
Qualcomm ก่อตั้งปี 1985 สำนักงานใหญ่ในเมืองซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ออกแบบชิปประมวลผล (System-on-Chip) ตระกูล Snapdragon ที่รวมโมเด็มเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือ หน่วยประมวลผลหลัก และชิป AI (Hexagon NPU) ไว้ในตัวเดียว ผลิตภัณฑ์นี้เป็นแกนหลักของสมาร์ตโฟน Android ระดับเรือธงทั่วโลก และถูกต่อยอดไปใช้ในรถยนต์ผ่านแพลตฟอร์ม Snapdragon Digital Chassis รวมถึงอุปกรณ์ IoT อย่าง PC เราเตอร์ และอุปกรณ์อุตสาหกรรม นอกจากธุรกิจชิปแล้ว Qualcomm ยังมีธุรกิจให้สิทธิบัตร (Licensing) ซึ่งเก็บค่าลิขสิทธิ์จากผู้ผลิตโทรศัพท์ที่ใช้เทคโนโลยีไร้สาย 3G/4G/5G ของบริษัท ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 52,000 คน ใน 38 ประเทศทั่วโลก
Qualcomm ก่อตั้งขึ้นในปี 1985 ที่เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา จากการรวมตัวของอดีตเพื่อนร่วมงานเจ็ดคนจากบริษัท Linkabit ซึ่งนัดพบกันที่บ้านของ Irwin Jacobs หนึ่งในผู้ก่อตั้ง โดยตั้งชื่อบริษัทจากคำว่า QUALity COMMunications สะท้อนเป้าหมายด้านคุณภาพของการสื่อสารไร้สายตั้งแต่วันแรก บริษัทจดทะเบียนจัดตั้งในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 1985 ก่อนย้ายการจดทะเบียนไปยังรัฐเดลาแวร์ในปี 1991 ปัจจุบันหุ้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ด้วยสัญลักษณ์ QCOM
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว Qualcomm เติบโตจนกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย โดยดำเนินธุรกิจผ่านสามส่วนงานหลัก ได้แก่ QCT (Qualcomm CDMA Technologies) ซึ่งเป็นธุรกิจออกแบบและจำหน่ายชิป QTL (Qualcomm Technology Licensing) ซึ่งเป็นธุรกิจให้สิทธิบัตร และ QSI (Qualcomm Strategic Initiatives) ซึ่งเป็นหน่วยลงทุนร่วมทุนผ่าน Qualcomm Ventures ในบริษัทระยะเริ่มต้นด้าน 5G, AI และยานยนต์
ผลิตภัณฑ์เรือธงของ QCT คือชิป Snapdragon ซึ่งรวมโมเด็ม (ตัวรับส่งสัญญาณเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือ) หน่วยประมวลผลหลัก หน่วยประมวลผลกราฟิก และชิป AI แบบ Hexagon NPU ที่ประมวลผล AI ได้โดยตรงในตัวเครื่องแทนการส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ Qualcomm ยังขยายแพลตฟอร์มเดียวกันนี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมภายใต้แบรนด์ Dragonwing และในรถยนต์ผ่าน Snapdragon Digital Chassis สำหรับระบบสาระบันเทิงและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่
เหตุการณ์สำคัญในรอบปีที่ผ่านมาคือ การประกาศชิป AI สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นแรกของบริษัท ได้แก่ AI200 และ AI250 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2025 ซึ่งเป็นก้าวแรกที่ Qualcomm เข้าสู่ตลาดชิปประมวลผล AI ระดับแร็ก โดยกำหนดวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปี 2026 และ 2027 ตามลำดับ
รายได้ของ Qualcomm ในปีงบการเงิน 2025 มาจากสามส่วนงานหลัก โดยธุรกิจชิป (QCT) เป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของรายได้รวม

1. กลุ่มชิป (Qualcomm CDMA Technologies หรือ QCT)
ราว 86.6% หรือ 38,367 ล้านดอลลาร์ (USD) เป็นธุรกิจออกแบบและจำหน่ายชิป และเป็นฐานรายได้หลักของบริษัท แบ่งเป็น
2. กลุ่มค่าลิขสิทธิ์ (Qualcomm Technology Licensing หรือ QTL)
ราว 12.6% หรือ 5,582 ล้านดอลลาร์ (USD) เป็นธุรกิจให้สิทธิบัตรที่ไม่มีต้นทุนการผลิต แบ่งเป็น
3. อื่น ๆ (Other)
ราว 0.8% หรือ 335 ล้านดอลลาร์ (USD) เป็นส่วนที่ไม่ต้องเปิดเผยแยกส่วนงาน แบ่งเป็น
เมื่อแบ่งตามภูมิภาค รายได้กระจายอยู่ในจีน (รวมฮ่องกง) ราว 46% (20,340 ล้านดอลลาร์) สหรัฐอเมริการาว 24% (10,515 ล้านดอลลาร์) เกาหลีใต้ราว 21% (9,542 ล้านดอลลาร์) และประเทศอื่นราว 9% (3,887 ล้านดอลลาร์)

Qualcomm ระบุไว้ชัดเจนว่ารายได้แยกตามประเทศคำนวณจากที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของลูกค้า
หรือผู้รับใบอนุญาต ไม่ใช่ประเทศปลายทางที่อุปกรณ์ถูกจำหน่ายให้ผู้บริโภคจริง ดังนั้นตัวเลขจีน 46% จึงสะท้อนที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตมือถือ Android สัญชาติจีน ส่วนตัวเลขเกาหลีใต้ 21% เป็นสัดส่วนของ Samsung เกือบทั้งหมด
1. ก้าวแรกสู่ชิป AI สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์
Qualcomm ประกาศชิป AI200 และ AI250 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2025 ซึ่งเป็นชิปประมวลผล AI แบบ inference สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นแรกของบริษัท มุ่งเข้าสู่ตลาดที่ Nvidia ครองส่วนแบ่งอยู่ในปัจจุบัน โดยกำหนดวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปี 2026 และ 2027 ตามลำดับ ในตลาดชิปประมวลผล AI ที่เกี่ยวข้องยังมีชื่ออย่าง AMD และ Marvell ซึ่งแม้ Qualcomm จะไม่ได้ระบุทั้งสองบริษัทเป็นคู่แข่งโดยตรง แต่เป็นชื่อที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันที่ Qualcomm กำลังขยายเข้าไป ทั้งนี้ตัวเลขจาก AI200 และ AI250 ยังไม่รวมอยู่ในผลประกอบการปีงบการเงิน 2025 ที่รายงานไปแล้ว จึงเป็นก้าวใหม่ที่ต้องติดตามผลจริงในปีถัดไป
2. ต่อยอดเทคโนโลยีเดียวกันข้ามหลายผลิตภัณฑ์
หน่วยประมวลผล Oryon และชิป AI แบบ Hexagon NPU ที่พัฒนาขึ้นสำหรับสมาร์ตโฟน กำลังถูกนำไปใช้ซ้ำในผลิตภัณฑ์ PC รถยนต์ผ่าน Snapdragon Digital Chassis และล่าสุดขยายสู่ชิปดาต้าเซ็นเตอร์ การใช้เทคโนโลยีร่วมกันข้ามหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ช่วยให้ Qualcomm กระจายฐานรายได้ออกจากธุรกิจมือถือได้เร็วกว่าที่ตัวเลขรายได้ปัจจุบันสะท้อน
Apple กำลังเปลี่ยนไปใช้ชิปโมเด็มที่พัฒนาเองมากขึ้น Qualcomm ระบุตรงในเอกสารว่าแนวโน้มนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้ QCT ในอนาคต โดยปัจจุบัน Apple ซื้อเฉพาะชิปโมเด็มเดี่ยวที่มีอัตรากำไรต่ำกว่าชิปรวม ไม่ใช่ชิปประมวลผลแบบเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ รายได้ 46% ของ Qualcomm มาจากลูกค้าที่มีสำนักงานใหญ่ในจีนรวมฮ่องกง และบริษัทเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐ-จีนโดยตรง สหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตส่งออกชิป 4G ให้ Huawei ตั้งแต่พฤษภาคม 2024 และรายได้ค่าลิขสิทธิ์จาก Huawei ได้หายไปจากงบตั้งแต่ไตรมาสสองของปีงบการเงิน 2025 โดยยังไม่มีรายได้ทดแทนที่เปิดเผย
ขณะเดียวกัน แม้มีการกระจายธุรกิจ แต่รายได้ประมาณ 63% และกำไรส่วนใหญ่ของ QCT ยังคงพึ่งพาวงจรการเปลี่ยนเครื่องมือถือ ทำให้ผลประกอบการผันผวนตามอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งมีลักษณะเป็นวัฏจักรสูง นอกจากนี้ลูกค้ารายใหญ่อย่าง Apple, Samsung และ Xiaomi แต่ละรายมีสัดส่วนรายได้ไม่ต่ำกว่า 10% ของรายได้รวมในปีงบการเงิน 2025 ทำให้เกิดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของลูกค้า
อีกทั้ง Qualcomm อยู่ระหว่างข้อพิพาททางกฎหมายกับ Arm เกี่ยวกับเงื่อนไขสิทธิบัตรของหน่วยประมวลผล Oryon ที่ได้มาจากการซื้อกิจการ Nuvia ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักที่ Qualcomm กำลังขยายไปใช้ใน PC ยานยนต์ และชิปดาต้าเซ็นเตอร์ แม้คำตัดสินของคณะลูกขุนในเดือนธันวาคม 2024 และคำพิพากษาขั้นสุดท้ายในเดือนกันยายน 2025 จะเป็นผลดีต่อ Qualcomm แต่ Arm ได้ยื่นอุทธรณ์ และมีคดีอีกชุดที่ Qualcomm เป็นผู้ฟ้องกำหนดขึ้นศาลในเดือนมีนาคม 2026
สนใจลงทุนในหุ้น QUALCOMM Incorporated (QCOM, QCOM23) และหุ้นเติบโตอื่น ๆ เปิดประสบการณ์ลงทุนไร้ขีดจำกัดกับแอป InnovestX! เข้าถึง 23 ประเทศ 31 ตลาดทั่วโลกได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว เปิดบัญชีลงทุน
คลิกเลย! 👉 https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน