แม้ช่วงสั้น SET จะถูกกดดันจากแรงขายลดความเสี่ยงหลังมีปัจจัยลบใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างเหตุแผ่นดินไหวและกังวลสงครามการค้ารุนแรงขึ้น แต่มองหาก SET ปรับลงมาบริเวณ 1,100-1,130 จุด จะมี Risk/Reward น่าสนใจ และมองเป็น “โอกาสในวิกฤติ” สำหรับซื้อเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นที่มีพื้นฐานดีซึ่งเราแนะนำ Outperform โดยปี 2568 คาดกำไรจะเติบโตได้ YoY และจะได้ผลบวกจากเหตุแผ่นดินไหว ได้แก่ ADVANC HMPRO SCCC TRUE STECON* ขณะที่หากรับความเสี่ยงได้สูงอาจเก็งกำไรระยะสั้นเพิ่มเติมในหุ้นที่เราแนะนำ Neutral ได้แก่ SCC GLOBAL DCC ซึ่งอาจมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ยังต้องติดตาม ส่วน MINT อาจถูกกดดันจากกังวลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แต่มีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมในไทยเพียง 8% ของรายได้รวม จึงมองหากเกิดแพนิกจนราคาหุ้นปรับตัวลงแรงจะเป็นโอกาสซื้อลงทุน
หากเทียบกับในอดีตที่ประเทศไทยเคยเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ คือ เหตุสึนามิเมื่อปี 2547 พบว่าหลังเปิดทำการวันแรก SET ลดลงสูงสุดที่ -2.2%DoD ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นและเริ่มพลิกเป็นบวกในวันทำการที่ 5 ดังนั้นเราประเมินว่า กรณีแย่สุดหากมี Panic Sell จากกังวลเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ช่วงสั้น SET มีโอกาสปรับลงมาบริเวณ 1,149 จุด หรือ ลดลง -26 จุด (-2.2%DoD)
อย่างไรก็ดี เมื่อคืนวันศุกร์ (28 มี.ค. 68) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลงแรงกว่า 715 จุด หรือ -1.7%DoD จากกังวล ปธน. สหรัฐประกาศมาตรการตอบโต้ภาษี ซึ่งอาจจะกดดันให้มีแรงขายกดดันให้ SET ปรับตัวลงเพิ่มได้อีกราว -20 จุด กล่าวโดยสรุปได้ว่าเราประเมินช่วงสั้น SET อาจมี Max Loss ราว -46 จุด (-26 จุด จากกังวลเหตุแผ่นดินไหว และ -20 จุดจากกังวลสงครามการค้า) ส่งผลให้ SET มีโอกาสปรับลงไปได้ถึง 1,129 จุด (-3.9%DoD) ซึ่งอยู่ในระดับที่ปัจจัยพื้นฐานประเมินว่า Downside จำกัดในช่วง 1,100-1,130
สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ประเมินกลุ่มที่ได้รับผลกระทบลบมาก ได้แก่ กลุ่มอสังหา, กลุ่มประกัน, กลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มขนส่งทางอากาศ ส่วนกลุ่มที่จะได้ผลบวกทางอ้อม ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง, กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, กลุ่มค้าปลีกเกี่ยวกับสินค้าซ่อมแซมบ้าน และกลุ่ม ICT ขณะที่กลุ่มอื่นๆ มองผลกระทบจำกัด
เรามองว่า SET Index ปรับลงมา 16%YTD ให้ผลตอบแทนแย่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกแล้ว โดยถูกกดดันทั้งจากปัจจัยภายนอกจากกังวลสงครามการค้า และปัจจัยภายในจากการขาดความเชื่อมั่นด้าน Corporate Governance ของ บจ. ไทย และปัจจัยลบเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นในหุ้นขนาดใหญ่บางแห่ง จนทำให้ซื้อขาย PER 68F ที่ระดับ 12.5 เท่า ต่ำกว่าในอดีต (ย้อนหลัง 10 ปี) ที่ซื้อขายในกรอบ PER 14-16 เท่าแล้ว อย่างไรก็ดี ล่าสุดจากปัจจัยลบใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศอย่างเหตุแผ่นดินไหวและยังกังวลสงครามการค้าจะรุนแรงขึ้น ทำให้ช่วงสั้นมอง SET จะยังถูกกดดันจากแรงขายลดความเสี่ยงต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี หาก SET ปรับตัวลงมาที่บริเวณ 1,100-1,130 จุด เรามองว่า SET เริ่มมี Risk/Reward น่าสนใจ และเป็น “โอกาสในวิกฤติ” สำหรับเข้าซื้อเก็งกำไรในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีซึ่งเราแนะนำ Outperform โดยปี 2568 คาดกำไรจะเติบโตได้ดี YoY และคาดจะได้รับผลบวกเพิ่มเติมจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ได้แก่ ADVANC HMPRO SCCC TRUE STECON* ขณะที่หากรับความเสี่ยงได้สูงอาจเก็งกำไรระยะสั้นเพิ่มเติมในหุ้นที่เราแนะนำ Neutral เนื่องจากมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ SCC (มีความเสี่ยงจากธุรกิจกระดาษและปิโตรเคมี) GLOBAL (มีความเสี่ยงจากมีเงินลงทุนในพม่า) และ DCC (มีความเสี่ยงแข่งขันสูงขึ้นจากกระเบื้องนำเข้า) ส่วน MINT มองช่วงสั้นอาจได้ผลกระทบลบจากความกังวลภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แต่เนื่องด้วยมีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมในไทยเพียง 8% ของรายได้รวม จึงมองหากเกิดแพนิกจนราคาหุ้นปรับตัวลงแรงจะเป็นโอกาสซื้อลงทุน