สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK เคยเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าตลาดสูงและเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงปี 2020-2022 ธุรกิจหลักของบริษัทคือการผลิตและจำหน่ายสายไฟฟ้าและสายเคเบิล รวมถึงธุรกิจโลจิสติกส์
อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 มีการเปิดโปงว่าบริษัทมีการทุจริตหลายรูปแบบ ทั้งการตกแต่งงบการเงิน การสร้างยอดขายปลอม การปั่นราคาหุ้น และการถ่ายเทผลประโยชน์ออกจากบริษัท ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งลงอย่างหนัก จากเคยซื้อขายที่ระดับ 4-5 บาท เหลือเพียงไม่กี่สิบสตางค์ และสุดท้ายถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ สร้างความเสียหายแก่นักลงทุนหลายแสนล้านบาท
STARK เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ผ่านการทำ backdoor listing ในปี 2019 โดยการเข้าซื้อกิจการของ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG และเปลี่ยนชื่อเป็น STARK
• การซื้อกิจการของ Thipha Cables และ Dovina ในเวียดนาม
• การเข้าซื้อธุรกิจสายไฟฟ้าในประเทศไทย (พีดับบลิวที, เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล)
• การขยายไปยังธุรกิจโลจิสติกส์ผ่านการเข้าซื้อกิจการ ADS
บริษัทรายงานการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2021 รายงานรายได้รวมกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิกว่า 1.8 พันล้านบาท ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาก และถูกรวมเข้าในดัชนี SET100
จากการสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบว่า STARK มีการทุจริตที่ซับซ้อนและหลากหลายรูปแบบ:
1. การตกแต่งงบการเงินและสร้างยอดขายปลอม
• สร้างธุรกรรมการขายปลอมกับบริษัทที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเวียดนาม เพื่อแสดงรายได้และกำไรที่สูงเกินจริง
• บันทึกรายได้ทันทีแม้ว่าจะยังไม่มีการส่งมอบสินค้าจริง
• ใช้เอกสารปลอมเพื่อหลอกผู้สอบบัญชี ทั้งใบสั่งซื้อ ใบส่งของ และเอกสารการโอนเงิน
• นำเงินจากการระดมทุนวนกลับมาเป็นรายได้ปลอมของบริษัท
2. การปั่นราคาหุ้น
• มีการสร้างราคาหุ้นผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หลายบัญชี (nominee accounts)
• มีการปล่อยข่าวเชิงบวกที่เกินจริงเกี่ยวกับผลประกอบการและการขยายธุรกิจ
• สร้างความเชื่อมั่นผิดๆ ผ่านการซื้อหุ้นคืนในช่วงที่ราคาลดลง
3. การถ่ายเทผลประโยชน์ออกจากบริษัท
• นำเงินจากการระดมทุนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยโอนไปยังบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร
• ทำธุรกรรมกับบริษัทที่เกี่ยวข้องในราคาที่ไม่เป็นธรรม
• ใช้บริษัทย่อยและบริษัทร่วมในการหมุนเวียนเงินเพื่อปกปิดการยักยอก
มีสัญญาณเตือนหลายประการที่นักลงทุนควรสังเกตในกรณีของ STARK:
1. การเติบโตที่ผิดปกติ: รายได้และกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาสั้นๆ โดยไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรม
2. อัตรากำไรสูงผิดปกติ: STARK รายงานอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมมาก
3. ความไม่สอดคล้องระหว่างกำไรและกระแสเงินสด: บริษัทรายงานกำไรสูงแต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่ำหรือติดลบ
4. ลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นมาก: ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้ และมีระยะเวลาเก็บหนี้ที่ยาวนานผิดปกติ
5. การระดมทุนบ่อยครั้ง: บริษัทมีการระดมทุนอย่างต่อเนื่องทั้งการออกหุ้นเพิ่มทุนและการออกหุ้นกู้ แม้จะรายงานกำไรและเงินสดในมือจำนวนมาก
6. การใช้ผู้สอบบัญชีเจ้าเดิมยาวนานต่อเนื่อง: มีการใช้ผู้สอบบัญชีเจ้าเดิมยาวนานต่อเนื่อง และเมื่อมีการเปลี่ยนผู้สอบบัญชี จึงได้รับรายงานผู้สอบบัญชีแบบมีเงื่อนไข
7. โครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อน: มีบริษัทย่อยและบริษัทร่วมจำนวนมาก รวมถึงมีธุรกรรมระหว่างกันที่ซับซ้อน
การทุจริตของ STARK เริ่มถูกเปิดโปงเมื่อมีรายงานจากบริษัทวิจัยต่างประเทศที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับผลประกอบการที่ผิดปกติ นำไปสู่การสอบสวนของ ก.ล.ต. ซึ่งพบหลักฐานการทุจริตหลายประการ
ในเดือนสิงหาคม 2023 ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษผู้บริหารของ STARK กับพนักงานสอบสวน พร้อมทั้งสั่งพักการซื้อขายหุ้น ในข้อหา:
• การตกแต่งงบการเงิน
• การฉ้อโกงประชาชน
• การสร้างราคาหลักทรัพย์
• การใช้ข้อมูลภายใน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เพิกถอนหุ้น STARK ออกจากการซื้อขาย ทำให้นักลงทุนสูญเสียเงินลงทุนเกือบทั้งหมด
ผลกระทบและความเสียหาย
ผลกระทบจากการทุจริตของ STARK มีความรุนแรงและกว้างขวาง:
1. นักลงทุนรายย่อย: สูญเสียเงินลงทุนเกือบทั้งหมด เนื่องจากราคาหุ้นลดลงกว่า 95% และในที่สุดถูกเพิกถอน
2. กองทุนและนักลงทุนสถาบัน: หลายกองทุนมีการลงทุนใน STARK ทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนได้รับผลกระทบ
3. ผู้ถือหุ้นกู้: บริษัทผิดนัดชำระหุ้นกู้ ทำให้ผู้ถือหุ้นกู้ได้รับความเสียหาย
4. ความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย: สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในตลาดหลักทรัพย์ไทย และระบบการกำกับดูแล
กรณี STARK มีบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนหลายประการ:
1. ระวังการเติบโตที่เร็วเกินไป: บริษัทที่มีการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาสั้นๆ ควรได้รับการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง
o เปรียบเทียบอัตราการเติบโตกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
o ตรวจสอบที่มาของการเติบโต ว่ามาจากการขยายตัวทางธุรกิจจริงหรือไม่
2. ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด: กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นตัวชี้วัดที่โกงได้ยากกว่ากำไรทางบัญชี
o ระวังบริษัทที่มีกำไรสูงแต่กระแสเงินสดต่ำหรือติดลบอย่างต่อเนื่อง
o ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างกำไรและการเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียน
3. วิเคราะห์ลูกหนี้การค้า: ลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นมากอาจบ่งชี้ถึงการบันทึกรายได้ที่ไม่เหมาะสม
o สังเกตอัตราส่วนลูกหนี้ต่อยอดขาย และระยะเวลาในการเก็บหนี้
o ตรวจสอบการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญว่าเพียงพอหรือไม่
4. ตั้งคำถามกับการระดมทุนที่ไม่จำเป็น: การระดมทุนบ่อยครั้งทั้งที่มีกำไรและเงินสดเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ
o พิจารณาวัตถุประสงค์การใช้เงินจากการระดมทุน
o ติดตามว่าเงินที่ระดมมาถูกใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่
5. สังเกตการเปลี่ยนแปลงผู้สอบบัญชี: การไม่เปลี่ยนผู้สอบบัญชี หรือการเปลี่ยนผู้สอบบัญชีบ่อยครั้ง หรือการเปลี่ยนจากบริษัทใหญ่ไปยังบริษัทเล็กอาจเป็นสัญญาณของปัญหา
o อ่านรายงานผู้สอบบัญชีอย่างละเอียด โดยเฉพาะข้อสังเกตหรือเงื่อนไขที่ระบุ
o ให้ความสนใจกับผู้สอบบัญชีที่แสดงความเห็นแบบมีเงื่อนไขหรือไม่แสดงความเห็น
6. ระวังโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อนเกินจำเป็น: โครงสร้างที่ซับซ้อนอาจใช้เพื่อปกปิดการทุจริต
o ตรวจสอบรายการระหว่างกันกับบริษัทย่อยและบริษัทที่เกี่ยวข้อง
o วิเคราะห์ความสมเหตุสมผลของการควบรวมกิจการและราคาที่จ่าย
7. กระจายความเสี่ยงการลงทุน: ไม่ว่าจะวิเคราะห์ละเอียดเพียงใด การทุจริตระดับสูงก็ยากที่จะตรวจพบได้ทั้งหมด
o ไม่ควรลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป
o มีเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูงด้วย
กรณี STARK เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำคัญในการวิเคราะห์บริษัทอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อมีการเติบโตหรือผลประกอบการที่ดูเกินจริง นักลงทุนควรรักษาความระมัดระวังและสงสัยอย่างมีเหตุผล เพื่อปกป้องเงินลงทุนของตนเองจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น