US Options

เลือก Strike price และ Expiry ยังไงให้ตรงมุมมองตลาด

16 Jul 26 2:07 PM
รู้จักผลิตภัณฑ์ลงทุน1
สรุปสาระสำคัญ

การเลือก Strike price คือการเลือกตำแหน่งของสัญญาว่าคุณจะอยู่ใกล้หรือไกลจากราคาปัจจุบันมากแค่ไหน

การเลือก Expiry คือการเลือกกรอบเวลาว่าคุณคาดให้มุมมองนั้นเกิดขึ้นภายในเมื่อไร

Strike price และ Expiry ควรถูกเลือกให้สัมพันธ์กับทั้งมุมมองตลาด ระยะเวลาที่คาด และค่าพรีเมียมที่ยอมรับได้

ถ้าจำได้แค่ประโยคเดียว: อย่าเลือกสัญญาจากค่าพรีเมียมอย่างเดียว แต่ให้เลือกจากมุมมองตลาดและเวลาที่คุณคาดไว้เป็นหลัก

หลังจากเริ่มแยกออกแล้วว่า ITM, ATM และ OTM ต่างกันยังไง คำถามต่อมาที่คนเริ่มต้นมักอยากรู้คือ “แล้วสุดท้ายควรเลือก Strike price กับ Expiry แบบไหนดี” เพราะถึงแม้จะเริ่มดูสถานะของสัญญาออกแล้ว แต่เวลาต้องตัดสินใจจริง ก็ยังมักลังเลอยู่ดีว่าควรเลือกสัญญาที่ใกล้ราคาปัจจุบัน หรือควรเลือกสัญญาที่ไกลออกไป และควรเลือกเวลานานแค่ไหน

 

นี่คือจุดที่การดู Options เริ่มเชื่อมจาก “การอ่านข้อมูล” ไปสู่ “การเลือกสัญญา” จริง ๆ เพราะเมื่อคุณเลือก Strike price และ Expiry คุณกำลังกำหนดทั้งกรอบเวลาและตำแหน่งของสัญญาที่จะใช้กับมุมมองตลาดของตัวเอง

 

บทความนี้จึงจะช่วยเชื่อมจากเรื่อง moneyness และ Time Value ไปสู่การเลือกสัญญาให้เหมาะกับมุมมองและกรอบเวลาที่คาด โดยยังคงอธิบายแบบใช้งานได้จริงสำหรับคนที่มีพื้นฐานหุ้นอยู่แล้ว

 

เริ่มจากคิดเรื่อง Strike price ก่อน

Strike price คือราคาตามเงื่อนไขของสัญญา และเป็นตัวที่ทำให้สัญญานั้นอยู่ในสถานะ ITM, ATM หรือ OTM

พอพูดแบบนี้ จะเห็นว่าการเลือก Strike price ไม่ใช่แค่การเลือกตัวเลข แต่คือการเลือก “ตำแหน่ง” ของสัญญา ว่าคุณอยากอยู่ใกล้หรือไกลจากราคาปัจจุบันมากแค่ไหน

 

ถ้าเลือก Strike price ที่อยู่ใกล้ราคาปัจจุบันมาก สัญญาก็มักอยู่ในโซน ATM ถ้าเลือก Strike price ที่ลึกเข้ามาอีกด้านหนึ่ง สัญญาก็มักอยู่ในโซน ITM ถ้าเลือก Strike price ที่ไกลออกไปอีกด้านหนึ่ง สัญญาก็มักอยู่ในโซน OTM

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เลือก Strike price คุณกำลังเลือกทั้งสถานะของสัญญาไปพร้อมกัน

 

แล้วควรเลือก Strike price แบบไหน

 

คำตอบไม่ได้มีแบบเดียวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับว่าคุณมองตลาดแบบไหน และรับระดับค่าพรีเมียมได้มากน้อยแค่ไหน

ถ้าพูดแบบง่ายที่สุด

  • คนที่อยากดูสัญญาที่อยู่ใกล้ราคาปัจจุบัน มักเริ่มดูแถว ATM ก่อน
  • คนที่อยากดูสัญญาที่ลึกเข้ามาอีก อาจเริ่มมอง ITM
  • คนที่สนใจสัญญาที่ไกลออกไป และมักมีค่าพรีเมียมต่ำกว่า อาจมอง OTM

แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าคิดว่า OTM ดีกว่าเพียงเพราะค่าพรีเมียมต่ำกว่า หรือ ITM ดีกว่าเสมอเพียงเพราะสามารถใช้สิทธิ์ได้แล้ว เพราะแต่ละแบบมีลักษณะการตอบสนองต่อราคาและค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน

 

Expiry คืออีกครึ่งหนึ่งของการตัดสินใจ

ถ้า Strike price คือเรื่องของ “ตำแหน่ง” ส่วน Expiry ก็คือเรื่องของ “เวลา”

 

การเลือก Expiry คือการตอบคำถามว่า คุณคาดไว้ว่าจะให้มุมมองนั้นเกิดขึ้นภายในเมื่อไร ถ้าคุณมองว่าหุ้นหรือ ETF น่าจะขยับในระยะเวลาอันสั้น คุณก็อาจมอง Expiry ที่ใกล้กว่า แต่ถ้าคุณคิดว่ามุมมองนั้นต้องใช้เวลา คุณก็ควรมอง Expiry ที่ยาวขึ้น

 

สิ่งที่มือใหม่มักเจอได้บ่อยคือ มองทิศทางถูก แต่เลือกเวลาสั้นเกินไป จนค่าพรีเมียมลดลงก่อนที่มุมมองจะเกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้น การเลือก Expiry จึงไม่ใช่แค่เลือกวันหมดอายุ แต่คือการเลือก “เวลาเผื่อ” ให้เหมาะสมกับมุมมองของตัวเองด้วย

 

Time Value เชื่อมกับการเลือก Expiry ยังไง

ยิ่งสัญญามีเวลาเหลือมาก Time Value ก็มักมีส่วนมากขึ้น และค่าพรีเมียมก็มักสูงขึ้นตามไปด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าสัญญาใกล้หมดอายุ ค่าพรีเมียมอาจดูต่ำลง แต่ก็มักมาพร้อมกับเวลาที่เหลือน้อยลง และความเสี่ยงที่มุมมองของคุณจะเกิดขึ้นไม่ทันเวลา

 

ดังนั้น เวลาเลือก Expiry มือใหม่จึงไม่ควรมองแค่ว่า “สัญญาไหนถูกกว่า” แต่ควรมองด้วยว่า สัญญานั้นให้เวลาพอกับมุมมองของเราหรือไม่

 

แล้วควรเริ่มเลือกยังไงแบบง่ายที่สุด

 

ถ้ายังใหม่กับ US Options แนะนำให้เริ่มด้วยลำดับคิดแบบนี้

 

  1. เริ่มจากมุมมองก่อนว่า คุณมองขาขึ้นหรือขาลง
  2. ประเมินต่อว่า คุณคาดให้การเคลื่อนไหวเกิดภายในช่วงเวลาประมาณไหน
  3. ค่อยดู Strike price ว่าอยากอยู่ใกล้หรือไกลจากราคาปัจจุบันแค่ไหน
  4. ดู Expiry ว่ามีเวลาเพียงพอกับมุมมองนั้นหรือไม่
  5. ค่อยดูว่าค่าพรีเมียมของสัญญานั้นอยู่ในระดับที่คุณยอมรับได้หรือเปล่า

 

การคิดแบบนี้จะช่วยให้คุณไม่เริ่มจากการไล่หาสัญญาที่พรีเมียมถูกที่สุด แต่เริ่มจากสิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความเหมาะสมของสัญญากับมุมมองของคุณ

 

ตัวอย่างการคิดแบบใช้งานจริง

สมมติว่าคุณมองว่าหุ้นตัวหนึ่งมีโอกาสขึ้น แต่ไม่ได้คิดว่าจะขึ้นทันทีภายในไม่กี่วัน แบบนี้การไปดูสัญญาที่ Expiry สั้นมากอาจทำให้กดดันเรื่องเวลาเกินไป

 

หรือถ้าคุณมองว่าหุ้นน่าจะขยับในช่วงใกล้ ๆ และอยากเริ่มจากการดูสัญญาที่ใกล้ราคาปัจจุบัน การมอง Strike price แถว ATM ก็อาจช่วยให้เห็นภาพได้ง่ายกว่า

 

จุดสำคัญคือ การเลือก Strike price และ Expiry ไม่ใช่เรื่องของการเดาว่าตัวไหน “ดีที่สุด” แต่เป็นเรื่องของการเลือกให้สอดคล้องกับสิ่งที่คุณคาดจริง ๆ

 

ถ้าคุณเคยลงทุนหุ้นมาก่อน...

คนที่มาจากหุ้นมักคุ้นกับการคิดเรื่องราคาเป้าหมายหรือกรอบเวลาการลงทุนอยู่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับการเลือก Strike price และ Expiry

 

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มคือ ในโลกของ Options การเลือกสัญญาไม่ใช่แค่คิดว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่ต้องคิดเพิ่มว่า เราจะให้มุมมองนั้นเกิดภายในเวลาเท่าไร และอยากเลือกสัญญาที่อยู่ใกล้หรือไกลจากราคาปัจจุบันแค่ไหน

 

สิ่งที่ผู้เริ่มใช้ Options มักเจอได้บ่อยคือ เลือกสัญญาจากค่าพรีเมียมที่ดูใช้เงินน้อยก่อน โดยยังไม่ได้คิดว่าจริง ๆ แล้วสัญญานั้นให้เวลาและตำแหน่งที่เหมาะกับมุมมองของเราหรือไม่

 

มือใหม่ควรรู้อะไรก่อนอ่านบทต่อไป

 

1) Strike price กับ Expiry ต้องเลือกคู่กัน

ดูอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียวไม่ได้ เพราะสองอย่างนี้ทำงานร่วมกันเสมอ

 

2) อย่ามองค่าพรีเมียมเป็นจุดเริ่มต้น

ให้มองเป็นผลลัพธ์ของการเลือก Strike price และ Expiry มากกว่า

 

3) ถ้ากรอบเวลายังไม่ชัด อย่าเพิ่งรีบเลือก Expiry สั้นเกินไป

เพราะเวลาในสัญญามีผลต่อค่าพรีเมียมและความเสี่ยงจริง

 

คำถามที่พบบ่อย

 

ควรเลือก Strike price ที่ใกล้ราคาปัจจุบันเสมอไหม

ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับมุมมองตลาดและลักษณะของสัญญาที่คุณต้องการใช้

 

Expiry ที่สั้นกว่าดีกว่าเพราะค่าพรีเมียมถูกกว่าหรือไม่

ไม่จำเป็น เพราะแม้ค่าพรีเมียมอาจต่ำกว่า แต่ก็มีเวลาเหลือน้อยกว่าเช่นกัน

 

ทำไมต้องดู Strike price กับ Expiry ไปพร้อมกัน

เพราะการเลือกสัญญาที่เหมาะ ไม่ได้ขึ้นกับตำแหน่งของ Strike price อย่างเดียว แต่ขึ้นกับเวลาที่คุณคาดว่ามุมมองนั้นจะเกิดขึ้นด้วย

 

มือใหม่ควรเริ่มจากอะไร

ควรเริ่มจากมุมมองตลาดของตัวเองก่อน แล้วค่อยไล่ดู Strike price และ Expiry ที่สอดคล้องกับมุมมองนั้น

 

สรุป

การเลือก Strike price และ Expiry คือจุดที่ทำให้การดู US Options เริ่มเปลี่ยนจาก “อ่านข้อมูลได้” ไปสู่ “เลือกสัญญาเป็น” เพราะคุณไม่ได้แค่ดูว่ามีสัญญาอะไรบ้าง แต่กำลังเริ่มเลือกสัญญาที่เหมาะกับมุมมองและกรอบเวลาของตัวเองจริง ๆ

 

สำหรับมือใหม่ สิ่งสำคัญคืออย่าเริ่มจากค่าพรีเมียมอย่างเดียว แต่ให้เริ่มจากคำถามว่า คุณมองตลาดยังไง และคาดให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะสองคำถามนี้จะช่วยให้การเลือก Strike price และ Expiry มีเหตุผลมากขึ้นกว่าการเลือกจากความรู้สึก

 

ตอนถัดไป เราจะไปต่อกับบทที่ช่วยให้เห็นภาพเปรียบเทียบชัดขึ้นว่า ในสถานการณ์แบบไหนการซื้อหุ้นตรงอาจเหมาะกว่า และในสถานการณ์แบบไหน US Options อาจตอบโจทย์มากกว่า นั่นคือ “หุ้นสหรัฐฯ กับ US Options ใช้ต่างกันตอนไหน”

 

อ่านต่อในตอนถัดไป

ตอนที่ 10

หุ้นสหรัฐฯ กับ US Options ใช้ต่างกันตอนไหน

[ลิงก์อ่านบทความตอนที่ 10]

 

US Options 🚀 ลงทุน US Options กับ InnovestX ได้แล้ว! ครั้งแรกบน InnovestX ที่ให้คุณเทรด US Options ได้ทั้งบนแอปและ WebTrade สะดวกกว่าเดิม พร้อมเครื่องมือครบมือเหมือนเดิม
✅ เติมเงินเข้า wallet ได้ real-time
✅ ฝาก-ถอน ไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง
✅ เครื่องมือเทรดผ่านเว็บไซต์ สามารถใช้ผ่าน PC ให้สามารถเทรดได้แบบมืออาชีพ
✅ มีข้อมูล real-time market data ของ US Options ให้ subscribe ในราคาดีเข้าถึงง่าย เพียง 1.25 USD/Month
✅ ใช้บัญชีเดียวกับบัญชีหุ้นสหรัฐฯ ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่
📱 ดาวโหลดและเปิดบัญชีกับ InnovestX คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
📱 รายละเอียดและคู่มือการเปิดใช้บริการ US Options คลิก https://www.innovestx.co.th/us-options

 

⚠️ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน US Futures and Options มีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญจึงไม่เหมาะสมกับทุกคน การซื้อขาย Options ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่มูลค่าสัญญาจะลดลงตามเวลา (Time decay) ความเสี่ยงที่ท่านอาจสูญเสียเงินที่จ่ายเพื่อซื้อสิทธิ์ในตอนแรก (ค่าพรีเมียม) ทั้งหมด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5