Enron เคยเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีนวัตกรรมมากที่สุด ได้รับการจัดอันดับเป็นบริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในอเมริกา และมีมูลค่าตลาดสูงถึง 70,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงรุ่งเรือง แต่ในปี 2001 ทุกอย่างพังทลายเมื่อเกิดการเปิดโปงว่าความสำเร็จของ Enron ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของการตกแต่งบัญชีและการทุจริตขนาดใหญ่
Enron ก่อตั้งในปี 1985 จากการควบรวมบริษัท Houston Natural Gas และ InterNorth เริ่มต้นเป็นบริษัทท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ต่อมาได้ขยายธุรกิจเข้าสู่การซื้อขายพลังงาน การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ และบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน
ภายใต้การนำของ Kenneth Lay (CEO) และ Jeffrey Skilling (COO และต่อมาเป็น CEO) Enron ได้พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นการเป็นตัวกลางในการซื้อขายพลังงาน แทนที่จะเป็นเพียงบริษัทพลังงานแบบดั้งเดิม วัฒนธรรมองค์กรเน้นความก้าวหน้า นวัตกรรม และผลกำไรเหนือสิ่งอื่นใด มีการใช้ระบบประเมินผลงานแบบ "rank and yank" ที่จะไล่พนักงาน 15% ที่มีผลงานต่ำสุดออกทุกปี สร้างความกดดันอย่างมากในการสร้างผลงาน
Enron ใช้เทคนิคการบัญชีที่ซับซ้อนและผิดหลักการเพื่อปกปิดหนี้สินและสร้างกำไรปลอม กลไกหลักที่ใช้คือ:
1. นิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Entities - SPEs): Enron สร้างบริษัทย่อยนอกงบดุลนับร้อยแห่ง เพื่อซ่อนหนี้สินและสินทรัพย์ที่มีปัญหา โดย SPEs เหล่านี้ถูกออกแบบให้ดูเหมือนเป็นนิติบุคคลอิสระ แต่ความจริงแล้วถูกควบคุมโดย Enron
2. การบัญชีมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market Accounting): Enron ใช้วิธีการบัญชีที่บันทึกกำไรจากสัญญาระยะยาวทั้งหมดทันทีตั้งแต่วันแรก โดยอ้างอิงจากการประเมินมูลค่าของตนเอง แม้ว่าจะยังไม่ได้รับเงินสดจริง ทำให้บริษัทสามารถแสดงกำไรจำนวนมากในระยะสั้น
3. ธุรกรรมกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง: Andrew Fastow (CFO) สร้างกองทุนที่ชื่อ LJM ซึ่งเขาเองเป็นทั้งผู้บริหาร Enron และเป็นหุ้นส่วนในกองทุน ทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างชัดเจน Enron ทำธุรกรรมกับ LJM เพื่อปกปิดผลขาดทุนและสร้างกำไรปลอม
บริษัทสอบบัญชี Arthur Andersen มีส่วนร่วมในการทุจริตโดยไม่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดและอนุมัติงบการเงินที่ผิดปกติ คณะกรรมการบริษัทก็ล้มเหลวในการตรวจสอบธุรกรรมที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างชัดเจน
มีสัญญาณเตือนหลายประการที่นักลงทุนควรสังเกต แต่ถูกมองข้ามในกรณี Enron:
1. ความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น: โครงสร้างบริษัทและรายงานทางการเงินมีความซับซ้อนเกินกว่าที่จำเป็นสำหรับธุรกิจพลังงาน Jeffrey Skilling เคยกล่าวว่า "เราเป็นบริษัทที่ซับซ้อนเกินกว่าที่คนภายนอกจะเข้าใจได้"
2. กระแสเงินสดติดลบ: แม้ Enron จะรายงานกำไรสูง แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานกลับติดลบหรือต่ำกว่ากำไรที่รายงานอย่างมาก
3. การขายหุ้นของผู้บริหาร: ผู้บริหารระดับสูงของ Enron ขายหุ้นจำนวนมากในช่วงที่ราคาหุ้นสูง โดยเฉพาะในช่วงก่อนการล่มสลาย
4. อัตรากำไรสูงผิดปกติ: Enron รายงานอัตรากำไรที่สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างมาก โดยไม่มีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจที่อธิบายได้อย่างชัดเจน
5. ข้อสงสัยจากนักวิเคราะห์: นักวิเคราะห์อย่าง Jim Chanos และบทความในวารสาร Fortune ตั้งคำถามเกี่ยวกับงบการเงินของ Enron แต่เสียงเหล่านี้ถูกกลบด้วยการสนับสนุนจากวอลล์สตรีท
ในเดือนตุลาคม 2001 Enron ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 พร้อมกับการตัดมูลค่าสินทรัพย์ 1.2 พันล้านดอลลาร์ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน บริษัทยอมรับว่าได้แสดงกำไรสูงเกินจริงย้อนหลังไป 4 ปี ราคาหุ้นดิ่งลงจาก 90 ดอลลาร์สู่ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่เดือน
• ผู้ถือหุ้นสูญเสียเงินลงทุนกว่า 74,000 ล้านดอลลาร์
• พนักงานกว่า 20,000 คนตกงานและสูญเสียเงินบำนาญที่ลงทุนในหุ้น Enron
• Arthur Andersen ถูกตัดสินว่ามีความผิดในการทำลายเอกสารและต้องปิดกิจการ
• ความเชื่อมั่นในตลาดทุนสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก
ผู้บริหารหลายคนถูกดำเนินคดีและจำคุก:
• Jeffrey Skilling ถูกจำคุก 24 ปี (ต่อมาลดเหลือ 14 ปี)
• Andrew Fastow ถูกจำคุก 6 ปี
• Kenneth Lay ถูกตัดสินว่ามีความผิดแต่เสียชีวิตก่อนการตัดสินลงโทษ
กรณี Enron นำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายบัญชีและบรรษัทภิบาลครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการออกกฎหมาย Sarbanes-Oxley Act ในปี 2002 ที่เข้มงวดกับการรายงานทางการเงินและความรับผิดชอบของผู้บริหาร
1. ระวังความซับซ้อนที่มากเกินไป: โครงสร้างบริษัทและรายงานทางการเงินที่ซับซ้อนเกินความจำเป็นอาจเป็นสัญญาณของการซ่อนปัญหา
2. อย่ามองเพียงกำไร ให้ดูกระแสเงินสด: บริษัทอาจแสดงกำไรสูงแต่มีกระแสเงินสดติดลบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ
3. สังเกตพฤติกรรมผู้บริหาร: การขายหุ้นจำนวนมากของผู้บริหารอาจบ่งชี้ถึงปัญหาภายใน
4. ตั้งคำถามกับความสำเร็จที่ผิดปกติ: ผลประกอบการที่ดีเกินกว่าคู่แข่งอย่างมากโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนควรถูกตั้งคำถาม
5. ให้ความสำคัญกับเสียงวิจารณ์: นักวิเคราะห์หรือสื่อที่วิจารณ์บริษัทอาจมีประเด็นที่น่าสนใจ แม้จะเป็นเสียงส่วนน้อยก็ตาม
6. ตรวจสอบธุรกรรมกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง: ธุรกรรมระหว่างบริษัทและกรรมการหรือผู้บริหารควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด
7. กระจายความเสี่ยงการลงทุน: แม้กรณี Enron จะสอนให้ระมัดระวังมากขึ้น แต่การกระจายการลงทุนยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันความเสียหายจากบริษัทที่มีปัญหา
กรณี Enron ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญถึงความล้มเหลวในการกำกับดูแลกิจการ ความโลภของผู้บริหาร และความสำคัญของความโปร่งใสในตลาดทุน นักลงทุนที่เข้าใจบทเรียนเหล่านี้จะสามารถป้องกันตนเองจากกรณีคล้ายคลึงในอนาคตได้ดีขึ้น