Idea Playlists

โอกาสการลงทุนในยุคปัญญาประดิษฐ์: ความสำคัญของ Stargate AI Project

28 Jan 25 8:30 AM
Wi_stargate_001
Key Summary

โดนัลด์ ทรัมป์เผยแผนการลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในด้าน AI ภายใต้โครงการ Stargate เพื่อระดมทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในการกระตุ้นการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันกลุ่ม AI และกลุ่มที่เกี่ยวข้องให้เติบโตอย่างโดดเด่น

 

รายชื่อกองทุนที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากโครงการ Stargate

  • Artificial Intelligence: TISCO AI & Big Data Fund (TISCOAI), Mega 10 Artificial Intelligence (MEGA10AI-A)
  • Semiconductor: KKP Semiconductor Fund – Hedged (KKP SEMICON-H), SCB Semiconductor (SCBSEMI(A))
  • Robotics: United Robotics & Artificial Intelligence ETF (UBOT)
  • Genomics: Eastspring Genomic Revolution Fund (ES-GENOME)

1. โครงการ Stargate คืออะไร?

ในโลกที่ AI กลายเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทั่วโลก โครงการ “Stargate” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการจับตามองในฐานะความพยายามครั้งสำคัญที่จะผลักดันสหรัฐฯ สู่ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI ระดับโลก โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงการการลงทุนของภาครัฐ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สะท้อนความทะเยอทะยานของสหรัฐฯ ในการครองตำแหน่งผู้นำโลกด้านปัญญาประดิษฐ์

 

"AI คือพลังแห่งอนาคต" ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันกับจีน แต่เป็นการเปิดประตูสู่ศักยภาพใหม่ ๆ ในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิต การแพทย์ ไปจนถึงการเงิน ความมุ่งมั่นของโครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างงานหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการสร้างรากฐานสำหรับอนาคตที่ไม่มีข้อจำกัด

 

แผนการลงทุนนี้สะท้อนถึงความพยายามของทรัมป์ในการผลักดันให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้าน AI โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในหลากหลายมิติ เช่น สุขภาพและการแพทย์ การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย และการพัฒนาวัคซีนเฉพาะบุคคล ซึ่งไม่เพียงเพิ่มคุณภาพชีวิต แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างงานในประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างงานใหม่ได้ประมาณ 100,000 ตำแหน่งภายใน 4 ปี และช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ให้กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนอีกครั้ง

 

2. รายละเอียดโครงการ Stargate

โครงการนี้มีการร่วมมือกันระหว่างบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น OpenAI, SoftBank, Oracle, NVIDIA และ Microsoft โดย Oracle รับหน้าที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center ขณะที่ Microsoft และ NVIDIA ผลักดันการพัฒนา AI เชิงลึกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทรัมป์เน้นย้ำว่า “นี่ไม่ใช่แค่โครงการ แต่คือการรวมพลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างสิ่งที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความร่วมมือเพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่อนาคต

 

โครงการ Stargate มาพร้อมกับแผนการลงทุนมูลค่ามหาศาลกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 4 ปี สำหรับ โดยคาดว่าจะเน้นการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data center) จำนวนอย่างน้อย 10 แห่งทั่วประเทศ แต่ละแห่งมีขนาดใหญ่ถึง 500,000 ตารางฟุต ปัจจุบันได้เริ่มสร้างแห่งแรกแล้วในเมือง Abilene รัฐเท็กซัส และการพัฒนาซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อจัดการกับ AI ซึ่งโครงการนี้มีบริษัทผู้พัฒนาและให้บริการด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ เป็นหุ้นส่วนสำคัญด้วย เช่น บริษัท ARM บริษัท Nvidia และบริษัท Microsoft นอกจากนี้ เป้าหมายสำคัญ คือ การพัฒนา AGI (Artificial General Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิดวิเคราะห์และสร้างความเชี่ยวชาญได้เอง มีความสามารถคล้ายมนุษย์ ดังนั้น AGI จะมีความสามารถเหนือกว่า AI ในปัจจุบัน สามารถเรียนรู้ทักษะได้นอกเหนือจากที่มนุษย์สั่งการ

 

3. กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการ Stargate คือ

 

กลุ่ม AI

กลุ่ม AI ได้รับประโยชน์จากโครงการ Stargate เนื่องจากโครงการนี้เป็นการผลักดันการพัฒนา AI เชิงลึกและ Generative AI อย่างมหาศาล บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยี AI จะได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้ AI ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายแพลตฟอร์ม AI เพื่อรองรับธุรกิจที่ต้องการนำนวัตกรรม AI ไปประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ การมุ่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง (AGI) ยังช่วยสร้างโอกาสให้กับบริษัท AI ในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งส่งผลให้กลุ่ม AI มีศักยภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะยาว.

 

กลุ่ม Semiconductor

กลุ่ม Semiconductor ได้ประโยชน์โดยตรงจากโครงการ Stargate เนื่องจากการพัฒนา AI และ AGI จำเป็นต้องพึ่งพาชิปที่มีประสิทธิภาพสูงที่สามารถรองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ในศูนย์ข้อมูล รวมถึงการเร่งกระบวนการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) นอกจากนี้ การก่อสร้างศูนย์ข้อมูล 10 แห่งทั่วประเทศจะยิ่งเพิ่มความต้องการชิปเซ็ตที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานที่ซับซ้อน ทำให้บริษัทในกลุ่มนี้มีโอกาสสร้างรายได้จากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ขั้นสูง.

 

กลุ่ม Software และ Cloud

กลุ่ม Software และ Cloud ได้ประโยชน์จากโครงการ Stargate เนื่องจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการประมวลผลข้อมูล AI ขนาดใหญ่ รวมถึงการรองรับการพัฒนา Generative AI และ AI เชิงลึก ที่ต้องการประสิทธิภาพในการประมวลผลสูง นอกจากนี้ โครงการนี้ยังผลักดันการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่รองรับการใช้งาน AI ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การแพทย์ การผลิต และการเงิน ทำให้บริษัทในกลุ่มนี้มีโอกาสเพิ่มรายได้จากการนำเสนอโซลูชันใหม่ ๆ

 

กลุ่ม Data Center

Data Center เป็นหัวใจสำคัญของโครงการที่มุ่งรองรับการประมวลผล AI และ AGI ที่ซับซ้อน โครงการนี้วางแผนสร้างศูนย์ข้อมูลถึง 10 แห่ง โดยแต่ละแห่งมีขนาด 500,000 ตารางฟุต ซึ่งต้องใช้บริการจากผู้ให้บริการ Data Center ระดับโลก นอกจากนี้ การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานที่ยั่งยืนและซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ยังเพิ่มความต้องการโครงสร้างพื้นฐานของ Data Center อีกด้วย ส่งผลให้บริษัทในกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตจากการรองรับการขยายตัวของ AI ที่กำลังจะกลายเป็นรากฐานของเศรษฐกิจในอนาคต

 

กลุ่ม Robotics and Autonomous

AI และ AGI จะเป็นตัวเร่งสำคัญในการพัฒนาระบบอัตโนมัติที่ล้ำสมัย โครงการนี้มุ่งเน้นการใช้งาน AI เชิงลึกในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิต หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และการขนส่งแบบไร้คนขับ ซึ่งล้วนต้องการเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่มีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ ความสามารถของ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจแบบเรียลไทม์ยังช่วยเพิ่มศักยภาพของระบบ Autonomous ให้สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น ทำให้บริษัทในกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดดและกลายเป็นส่วนสำคัญในคลื่นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่

 

กลุ่ม Genomics and Digital Health

การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการแพทย์สามารถปฏิวัติการตรวจหาและรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ได้กล่าวว่า "เราจะประหลาดใจกับความรวดเร็วในการรักษามะเร็งชนิดต่าง ๆ และโรคหัวใจ" ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของ AI ในการเร่งการค้นพบและพัฒนาวิธีการรักษาใหม่ ๆ นอกจากนี้ Larry Ellison ซีทีโอของ Oracle ยังได้กล่าวถึงการใช้ AI ในการตรวจหามะเร็งระยะแรกผ่านการทดสอบเลือด และการพัฒนาวัคซีน mRNA เฉพาะบุคคลสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งสามารถออกแบบได้ภายใน 48 ชั่วโมง การประยุกต์ใช้ AI เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและการรักษาโรคต่าง ๆ ทำให้บริษัทในกลุ่ม Genomics และ Digital Health มีโอกาสเติบโตอย่างมากในยุคที่การแพทย์ผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูง

 

โครงการ Stargate ของโดนัลด์ ทรัมป์ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่เพียงแต่สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี แต่ยังสร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับนักลงทุน กลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI, Semiconductor, Software & Cloud, Data Center, Robotics & Autonomous และ Genomics & Digital Health ล้วนแต่มีศักยภาพในการเติบโตสูงจากอานิสงส์ของโครงการนี้

 

รายชื่อกองทุนที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากโครงการ Stargate

  • Artificial Intelligence: TISCO AI & Big Data Fund (TISCOAI), Mega 10 Artificial Intelligence (MEGA10AI-A)
  • Semiconductor: KKP Semiconductor Fund – Hedged (KKP SEMICON-H), SCB Semiconductor (SCBSEMI(A))
  • Robotics: United Robotics & Artificial Intelligence ETF (UBOT)
  • Genomics: Eastspring Genomic Revolution Fund (ES-GENOME)

 

1. Artificial Intelligence

กองทุน TISCOAI

  • มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก Xtrackers Artificial Intelligence & Big Data UCITS ETF ที่ลงทุนในบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนา และการนำเทคโนโลยี Artificial Intelligence ไปใช้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี Nasdaq Global Artificial Intelligence and Big Data Index
  • Top 5 Holdings ได้แก่ Nvidia ผู้นำด้านชิปกราฟิกและเทคโนโลยี AI, Oracle บริษัทเทคโนโลยีผู้ให้บริการฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์องค์กร และคลาวด์ระดับโลก, Meta Platforms แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังระดับโลก, com ผู้นำด้านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ, Microsoft บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังระดับโลก

กองทุน MEGA10AI-A

  • ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Rule-based Investment เพื่อคัดเลือกลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Artificial Intelligence โดยจะเลือกลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด และสภาพคล่องสูง 10 อันดับ
  • Top 5 Holdings ได้แก่ Apple ผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอุปกรณ์ระดับโลก, Oracle บริษัทเทคโนโลยีผู้ให้บริการฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์องค์กร และคลาวด์ระดับโลก, com ผู้นำด้านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ, Microsoft บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังระดับโลก, Meta Platforms แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังระดับโลก

 

2. Semiconductor

กองทุน KKP SEMICON-H

  • มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก iShares Semiconductor ETF (SOXX) ที่ลงทุนในบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับการผลิต พัฒนา และจำหน่ายชิปเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี NYSE Semiconductor Index โดยกองทุน KKP SEMICON-H เป็นกองทุนในไทยที่มีค่าธรรมเนียมต่ำสุดที่ลงทุนในกองทุนหลัก SOXX
  • Top 5 Holdings ได้แก่ Broadcom ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำ, Nvidia ผู้นำด้านชิปกราฟิกและเทคโนโลยี AI, Advanced Micro Devices บริษัทเทคโนโลยีผู้ผลิตซีพียูและจีพียู, Qualcomm ผู้นำด้านชิปเซ็ตและเทคโนโลยีไร้สาย, Texas Instrument ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และโซลูชันอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ

กองทุน SCBSEMI(A)

  • มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก VanEck Semiconductor UCITS ETF (SMH) ที่ลงทุนในหุ้นจดทะเบียนในสหรัฐที่มีรายได้จากเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี MVIS® US Listed Semiconductor 25 Index โดยกองทุน SCBSEMI(A) เป็นกองทุนในไทยเพียงกองทุนเดียวที่ลงทุนในกองทุนหลัก SMH
  • Top 5 Holdings ได้แก่ Nvidia ผู้นำด้านชิปกราฟิกและเทคโนโลยี AI, Taiwan Semiconductor Manufacturing ผู้ผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก, Broadcom ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำ, ASML Holding ผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์วงจรชิปขั้นสูง, Applied Materials ผู้นำด้านโซลูชันการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และจอแสดงผล

 

3. Robotics

กองทุน UBOT

  • มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก Global X Robotics & Artificial Intelligence ETF ที่ลงทุนในบริษัทที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี Robotics และ Artificial Intelligence ไปใช้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี Indxx Global Robotics & Artificial Intelligence Thematic Index
  • Top 5 Holdings ได้แก่ Nvidia ผู้นำด้านชิปกราฟิกและเทคโนโลยี AI, Intuitive Surgical บริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ ผู้ผลิตหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด, ABB บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกด้านระบบไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ, Keyence บริษัทญี่ปุ่น ผู้ผลิตอุปกรณ์อัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรม, SMC บริษัทญี่ปุ่น ผู้ผลิตอุปกรณ์และระบบอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรม

 

4. Genomics

กองทุน ES-GENOME

  • มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก ARK Genomic Revolution ETF (ARKG) ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาวจากการลงทุนในบริษัทที่มีส่วนร่วมในการปฏิวัติด้าน Genomics และ Biotechnology โดยลงทุนในบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงและขยายอายุขัยของมนุษย์ รวมถึงการรักษาโรคด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยกองทุน ES-GENOME เป็นกองทุนในไทยที่เน้นลงทุนใน ARK Genomic Revolution ETF (ARKG) มากกว่า 80% ของมูลค่าหน่วยลงทุน
  • Top 5 Holdings ได้แก่ Twist Bioscience ผู้ผลิต DNA สังเคราะห์เพื่อการวิจัยและพัฒนา, Recursion Pharmaceuticals บริษัทผู้ใช้ AI คนคว้ายาใหม่จากข้อมูลชีวภาพ, CRISPR Therapeutics บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีแก้ไขยีนรักษาโรคทางพันธุกรรม, Adaptive Biotechnologies บริษัทผู้วิเคราะห์ระบบภูมิคุ้มกันเพื่อการวินิจฉัยโรค, Natera บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่มุ่งเน้นให้บริการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรม

 

คำเตือน: ผลการดำเนินในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนที่ได้รับในอนาคต กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

Most Viewed Ideas
1/5
Related Ideas
Most Viewed Ideas
1/5