Company History

BYD (1211.HK) กับ 5 เหตุผลที่ทำให้บริษัทกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ไฟฟ้าโลก 🚗⚡

31 Mar 25 11:22 AM
BYD (1211.HK)

5 เหตุผลที่ทำให้ BYD กลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ไฟฟ้าโลก 🚗⚡

 

หลายคนอาจรู้จัก BYD จากข่าวการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการยานยนต์ไฟฟ้า ที่ปัจจุบันขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเบอร์ 1! แต่จะมีใครรู้บ้างว่าความสำเร็จของ BYD นั้นมาจากอะไร? บทความนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันว่าทำไม BYD ถึงเติบโตแบบก้าวกระโดด และกำลังเขย่าวงการรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก

 

1️⃣. ธุรกิจที่แข็งแกร่งและครบวงจร - จากแบตเตอรี่สู่ยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ

 

BYD (Build Your Dreams) เป็นบริษัทเทคโนโลยีจากประเทศจีนที่ก่อตั้งโดย Wang Chuanfu ในปี 1995 เริ่มต้นจากการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับโทรศัพท์มือถือ ก่อนที่จะขยายธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2003 ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจหลักใน 2 ด้าน คือ

 

1. ธุรกิจยานยนต์และแบตเตอรี่ - ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV (Battery Electric Vehicle) และ PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) ซึ่งสร้างรายได้กว่า 90% ของรายได้ทั้งหมด

 

2. ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ - ให้บริการชิ้นส่วนและการประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่แบรนด์ชั้นนำระดับโลก

 

BYD แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่น่าประทับใจในไตรมาส 4 ปี 2024 โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงขึ้น 73% เป็น 15.02 พันล้านหยวน และรายได้เพิ่มขึ้น 53% เป็น 274.9 พันล้านหยวน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ตลอดทั้งปี 2024 บริษัทมีรายได้รวม 777 พันล้านหยวน สูงกว่า Tesla เล็กน้อย แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 4 จะลดลงเหลือ 17.01% แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ายังคงมีการปรับตัวดีขึ้น

ในแง่ของยอดขาย BYD สามารถจำหน่ายรถยนต์ได้ทั้งสิ้น 4.272 ล้านคันในปี 2024 โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่มียอดขายถึง 1.52 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 161% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่น่าสนใจคือยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ในไตรมาส 4 อยู่ที่ 595,413 คัน ซึ่งมากกว่า Tesla ประมาณ 100,000 คัน ด้วยแนวโน้มนี้ BYD มีโอกาสสูงที่จะครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2025

 

2️⃣. กลยุทธ์การเติบโตที่ชาญฉลาด - Growth Engine ที่ไม่หยุดนิ่ง

 

BYD มี Growth Engine หลายอย่างที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

📌การขยายตลาดระดับโลก (Global Expansion)

BYD กำลังเร่งขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีการสร้างโรงงานผลิตในหลายประเทศ

- โรงงานในอินโดนีเซียและฮังการี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปลายปี 2025
- โรงงานในตุรกีจะพร้อมดำเนินการในปลายปี 2026
- มีโรงงานที่อุซเบกิสถานและไทยที่เปิดดำเนินการแล้ว

เมื่อรวมกำลังการผลิตทั้งหมดจากโรงงานในต่างประเทศ BYD จะมีกำลังการผลิตประมาณ 650,000 คันต่อปี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าและกำแพงภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

📌การพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย (Technology Innovation)

BYD เพิ่งเปิดตัวเทคโนโลยีการชาร์จความเร็วสูงพิเศษ 1,000 กิโลวัตต์ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ซึ่งมีกำลังชาร์จมากกว่า Tesla V4 Supercharger ถึงสองเท่า สามารถชาร์จได้ 2 กิโลเมตรต่อวินาที ทำให้ชาร์จเต็มได้ในเวลาน้อยกว่า 10 นาที

Super e-Platform ของ BYD ประกอบด้วยแบตเตอรี่ Blade ที่รองรับการชาร์จเร็วพิเศษ มอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง และชิปพลังงานซิลิคอนคาร์ไบด์รุ่นใหม่ BYD ยังได้เริ่มการพรีเซลรถยนต์รุ่น Han L และ Tang L ซึ่งจะเป็นหนึ่งในรุ่นแรกที่รองรับการชาร์จถึง 1,000

 

นอกจากนี้ BYD ยังเป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยี "God's Eye C" ระบบขับขี่อัตโนมัติ มาติดตั้งในรถยนต์รุ่นกลางถึงระดับล่าง โดยไม่มีการเพิ่มราคา ซึ่งครอบคลุมฟีเจอร์เช่น:
- ระบบนำทางบนทางด่วนแบบอัตโนมัติ (NoA)
- ระบบจอดรถอัตโนมัติ (AVP)
- ระบบนำทางอัตโนมัติในเขตเมืองด้วยความจำ (จะมาในปลายปี 2025)

 

📌แบรนด์หลากหลายสำหรับทุกกลุ่มลูกค้า (Multi-brand Strategy)

BYD ใช้กลยุทธ์หลายแบรนด์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย
- แบรนด์ BYD - สำหรับตลาดมวลชน
- Denza - แบรนด์พรีเมียมระดับกลาง
- Yangwang - แบรนด์หรูระดับสูง ล่าสุดกำลังเตรียมเปิดตัว Yangwang U7
- Fangchengbao - แบรนด์ออฟโรด และรถยนต์สมรรถนะสูง

 

ในปี 2025 บริษัทคาดการณ์ว่าจะขายรถยนต์ได้รวม 5.6 ล้านคัน เติบโต 31% จากปีก่อน ประกอบด้วย
- แบรนด์ BYD 5.2 ล้านคัน (+27% YoY)
- แบรนด์ Denza 250,000 คัน (+100% YoY)
- แบรนด์ Fangchengbao 160,000 คัน (+184% YoY)

- แบรนด์ Yangwang 7,500 คัน

 

3️⃣. ความได้เปรียบในการแข่งขันที่แข็งแกร่ง - Moat ที่คู่แข่งตามยาก

 

📌การบูรณาการแนวตั้งครบวงจร (Vertical Integration)

จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของ BYD คือการบูรณาการแนวตั้งครบวงจร (Vertical Integration) โดยบริษัทสามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้เองแทบทั้งหมด ตั้งแต่แบตเตอรี่ไปจนถึงชิป ทำให้

1. ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า - สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเสนอราคาที่แข่งขันได้แม้ในสภาวะสงครามราคาที่ดุเดือด

2. ลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ - ไม่ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ภายนอกมากนัก ทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับตัวได้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง

3. เพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ - สามารถออกแบบและผลิตรถยนต์ใหม่ๆ ได้เร็วกว่า เนื่องจากกระบวนการพัฒนาและการผลิตเป็นแบบครบวงจร

BYD มีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจาก CATL) โดยในปี 2025 จะมีกำลังการผลิตถึง 550 GWh ซึ่งขณะนี้ประมาณ 90% ของแบตเตอรี่ที่ผลิตได้ใช้กับรถยนต์ของ BYD เอง ที่เหลือขายให้แก่บริษัทอื่นๆ เช่น Tesla, FAW, Toyota, Nio, Xpeng และ Xiaomi

 

📌เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ (Proprietary Battery Technology)

BYD มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่ "Blade Battery" ที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ ซึ่งใช้เทคโนโลยี LFP (Lithium Iron Phosphate) ที่มีความปลอดภัยสูงและต้นทุนต่ำกว่าแบตเตอรี่ NMC (Nickel Manganese Cobalt) ที่หลายบริษัทใช้

ในปี 2025 BYD คาดว่าจะพัฒนา Blade Battery รุ่นใหม่ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงถึง 190 Wh/kg ที่ระดับแพ็ค เทียบกับ 140-150 Wh/kg ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างด้านระยะทางขับขี่กับแบตเตอรี่ NMC

 

📌การประหยัดจากขนาด (Economies of Scale)

ด้วยยอดขายที่สูงและการบูรณาการแนวตั้ง BYD สามารถประหยัดต้นทุนจากขนาดการผลิตที่ใหญ่ (Economies of Scale) ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่น แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับสงครามราคาได้ดี

 

4️⃣. ผู้บริหารวิสัยทัศน์กว้างไกล - Leadership ที่ขับเคลื่อนอย่างมืออาชีพ

 

Wang Chuanfu ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ BYD เป็นนักเคมีและนักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เขาเริ่มต้นธุรกิจจากการผลิตแบตเตอรี่ ก่อนที่จะมองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เนิ่นๆ การตัดสินใจครั้งสำคัญของเขา เช่น

 

1. การลงทุนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ - ในปี 2008 Wang ได้ตัดสินใจลงทุนอย่างมากในการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ LFP แม้ว่าในตอนนั้นอุตสาหกรรมจะยังไม่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีนี้

2. การเน้นความปลอดภัยเป็นอันดับแรก - หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้แบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้าหลายครั้ง Wang ได้นำบริษัทมุ่งเน้นที่การพัฒนาแบตเตอรี่ที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งนำมาสู่การพัฒนา Blade Battery

3. กลยุทธ์ราคาที่แข่งขันได้ - Wang เข้าใจตลาดภายในประเทศของจีนเป็นอย่างดี และกำหนดกลยุทธ์ราคาที่แข่งขันได้เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด

 

ภายใต้การนำของ Wang BYD ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และได้รับการยอมรับจากนักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ที่ได้ลงทุนในบริษัทตั้งแต่ปี 2008

 

5️⃣. มูลค่าและความคุ้มค่าในการลงทุน - Valuation ที่ยังน่าสนใจ

 

📌วิเคราะห์มูลค่าหุ้น BYD

บริษัทวิจัย Deutsche Bank ให้คำแนะนำ "ซื้อ" สำหรับหุ้น BYD โดยตั้งราคาเป้าหมายที่ 400 HKD (ณ กุมภาพันธ์ 2025) โดยคาดว่า BYD จะสามารถขายรถได้ 5.6 ล้านคันในปี 2025 แบ่งเป็นไตรมาส 1 จำนวน 1 ล้านคัน, ไตรมาส 2 จำนวน 1.2 ล้านคัน, ไตรมาส 3 จำนวน 1.6 ล้านคัน และไตรมาส 4 จำนวน 1.8 ล้านคัน

 

Barclays ให้คำแนะนำ "Overweight" โดยมีราคาเป้าหมายที่ 40 USD สำหรับหุ้น ADR (BYDDF) (ณ มีนาคม 2025) โดยวิเคราะห์ว่า BYD จะได้ประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลจีน และมีความได้เปรียบด้านต้นทุน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทรักษาความเป็นผู้นำในตลาดจีนได้

 

📌ปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา

แม้ BYD จะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี แต่ก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนควรพิจารณา

 

1. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า - EU ได้เพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนสูงถึง 45% และ BYD ยังไม่สามารถจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในสหรัฐฯ เนื่องจากกำแพงภาษี ทำให้รายได้ส่วนใหญ่ยังพึ่งพาตลาดภายในประเทศ

2. การแข่งขันที่รุนแรงในประเทศจีน - ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยมีผู้เล่นใหม่ๆ เช่น Xiaomi, Huawei และแบรนด์ดั้งเดิมอย่าง Geely, GAC กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและออกรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

3. ความท้าทายในการขยายตลาดต่างประเทศ - แม้ BYD จะมีแผนขยายตลาดต่างประเทศอย่างชัดเจน แต่การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเครือข่ายจำหน่ายในตลาดใหม่ๆ เป็นความท้าทายที่ต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาล

 

📝 สรุป: ทำไม BYD จึงน่าจับตามองในอนาคต

 

BYD กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโลกด้วยจุดแข็งหลายประการ:

 

1. โมเดลธุรกิจครบวงจร - จากการผลิตแบตเตอรี่ไปจนถึงรถยนต์สำเร็จรูป ทำให้ควบคุมคุณภาพและต้นทุนได้ดีกว่า

2. นวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง - การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Super e-Platform, Blade Battery และระบบขับขี่อัตโนมัติ God's Eye

3. การขยายตัวทั่วโลก - การสร้างโรงงานในต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีและเข้าถึงตลาดใหม่ๆ

4. ความได้เปรียบด้านต้นทุน - การบูรณาการแนวตั้งและกำลังการผลิตขนาดใหญ่ช่วยให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้

5. ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ - Wang Chuanfu มองเห็นโอกาสและวางกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด

 

สำหรับนักลงทุนที่สนใจตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BYD เป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีเทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ และมีกลยุทธ์การเติบโตที่ชัดเจน แม้จะเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าและการแข่งขันที่รุนแรงในประเทศจีน แต่ด้วยความได้เปรียบด้านต้นทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง BYD มีแนวโน้มที่จะเติบโตและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว

 

by INVX Content team

ที่มา: Morningstar Research, BYD, Investing.com, Investor’s Business, Deutsche Bank, Barclays

 

📱 สนใจเปิดบัญชีเพื่อลงทุนในหุ้น BYD และหุ้นเทคโนโลยีจีนอื่นๆ คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/u2qmpt6r

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

Stocks Mentioned
1211.HK
Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5