
George Soros มองว่าตลาดการเงินไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดย ความเชื่อ ความคาดหวัง และอารมณ์ของนักลงทุน ซึ่งสามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนความเป็นจริงได้ แนวคิดนี้พัฒนาเป็นทฤษฎี Reflexivity
เหตุการณ์สำคัญคือปี 1992 เมื่อ Soros มองว่าเงินปอนด์ถูกตรึงไว้สูงเกินพื้นฐาน จึงขายเงินปอนด์ครั้งใหญ่ ก่อนอังกฤษถอนตัวจาก ERM และทำให้เขาสร้างกำไรราว 1,000 ล้านดอลลาร์ จนได้รับฉายา “ชายผู้ล้มธนาคารกลางอังกฤษ”
แนวคิดของ George Soros ได้รับอิทธิพลจาก Karl Popper ทำให้เขาเชื่อว่าไม่มีใครถูกต้องตลอดเวลา สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำนายตลาดให้แม่นทุกครั้ง แต่คือ การยอมรับเมื่อสมมติฐานผิดและปรับตัวให้เร็ว
บทเรียนสำคัญคือ นักลงทุนควรแยกให้ออกว่า ราคาที่เห็นสะท้อนพื้นฐานจริง หรือเป็นเพียงความเชื่อของตลาด พร้อมรักษาความเสียหายให้เล็กเมื่อผิด และกล้าลงทุนมากขึ้นเมื่อเห็นโอกาสที่มีความได้เปรียบชัดเจน
นักลงทุนหลายคนเชื่อว่า หากวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้ดีพอ ก็จะสามารถหามูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์และสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดได้
แต่สำหรับ George Soros ผู้ร่วมก่อตั้ง Quantum Fund กองทุน Hedge Fund ระดับตำนานของโลก ตลาดไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวเลขหรือผลประกอบการเท่านั้น แต่ยังถูกกำหนดด้วย ความเชื่อและความคาดหวังของผู้คน ซึ่งบางครั้งสามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนความเป็นจริงได้
แนวคิดนี้กลายเป็นรากฐานของทฤษฎี Reflexivity และเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามองเห็นจุดเปลี่ยนของตลาดก่อนคนส่วนใหญ่
ซีรีส์ Investor Stories จาก InnovestX ตอนนี้จะพาไปรู้จัก George Soros ชายผู้เคยใฝ่ฝันจะเป็นนักปรัชญา แต่กลับใช้ตลาดการเงินเป็นพื้นที่พิสูจน์วิธีคิดที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

ในปี 1992 เงินปอนด์ถูกตรึงในระบบอัตราแลกเปลี่ยนยุโรป (ERM) ที่อัตราสูงเกินพื้นฐาน ขณะที่เยอรมนีขึ้นดอกเบี้ยจนกดดันปอนด์ให้อ่อนค่า อังกฤษซึ่งเศรษฐกิจถดถอยอยู่แล้วจึงพยุงค่าเงินได้ยาก
วันที่ 16 กันยายน 1992 George Soros จึงตัดสินใจขายเงินปอนด์มูลค่าราว 10,000 ล้านดอลลาร์ แม้ธนาคารกลางอังกฤษจะประกาศว่าจะปกป้องค่าเงินอย่างเต็มที่
หลายคนมองว่าเป็นการเดิมพันที่บ้าบิ่น เพราะไม่เคยมีนักลงทุนกล้าท้าทายธนาคารกลางถึงขนาดนี้ แต่เมื่อสิ้นสุดวัน อังกฤษกลับยอมถอนเงินปอนด์ออกจาก ERM ค่าเงินปอนด์ร่วงหนัก และ George Soros ทำกำไรราว 1,000 ล้านดอลลาร์จากดีลครั้งนั้น
โลกจดจำเหตุการณ์นั้นในชื่อ "ชายผู้ล้มธนาคารกลางอังกฤษ" แต่สำหรับ George Soros สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของโชค หากเป็นผลลัพธ์ของวิธีคิดที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต

ก่อนเข้าสู่โลกการเงิน George Soros เคยฝันอยากเป็นนักปรัชญา ระหว่างเรียนที่ London School of Economics เขาได้รับอิทธิพลจาก Karl Popper ซึ่งเชื่อว่า มนุษย์ไม่มีวันเข้าถึงความจริงได้อย่างสมบูรณ์ และทุกความเชื่อล้วนมีโอกาสผิด
แนวคิดนี้ทำให้ Soros ตั้งคำถามกับทฤษฎีที่ว่าตลาดสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงเสมอ เขาพบว่า บางครั้งราคาสินทรัพย์ไม่ได้เปลี่ยนตามปัจจัยพื้นฐาน แต่ปัจจัยพื้นฐานกลับเปลี่ยนตามราคา เมื่อราคาปรับขึ้น บริษัทระดมทุนและขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น จนผลประกอบการดีขึ้นจริง แต่เมื่อความคาดหวังสูงเกินความเป็นจริง วงจรก็พร้อมพลิกกลับ
George Soros เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Reflexivity หรือวงจรที่ความเชื่อของผู้คนสามารถเปลี่ยนความจริง และความจริงก็ย้อนกลับมาส่งผลต่อความเชื่ออีกครั้ง
George Soros มีระบบเตือนภัยที่ไม่เหมือนนักลงทุนคนอื่น เขาเคยเล่าว่า ทุกครั้งที่พอร์ตลงทุนของเขามีบางอย่างผิดปกติ
ร่างกายมักส่งสัญญาณผ่านอาการปวดหลัง ก่อนที่เขาจะอธิบายเหตุผลได้เสียอีก
เขาไม่ได้เชื่อเรื่องลางสังหรณ์ แต่เชื่อว่าร่างกายสามารถรับรู้ความไม่สอดคล้องของข้อมูลที่สมองยังประมวลผลไม่เสร็จ
ชายที่อ่านความเชื่อของคนทั้งตลาด จึงเริ่มต้นจากการรับฟังสัญญาณเตือนของตัวเอง

ตลอดหลายสิบปี Soros ไม่ได้พยายามเป็นคนที่ถูกตลอดเวลา แต่พยายามเป็นคนที่รู้ว่า เมื่อไรควรเปลี่ยนใจ
สำหรับนักลงทุน บทเรียนของ George Soros ไม่ใช่การแนะนำให้ออกไปเก็งกำไรค่าเงินเหมือนเขา แต่คือการตั้งคำถามทุกครั้งว่า ราคาที่เห็นในวันนี้ สะท้อนพื้นฐานของธุรกิจจริง ๆ หรือสะท้อนเพียงความเชื่อของผู้คนในตลาด
เพราะเมื่อแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ เราจะมองเห็นโอกาสและความเสี่ยง ก่อนที่ตลาดจะเฉลยคำตอบเองในที่สุด
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน