และต้องการป้องกันการปรับลง อาจศึกษา Long Put
คำถามที่พบบ่อย
1. เงินน้อยควรซื้อ Options แทนหุ้นหรือไม่
ไม่ควรตัดสินใจจากเงินทุนเพียงอย่างเดียว
Options อาจใช้เงินเริ่มต้นน้อยกว่า แต่ต้องมีมุมมองเรื่องเวลาและขนาดการเคลื่อนไหวที่ชัดกว่า และผู้ซื้ออาจสูญเสียค่าพรีเมียมทั้งหมดได้
ถ้าเงินลงทุนยังไม่เพียงพอสำหรับหุ้นตามจำนวนที่ต้องการ การลดจำนวนหุ้น การซื้อ Fractional Share ในกรณีที่แพลตฟอร์มรองรับ หรือการรอสะสมเงิน อาจตรงไปตรงมากว่าการใช้ Options แทนโดยยังไม่เข้าใจความเสี่ยง
2. ถ้ามั่นใจว่าหุ้นจะขึ้น ควรซื้อ Call เสมอไหม
ไม่เสมอไป ต้องประเมินด้วยว่าจะขึ้นเมื่อไร ขึ้นมากแค่ไหน ค่าพรีเมียมเท่าไร และจุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน
ถ้าหุ้นขึ้นช้าเกินไปหรือขึ้นไม่มากพอ Call ยังขาดทุนได้
3. ซื้อหุ้นกับซื้อ Call พร้อมกันได้ไหม
ทำได้ แต่ต้องกำหนดหน้าที่ของแต่ละสถานะให้ชัด
หุ้นอาจเป็นสถานะระยะยาว ส่วน Call อาจใช้กับมุมมองเฉพาะช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม ผู้เริ่มต้นควรระวังไม่ให้ทั้งสองสถานะรวมกันจนรับความเสี่ยงต่อหุ้นตัวเดียวมากเกินไป
4. ถ้ากังวลว่าหุ้นจะลง ควรขายหุ้นหรือซื้อ Put
ขึ้นอยู่กับว่าคุณยังต้องการถือหุ้นระยะยาวหรือไม่
ถ้ามุมมองพื้นฐานเปลี่ยนและไม่ต้องการถือหุ้นต่อ การขายหรือลดหุ้นอาจตรงกว่า
ถ้ายังต้องการถือหุ้น แต่ต้องการความคุ้มครองในช่วงเวลาหนึ่ง Long Put อาจเป็นเครื่องมือที่ควรศึกษา โดยต้องยอมรับต้นทุนค่าพรีเมียม
5. Options เหมาะกับการลงทุนระยะยาวหรือไม่
Options บางสัญญามีอายุยาว แต่ยังคงมีวันหมดอายุและมีค่าพรีเมียมที่ได้รับผลจากเวลาและความผันผวน
หากเป้าหมายหลักคือถือสินทรัพย์โดยไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด หุ้นมักมีโครงสร้างที่ตรงกว่า ส่วน Options อายุยาวควรถูกใช้เมื่อมีเหตุผลรองรับการเลือกกรอบเวลานั้นอย่างชัดเจน
6.มือใหม่ควรเริ่มจากหุ้นหรือ Options
ถ้ายังไม่สามารถอธิบายได้ว่า Strike price, Expiry, Premium, ITM, ATM, OTM และ Time Decay มีผลต่อสถานะอย่างไร ควรเริ่มจากหุ้นหรือศึกษาเพิ่มก่อนเปิดสถานะ Options
การเข้าใจมุมมองตลาดอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอสำหรับการเลือกสัญญา Options
สรุป
หุ้นและ US Options ไม่ได้แข่งขันกันว่าอะไรดีกว่า แต่เป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ต่างกัน
เลือกหุ้น เมื่อคุณต้องการ
พิจารณา Options เมื่อคุณ
คำถามสุดท้ายก่อนตัดสินใจจึงไม่ใช่
“แบบไหนใช้เงินน้อยกว่า”
แต่ควรเป็น
“เครื่องมือแบบไหนตรงกับมุมมอง ระยะเวลา และความเสี่ยงที่เราต้องการรับมากกว่า”
อ่านต่อในตอนถัดไป
ตอนที่ 11
มือใหม่ก็เริ่มดู US Options ได้ : วิธีใช้งานฟีเจอร์ US Options บนแอปแบบทีละขั้นตอน ทำไมฟีเจอร์นี้ถึงน่าสนใจ
US Options 🚀 ลงทุน US Options กับ InnovestX ได้แล้ว! ครั้งแรกบน InnovestX ที่ให้คุณเทรด US Options ได้ทั้งบนแอปและ WebTrade สะดวกกว่าเดิม พร้อมเครื่องมือครบมือเหมือนเดิม
✅ เติมเงินเข้า wallet ได้ real-time
✅ ฝาก-ถอน ไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง
✅ เครื่องมือเทรดผ่านเว็บไซต์ สามารถใช้ผ่าน PC ให้สามารถเทรดได้แบบมืออาชีพ
✅ มีข้อมูล real-time market data ของ US Options ให้ subscribe ในราคาดีเข้าถึงง่าย เพียง 1.25 USD/Month
✅ ใช้บัญชีเดียวกับบัญชีหุ้นสหรัฐฯ ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่
📱 ดาวโหลดและเปิดบัญชีกับ InnovestX คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
📱 รายละเอียดและคู่มือการเปิดใช้บริการ US Options คลิก https://www.innovestx.co.th/us-options
⚠️ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน US Futures and Options มีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญจึงไม่เหมาะสมกับทุกคน การซื้อขาย Options ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่มูลค่าสัญญาจะลดลงตามเวลา (Time decay) ความเสี่ยงที่ท่านอาจสูญเสียเงินที่จ่ายเพื่อซื้อสิทธิ์ในตอนแรก (ค่าพรีเมียม) ทั้งหมด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน