
Bitcoin กลับขึ้นแตะ $70,000 เป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 2 เดือน หลังปัจจัยสนับสนุนหลายด้านเริ่มทำงานพร้อมกัน ทั้ง Bond Yield ระยะยาวที่ลดลง ช่วยผ่อนแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง และทิศทางนโยบายสหรัฐฯ ที่เป็นมิตรต่อคริปโทมากขึ้น โดยทรัมป์ เร่งผลักดัน CLARITY Act ขณะที่ SEC และ CFTC เดินหน้าสร้างกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น
ตลาดตอบรับเชิงบวกผ่านการฟื้นตัวของ Bitcoin จากราว $64,100 สู่ $70,000 โดยมี Short Squeeze เป็นตัวเร่ง ขณะที่ Ethereum พุ่งประมาณ 18% ใน 24 ชั่วโมง และแรงซื้อเริ่มกระจายสู่ Altcoins มากขึ้น
จากนี้ นักลงทุนควรจับตาความคืบหน้าของ CLARITY Act ใน Senate โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์และเงินทุนสถาบันในระยะถัดไป
Bitcoin กลับขึ้นแตะระดับ $70,000 เป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 2 เดือน หลังจากก่อนหน้านี้ราคายังเคลื่อนไหวบริเวณ $64,000 ท่ามกลางความเชื่อมั่นของตลาดที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง
แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ภาพเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อปัจจัยบวกหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ตั้งแต่ Bond Yield ระยะยาวที่ปรับลดลง ช่วยผ่อนแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง ไปจนถึงทิศทางนโยบายของรัฐบาล Trump ที่สนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโท ชัดเจนขึ้น ก่อนที่ตลาดจะตอบรับผ่านการฟื้นตัวของ Bitcoin และแรงซื้อที่กระจายไปยัง Ethereum และ Altcoins
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียง Bitcoin กลับมาแตะ $70,000 แต่คือ ปัจจัยสนับสนุนตลาดเริ่มขยับจาก Sentiment ไปสู่ระดับนโยบายและกฎเกณฑ์มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในระยะถัดไป
InnovestX สรุป 3 ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ พร้อมปัจจัยที่นักลงทุนต้องจับตาต่อ
จุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวมาจากตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ หลัง US Treasury เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10–30 ปี จาก 2 พันล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ต่อครั้ง ระหว่างวันที่ 9 ก.ย.–4 พ.ย. หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีขึ้นแตะ 5.34% สูงสุดตั้งแต่ปี 2007
มาตรการดังกล่าวช่วยให้ Bond Yield ระยะยาวลดลงเกือบ 10 bps และช่วยพยุงตลาดหุ้น ขณะเดียวกันยังช่วยลดแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin

จุดสำคัญเกิดขึ้นวันที่ 19 ส.ค. ในงานที่ White House เมื่อประธานาธิบดี Donald Trump พบกับผู้บริหารจากอุตสาหกรรม Crypto และเทคโนโลยี รวมถึง Coinbase, Gemini, Ripple และ Chainlink ก่อนการประชุม Innovation Advisory Committee ของ CFTC ในวันถัดมา
สาระสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการย้ำว่าสหรัฐฯ สนับสนุนคริปโท แต่เริ่มลงไปถึง แนวทางเชิงนโยบายที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างตลาดในระยะยาว โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ
โดยทรัมป์เปิดกว้างต่อข้อเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ สะสม Bitcoin เพิ่ม หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกขั้นจาก Strategic Bitcoin Reserve และเปลี่ยนภาพจากรัฐบาลเพียง “ถือ Bitcoin ที่มีอยู่” ไปสู่การ “ซื้อเพิ่ม” ซึ่งอาจสร้างอุปสงค์ใหม่โดยตรง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการประกาศซื้ออย่างเป็นทางการ จึงควรมองเป็น สัญญาณเชิงนโยบาย มากกว่าการดำเนินนโยบายที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งทรัมป์เรียกร้องให้ Congress เดินหน้ากฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมองว่าความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ ปัจจุบันร่างกฎหมายผ่าน House แล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการใน Senate
สำหรับนักลงทุน CLARITY Act มีความสำคัญมากกว่าผลบวกต่อราคาในระยะสั้น เพราะมีเป้าหมายทำให้ กรอบกำกับดูแลและบทบาทระหว่าง SEC กับ CFTC ชัดเจนขึ้น ซึ่งอาจช่วยลด Regulatory Risk และลดอุปสรรคสำหรับบริษัทและเงินทุนสถาบันที่ต้องการเข้าสู่ตลาด
ก่อนหน้า White House Event หนึ่งวัน SEC ภายใต้ Paul Atkins เสนอกรอบกำกับดูแล Crypto Assets ฉบับใหม่ ขณะที่ CFTC เดินหน้าหารือด้านนวัตกรรมและกฎเกณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลในวันที่ 20 ส.ค.
สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงทรัมป์สนับสนุนคริปโท แต่คือ ฝ่ายบริหาร + หน่วยงานกำกับ + Congress เริ่มขยับไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น หากนำไปสู่กฎเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้จริง จะเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมมากกว่าการสร้าง Sentiment ระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

จากปัจจัยบวกทำให้ Bitcoin ฟื้นจากบริเวณ $64,100 สู่ $70,000 ภายในประมาณสองวัน โดยมี Short Squeeze เข้ามาช่วยเร่งการปรับขึ้น หลังสถานะ Short ถูก Liquidate ราว $1.4 พันล้านภายใน 4 ชั่วโมง ทำให้นักลงทุนที่เดิมพันว่าราคาจะลงต้องซื้อกลับ
แต่สัญญาณที่น่าสนใจมากขึ้นคือ แรงซื้อไม่ได้หยุดอยู่ที่ Bitcoin
Ethereum พุ่งประมาณ 18% ใน 24 ชั่วโมง สู่เหนือ $2,250 และเพิ่มขึ้นราว 20% ในรอบสัปดาห์ ขณะที่ SOL, XRP และ DOGE ปรับขึ้นตาม สะท้อนว่าแรงซื้อเริ่มกระจายจาก Bitcoin ไปยัง Altcoins มากขึ้น
ด้าน HYPE ก็ปรับขึ้นแรง หลังตลาดตอบรับความเป็นไปได้ที่ Hyperliquid จะสามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ภายใต้กรอบกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า ตลาดเริ่มให้ Premium กับสินทรัพย์ที่อาจได้รับประโยชน์จาก Regulatory Clarity โดยตรง
อย่างไรก็ตาม การขึ้นของ Bitcoin ส่วนหนึ่งมาจาก Short Squeeze ดังนั้นตลาดยังต้องพิสูจน์ว่า หลังแรงซื้อจากการปิด Short ลดลง จะมี Demand จริงเข้ามารองรับราคาต่อหรือไม่
สิ่งที่ทำให้รอบนี้น่าสนใจกว่าการฟื้นตัวของราคาเพียงอย่างเดียว คือ แรงสนับสนุนนโยบาย สินทรัพย์ดิจิทัล ในสหรัฐฯ
Timeline สำคัญที่นักลงทุนควรติดตาม ได้แก่

คำเตือน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้