
Option Chain คือหน้าจอที่รวมข้อมูลของสัญญา Options ตามวันหมดอายุและ Strike Price เพื่อให้ผู้ลงทุนเปรียบเทียบสัญญาแต่ละตัวได้ในที่เดียว
สำหรับมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องอ่านทุกช่องพร้อมกัน แต่ควรรู้ก่อนว่า Bid / Ask คือราคาซื้อขายในตลาด, Delta ช่วยสะท้อนความไวของราคาออปชันต่อการเปลี่ยนแปลงของ underlying, IV สะท้อนระดับความผันผวนที่ตลาดคาดไว้, ส่วน Volume และ Open Interest ช่วยให้เห็นว่ามีการซื้อขายและมีความสนใจในสัญญานั้นมากแค่ไหน
อ่าน Option Chain ให้เป็น: Bid/Ask, Delta, IV, Volume, OI ดูอะไรบ้าง
หลังจากค่อย ๆ ปูพื้นฐานมาตั้งแต่ความหมายของ US Options, คำสำคัญอย่าง Call / Put / Strike / Expiry / Premium, วิธีคิดกำไรขาดทุน, การเริ่มจากฝั่ง Long และเรื่อง Time Decay คำถามต่อมาที่มือใหม่มักเจอคือ แล้วเวลาเปิดหน้าจอจริง เราควรดูอะไรบ้าง
เพราะเมื่อเปิด Option Chain ครั้งแรก หลายคนมักรู้สึกว่าข้อมูลเยอะเกินไป มีทั้งตัวเลขราคา ตัวเลขกรีก ปริมาณการซื้อขาย และข้อมูลอีกหลายช่องที่ดูเหมือนสำคัญไปหมด จนไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหนก่อน
ความจริงคือ มือใหม่ไม่จำเป็นต้องอ่านทุกช่องพร้อมกันตั้งแต่ครั้งแรก สิ่งสำคัญกว่าคือการรู้ว่า ข้อมูลแต่ละช่องมีหน้าที่บอกอะไร และควรดูอะไรก่อนหลัง เพื่อให้หน้าจอที่ดูซับซ้อนเริ่มกลายเป็นข้อมูลที่ใช้งานได้จริง
บทความนี้จะนำคุณทำความรู้จัก Option Chain ในแบบที่อ่านแล้วนำไปใช้ต่อได้ โดยเน้นคำที่เจอบ่อยที่สุดอย่าง Bid, Ask, Delta, IV, Volume และ OI พร้อมวิธีคิดเบื้องต้นว่ามือใหม่ควรใช้ข้อมูลเหล่านี้อย่างไร
Option Chain คืออะไร
Option Chain คือหน้าจอที่รวบรวมสัญญา Options ของหุ้นหรือ ETF ตัวหนึ่งไว้ในที่เดียว โดยแยกตาม วันหมดอายุ (Expiry) และ Strike Price
ถ้าพูดแบบง่าย Option Chain คือ “ตารางตัวเลือกของสัญญา” ที่ช่วยให้คุณเห็นพร้อมกันว่า
เวลาคุณเลือก underlying ตัวหนึ่ง เช่น AAPL, TSLA หรือ SPY แล้วกดเข้าไปดู Options สิ่งที่เห็นก็คือชุดข้อมูลเหล่านี้นั่นเอง
มือใหม่ควรมองหน้าจอนี้แบบไหนก่อน
ถ้าเพิ่งเริ่มอ่าน Option Chain อย่าพยายามมองทุกอย่างพร้อมกัน ให้ค่อย ๆ ไล่ตามลำดับนี้ก่อน
ถ้าอ่านตามลำดับนี้ Option Chain จะเข้าใจง่ายขึ้นมาก เพราะคุณกำลังอ่านจาก “โครงสร้างของสัญญา” ก่อน แล้วค่อยลงไปที่ “รายละเอียดของสัญญา”
เริ่มจาก Bid และ Ask ก่อน: ราคาในจอไม่ได้มีแค่ราคาเดียว
หนึ่งในจุดที่มือใหม่สะดุดบ่อยคือ เห็นว่าราคาออปชันไม่ได้มีเลขเดียวแบบหุ้น แต่มีอย่างน้อย 2 ตัวที่สำคัญคือ Bid และ Ask
พูดให้เข้าใจง่าย ถ้าคุณอยากซื้อทันที คุณมักต้องดูฝั่ง Ask เป็นหลัก ส่วนถ้าคุณอยากขายทันที คุณมักต้องดูฝั่ง Bid เป็นหลัก
ระหว่าง Bid กับ Ask จะมีช่องว่างที่เรียกว่า Bid/Ask Spread ซึ่งเป็นอีกจุดที่ควรสังเกต เพราะถ้าช่องว่างกว้างเกินไป อาจแปลว่าสัญญานั้นสภาพคล่องไม่ดีนัก หรือราคาอาจกระโดดเวลาส่งคำสั่ง
ดังนั้น สำหรับมือใหม่ แค่เห็นราคาถูกหรือแพงยังไม่พอ ต้องดูด้วยว่า ราคาที่เรามีโอกาสซื้อได้จริง กับราคาที่เรามีโอกาสขายได้จริง ห่างกันมากแค่ไหน
ทำไม Bid/Ask Spread ถึงสำคัญ
เพราะในทางปฏิบัติ คุณไม่ได้ซื้อที่ตัวเลขกลางแบบสวย ๆ เสมอไป แต่ต้องซื้อขายผ่านราคาที่มีอยู่ในตลาดจริง
ตัวอย่างเช่น ถ้าสัญญาหนึ่งมี
นั่นแปลว่า ถ้าคุณซื้อทันที คุณอาจต้องจ่ายใกล้ 2.30 แต่ถ้าขายทันทีในเวลานั้น คุณอาจขายได้ใกล้ 2.00
ช่องว่างนี้มีผลกับต้นทุนตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะถ้าเป็นสัญญาที่ Volume น้อย หรือ OI ต่ำ ราคาก็มักจะกว้างขึ้นได้
ดังนั้น เวลาอ่าน Option Chain มือใหม่ควรถามตัวเองเพิ่มว่า
Delta คืออะไร และดูไปเพื่ออะไร
เมื่อเริ่มอ่าน Option Chain ต่อไป คุณจะเจอคำว่า Delta ซึ่งเป็นหนึ่งในค่า Greek ที่คนใช้บ่อยมากที่สุด
สำหรับมือใหม่ ให้เข้าใจ Delta แบบง่ายก่อนว่า มันคือค่าที่ใช้บอกว่า ราคาของ Options มีแนวโน้มเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน เมื่อราคา underlying เปลี่ยนไป 1 หน่วย โดยสมมติให้ปัจจัยอื่นคงเดิม
ตัวอย่างเช่น
ราคาของ Options ตัวนั้นอาจเปลี่ยนประมาณ 0.50 ดอลลาร์โดยประมาณ แน่นอนว่าในตลาดจริงราคา Options ไม่ได้ขยับตาม Delta แบบคงที่ตลอดเวลา แต่ในระดับเริ่มต้น Delta ช่วยให้เราเริ่มเห็นว่า สัญญานั้นไวต่อการเคลื่อนไหวของ underlying มากแค่ไหน
มือใหม่ควรใช้ Delta แบบไหนก่อน
สำหรับมือใหม่ Delta ไม่จำเป็นต้องใช้แบบซับซ้อนตั้งแต่แรก แค่ใช้เป็นตัวช่วยตอบคำถามเบื้องต้นก่อนก็พอ เช่น
อีกจุดที่ควรรู้คือ โดยทั่วไป
ดังนั้น เวลาเห็นค่า Delta จึงไม่ใช่ดูแค่ขนาด แต่ควรเข้าใจด้วยว่า มันสะท้อนทิศทางการตอบสนองของสัญญานั้นด้วยในเชิงภาพรวม สัญญาที่อยู่ใกล้ราคา current price มากขึ้น มักมี Delta ที่สะท้อนการตอบสนองต่อ underlying ชัดขึ้นกว่าสัญญาที่ไกลมาก
IV คืออะไร และทำไมคนซื้อ Options ควรสนใจ
IV ย่อมาจาก Implied Volatility หรือความผันผวนที่ตลาดสะท้อนผ่านราคาของ Options ในขณะนั้น
ถ้าพูดแบบไม่ใช้ศัพท์มากเกินไป IV คือข้อมูลที่ช่วยให้เราเห็นว่า ตลาดกำลังคาดว่าหุ้นตัวนั้นอาจผันผวนมากหรือน้อยเพียงใดในอนาคต และความคาดหวังนี้ส่งผลต่อราคา Options ด้วยโดยทั่วไป
นี่จึงเป็นเหตุผลที่คนซื้อ Options ไม่ควรดูแค่ทิศทาง แต่ควรดูด้วยว่า เรากำลังจ่าย Premium ในสภาวะที่ IV สูงหรือต่ำ
เข้าใจ IV แบบง่าย: ทำไมทิศทางถูก แต่ราคา Options อาจไม่ขึ้นมากอย่างที่คิด
หนึ่งในจุดที่มือใหม่มักจะสงสัยคือ ทำไมบางครั้งหุ้นไปในทางที่คิด แต่ราคา Options กลับไม่ได้ขยับแรงอย่างที่คาด
คำตอบอาจไม่ได้มีแค่เรื่อง Time Decay หรือ Delta แต่อาจมีเรื่อง IV เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะราคา Options สะท้อนทั้งเวลาและความคาดหวังเรื่องความผันผวน
ดังนั้น ถ้าคุณซื้อสัญญาในช่วงที่ IV สูงมากอยู่แล้ว แม้ต่อมาหุ้นจะขยับตามที่คาด แต่ถ้า IV ลดลงแรงพร้อมกัน ก็อาจทำให้ราคา Options ไม่วิ่งดีอย่างที่คิดได้
ในระดับเริ่มต้น ยังไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ IV เชิงลึกทั้งหมด แต่อย่างน้อยควรรู้ว่า IV เป็นอีกตัวแปรที่มีผลต่อ Premium และไม่ควรมองข้าม
Volume คืออะไร
Volume คือปริมาณการซื้อขายของสัญญานั้นในวันนั้น หรือในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังเปิดอยู่
ถ้าสัญญาไหนมี Volume สูง ก็แปลว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้นในวันนั้นค่อนข้างมาก
Volume ช่วยให้เราเห็นว่า
แต่สิ่งที่ควรระวังคือ Volume เป็นข้อมูลของ “วันนี้” หรือช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ได้บอกภาพคงค้างทั้งหมดของสัญญานั้น
Open Interest หรือ OI คืออะไร
Open Interest (OI) คือจำนวนสัญญาคงค้างที่ยังเปิดอยู่ในตลาดของสัญญานั้น
พูดง่าย ๆ คือ OI ช่วยให้เห็นว่า สัญญานี้มี “ฐานของสถานะคงอยู่” มากแค่ไหน ไม่ได้ดูแค่วันนี้มีซื้อขายเท่าไร แต่ดูว่ามีสัญญาที่ยังเปิดค้างอยู่มากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น
ทั้งสองตัวไม่ได้แทนกัน แต่ใช้ประกอบกันเพื่อดูว่าสัญญานั้นมีความต่อเนื่องของความสนใจในตลาดมากน้อยแค่ไหน
มือใหม่ควรดู Volume และ OI ยังไง
สำหรับมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องตีความซับซ้อนมาก แค่ใช้เป็นตัวช่วยคัดกรองก่อนก็ได้ เช่น
ดังนั้น เวลาเลือกสัญญา อย่าดูแค่ Premium แต่ควรสังเกตเพิ่มว่า มีคนซื้อขายสัญญานี้จริงมากน้อยแค่ไหน
ถ้าต้องดูหลายค่าใน Option Chain ควรเริ่มจากอะไรก่อน
ถ้าเป็นมือใหม่และต้องการลำดับที่ใช้ได้จริง ลองเริ่มแบบนี้ก่อน
1) ดู underlying และมุมมองของตัวเองก่อน
ต้องรู้ก่อนว่ากำลังมองหุ้นหรือ ETF ตัวไหน และมองขึ้น ลง หรือแค่ต้องการศึกษาสัญญาไว้ก่อน
2) ดู Expiry และ Strike ให้ตรงสิ่งที่คาด
เพราะสัญญาที่เลือกต้องสอดคล้องกับกรอบเวลาที่คิดไว้ ไม่ใช่ดูแค่ราคาถูกหรือแพง
3) ดู Bid / Ask และ Spread
เพื่อประเมินว่าราคาในตลาดใช้งานได้จริงหรือไม่ และสภาพคล่องหยาบ ๆ เป็นอย่างไร
4) ดู Delta
เพื่อดูว่าสัญญานั้นตอบสนองต่อ underlying มากน้อยแค่ไหน
5) ดู IV
เพื่อให้รู้ว่าตลาดกำลังกำหนดราคาความผันผวนไว้ในระดับไหน
6) ดู Volume และ OI
เพื่อเช็กว่ามีการซื้อขาย และมีสถานะคงค้างมากพอหรือไม่
ลำดับนี้จะช่วยให้ Option Chain ไม่ดูรกจนเกินไป และช่วยให้คุณเริ่มอ่านจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจริงก่อน
ตัวอย่าง Option chain (Webtrade on PC)

ตัวอย่างวิธีคิดแบบง่ายเวลาเปิด Option Chain
สมมติคุณมองว่าหุ้นตัวหนึ่งมีโอกาสขึ้นในช่วง 1–2 เดือนข้างหน้า เมื่อเปิด Option Chain คุณอาจเริ่มดูแบบนี้
นี่คือแนวทางพื้นฐานที่ช่วยให้การดูจอไม่ใช่การไล่อ่านทุกตัวเลข แต่เป็นการใช้ข้อมูลแต่ละช่องเพื่อตอบคำถามทีละข้อ
สำหรับคนที่ลงทุนหุ้นอยู่แล้ว ควรปรับวิธีคิดตรงไหน
ถ้ามาจากการลงทุนในหุ้น การดูหน้าจอมักคุ้นกับราคา, กราฟ, ข่าว และปริมาณการซื้อขายของหุ้นตัวนั้นโดยตรง
แต่ในโลกของ Options คุณกำลังดู “สัญญา” ที่มีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นอีกหลายชั้น ทั้งเรื่องเวลา, Strike, ความไวของราคา และระดับความผันผวนที่ตลาดสะท้อนอยู่
ดังนั้น การอ่าน Option Chain จึงไม่ใช่แค่การดูว่า underlying น่าสนใจหรือไม่ แต่คือการดูว่า สัญญาตัวไหนเหมาะกับมุมมองของเรา ภายใต้เงื่อนไขของเวลา ราคา และสภาพคล่อง
ประเด็นสำคัญที่ควรได้จากบทนี้
ประเด็นสำคัญของบทนี้ไม่ใช่แค่การรู้ความหมายของแต่ละช่อง แต่คือการเริ่มอ่าน Option Chain อย่างมีลำดับ
ถ้าจับหลักนี้ได้ การดู Option Chain จะเริ่มเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และต่อยอดไปสู่การเลือกสัญญาได้มีเหตุผลมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
Option Chain จำเป็นต้องดูทุกค่าตัวแปรไหม
ไม่จำเป็น สำหรับมือใหม่ควรเริ่มจากการเข้าใจความหมายของช่องหลักก่อน แล้วค่อยขยายไปส่วนอื่นเมื่อเริ่มคุ้นกับการใช้งานมากขึ้น
Bid กับ Ask ต่างกันยังไง
Bid คือราคาที่ฝั่งซื้อพร้อมซื้อ ส่วน Ask คือราคาที่ฝั่งขายพร้อมขายในขณะนั้น
Delta ใช้ทำนายกำไรได้ตรง ๆ ไหม
ไม่ใช่ Delta เป็นค่าประมาณที่ช่วยให้เห็นความไวของราคา Options ต่อการเปลี่ยนแปลงของ underlying ภายใต้เงื่อนไขที่ปัจจัยอื่นคงเดิม
Volume สูงแปลว่าดีเสมอไหม
ไม่เสมอไป แต่โดยทั่วไป Volume ที่มากขึ้นมักช่วยให้เห็นว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้นจริงมากขึ้น
OI ต่างจาก Volume ยังไง
Volume คือปริมาณการซื้อขายในวันนั้น ส่วน OI คือจำนวนสัญญาคงค้างที่ยังเปิดอยู่ในตลาด
สรุป
Option Chain คือหน้าจอสำคัญที่คนเริ่มใช้ US Options ต้องคุ้นให้ได้ เพราะเป็นจุดที่เราจะใช้ดูรายละเอียดของสัญญาแต่ละตัวก่อนตัดสินใจ
แม้ในหน้าจอจะมีตัวเลขจำนวนมาก แต่สำหรับมือใหม่ สิ่งสำคัญไม่ใช่การอ่านทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการรู้ว่า Bid / Ask, Delta, IV, Volume และ OI บอกอะไร และตัวไหนควรถูกใช้ตอบคำถามอะไร
เมื่อเข้าใจจุดนี้ได้ คุณจะเริ่มดู Option Chain แบบมีระบบมากขึ้น และพร้อมต่อยอดไปสู่ขั้นต่อไปของการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านสถานะของสัญญา การเลือก Strike และ Expiry หรือการเริ่มส่งคำสั่งบนแพลตฟอร์มจริง
ตอนถัดไป เราจะเริ่มเข้าสู่ Phase 2 ด้วยอีกเรื่องสำคัญ นั่นคือ “Intrinsic Value และ Time Value คืออะไร? รู้จักมูลค่า 2 ส่วนของ Options ให้เข้าใจง่าย”
อ่านต่อในตอนถัดไป
ตอนที่ 7
Intrinsic Value และ Time Value คืออะไร? รู้จักมูลค่า 2 ส่วนของ Options ให้เข้าใจง่าย
[ลิงก์อ่านบทความตอนที่ 7]
US Options 🚀 ลงทุน US Options กับ InnovestX ได้แล้ว! ครั้งแรกบน InnovestX ที่ให้คุณเทรด US Options ได้ทั้งบนแอปและ WebTrade สะดวกกว่าเดิม พร้อมเครื่องมือครบมือเหมือนเดิม
✅ เติมเงินเข้า wallet ได้ real-time
✅ ฝาก-ถอน ไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง
✅ เครื่องมือเทรดผ่านเว็บไซต์ สามารถใช้ผ่าน PC ให้สามารถเทรดได้แบบมืออาชีพ
✅ มีข้อมูล real-time market data ของ US Options ให้ subscribe ในราคาดีเข้าถึงง่าย เพียง 1.25 USD/Month
✅ ใช้บัญชีเดียวกับบัญชีหุ้นสหรัฐฯ ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่
📱 ดาวโหลดและเปิดบัญชีกับ InnovestX คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
📱 รายละเอียดและคู่มือการเปิดใช้บริการ US Options คลิก https://www.innovestx.co.th/us-options
⚠️ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน US Futures and Options มีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญจึงไม่เหมาะสมกับทุกคน การซื้อขาย Options ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่มูลค่าสัญญาจะลดลงตามเวลา (Time decay) ความเสี่ยงที่ท่านอาจสูญเสียเงินที่จ่ายเพื่อซื้อสิทธิ์ในตอนแรก (ค่าพรีเมียม) ทั้งหมด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน