ลงทุนก้าวแรก

ใครได้ประโยชน์จากปากกาลดน้ำหนักที่คนพูดถึงทั้งโซเชียล?

15 Jun 26 1:18 PM
US Flag
สรุปสาระสำคัญ

ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักทั่วไป แต่เป็นยาที่ผ่านการรับรองจาก FDA และพิสูจน์แล้วว่าลดน้ำหนักได้จริง 15–22% ใน 68 สัปดาห์ ทำให้ผู้คนกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกให้ความสนใจ และกำลังผลักดันตลาดนี้สู่มูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030

Eli Lilly (LLY) และ Novo Nordisk (NVO) ครองตลาดรวมกันกว่า 90% แม้คู่แข่งอย่าง Amgen, Roche และ Viking Therapeutics กำลังเข้ามาแข่ง แต่บทเรียนสำคัญคือ ความนิยมไม่เท่ากับผลตอบแทนหุ้น LLY ขึ้น +204% ขณะที่ NVO ร่วง -33% เพราะตลาดจ่ายให้กับ "ของที่ดีกว่าที่คาด" ไม่ใช่แค่ "ของที่ดี" นักลงทุนจึงควรถามก่อนซื้อว่า "ความดังนี้ถูกใส่ในราคาหุ้นไปแล้วหรือยัง"

ใครได้ประโยชน์จากปากกาลดน้ำหนักที่คนพูดถึงทั้งโซเชียล?

 

ช่วงนี้เปิดฟีดโซเชียลมีเดียทีไร ก็มักเจอกระแสเรื่องปากกาลดน้ำหนัก บางคนบอกว่าเป็นตัวช่วยที่เปลี่ยนชีวิต ขณะที่อีกฝั่งมองว่าเสี่ยงหรือเป็นการลดน้ำหนักแบบทางลัด แต่ในมุมของคนลงทุนคำถามที่น่าสนใจกว่าการเถียงกันว่าควรใช้หรือไม่คือ

 

“เบื้องหลังกระแสนี้ ใครคือบริษัทที่ได้เงินจริง และหุ้นของพวกเขาน่าลงทุนแค่ไหน?”

 

ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร?

ปากกาลดน้ำหนักที่กำลังเป็นกระแส คือยาในกลุ่มที่เรียกว่า GLP-1 ซึ่งเป็นการเลียนแบบฮอร์โมนในลำไส้ที่คอยส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าเราอิ่มแล้ว

 

จึงทำให้กินน้อยลงและน้ำหนักค่อยๆ ลดลง ยากลุ่มนี้เดิมพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคเบาหวาน ก่อนจะพบว่าช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

แบรนด์ที่หลายคนคุ้นชื่อ ประกอบไปด้วย Ozempic และ Wegovy ของบริษัท Novo Nordisk (NVO) จากเดนมาร์ก รวมถึง Mounjaro และ Zepbound ของบริษัท Eli Lilly (LLY) จากสหรัฐฯ พูดง่ายๆ คือเมื่อเห็นโฆษณาปากกาลดน้ำหนักในฟีด ส่วนใหญ่จะวนอยู่กับสองบริษัทนี้

 

ตลาดยาลดน้ำหนักใหญ่แค่ไหน?

หลายคนอาจมองว่ายาลดน้ำหนักเป็นแค่กระแสชั่วคราว แต่ตัวเลขกลับบอกเป็นอีกเรื่อง องค์การอนามัยโลกประเมินว่ามีประชากรทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านคนที่อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วน นี่คือฐานลูกค้าที่ใหญ่มากและยังขยายตัวต่อเนื่อง

 

นักวิเคราะห์ในตลาดประเมินว่ามูลค่าตลาดยาลดน้ำหนักอาจเติบโตจากราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 ไปแตะระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับเดียวกับช่วงที่อุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมวดเพิ่งถือกำเนิด ยิ่งเมื่อยากลุ่มนี้เริ่มได้รับการรับรองให้ใช้กับโรคอื่นเพิ่มเติม เช่น โรคหัวใจ และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ก็ยิ่งขยายโอกาสทางการตลาดออกไปอีก

 

Picture1.png

ภาพที่ 1: ประมาณการขนาดตลาดยาลดน้ำหนัก GLP-1 ปี 2024 เทียบกับปี 2030
Source: https://www.goldmansachs.com/insights/articles/anti-obesity-drug-market

 

ภาพรวมอุตสาหกรรม ใครอยู่ตรงไหนบ้าง

แม้โอกาสจะใหญ่ แต่ผู้เล่นหลักในตอนนี้ยังกระจุกตัวอยู่ที่สองบริษัท โดย NVO และ LLY รวมกันครองส่วนแบ่งตลาดยากลุ่มนี้เกินกว่า 90% จึงมีลักษณะคล้ายตลาดที่มีผู้นำ เพียงสองราย (duopoly)

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดใหญ่และทำกำไรได้สูง ก็ย่อมดึงดูดคู่แข่งเข้ามา บริษัทยาขนาดใหญ่หลายราย เช่น Amgen (AMGN) และ Roche (RHHBY) กำลังพัฒนายาลดน้ำหนักของตัวเอง รวมถึงบริษัทขนาดเล็กอย่าง Viking Therapeutics (VKTX)

ส่วนสิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือการพัฒนายาในรูปแบบเม็ดรับประทาน (oral) ที่จะใช้ง่ายกว่าการฉีดและอาจขยายฐานผู้ใช้ได้อีกมาก

นอกจากผู้ผลิตยาโดยตรงแล้ว ยังมีกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์ผ่านการขายส่วนประกอบและบริการที่เกี่ยวข้อง ประกอบไปด้วยบริษัทรับจ้างพัฒนาและผลิตยา (Contract Development and Manufacturing Organization หรือ CDMO) ผู้ผลิตอุปกรณ์ปากกาฉีดยา และผู้ผลิตวัตถุดิบตัวยา ซึ่งได้ออเดอร์เพิ่มขึ้นไม่ว่าแบรนด์ไหนจะเป็นผู้ชนะก็ตาม

 

Picture2.png

ภาพที่ 2: แผนผังอุตสาหกรรมยาลดน้ำหนัก ผู้นำ ผู้ท้าชิง และห่วงโซ่อุปทาน
Source: InnovestX
Securities

 

เปรียบเทียบผลตอบแทนหุ้น ของสองผู้ครองตลาด

 

Picture3.png

ภาพที่ 3: รายได้ และผลตอบแทนหุ้น LLY เทียบ NVO ปรับฐานราคาให้เริ่มที่ 100 ณ ต้นปี 2023
Source: YahooFinance, InnovestX Securities

 

ทั้ง Eli Lilly (LLY) และ Novo Nordisk (NVO) คือผู้นำของยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 เหมือนกัน และถ้าดูจากภาพด้านบนจะเห็นว่าช่วงต้นปี 2023 ราคาหุ้นทั้งคู่ขึ้นมาด้วยกัน แต่หลังกลางปี 2024 ทิศทางกลับแยกออกจากกันอย่างชัดเจน

 

ฝั่ง LLY ปรับขึ้นต่อเนื่องจนราคาเพิ่มขึ้นราว 3 เท่า (+204%) ขณะที่ NVO กลับติดลบ 33% ในช่วงเวลาเดียวกัน และร่วงลงถึง -69% จากจุดสูงสุดเมื่อกลางปี 2024 ทั้งที่ยา Ozempic และ Wegovy ของบริษัทยังขายดีอยู่

 

สาเหตุหลักมาจากหลายปัจจัยรวมกัน โดยยารุ่นใหม่ของ NVO ให้ผลในการทดลองทางคลินิก ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่คู่แข่งอย่าง LLY มีตัวยาที่ลดน้ำหนักได้มากกว่าในการทดลอง ประกอบกับราคาหุ้น NVO ก่อนหน้านี้ถูกตั้งความคาดหวังไว้สูงมาก เมื่อการเติบโตเพียงแค่ชะลอลง ราคาหุ้นจึงปรับฐานรุนแรง

 

บทเรียนของหุ้นตัวนี้สรุปได้ประโยคเดียวว่า ตลาดหุ้นไม่ได้จ่ายเงินให้กับ "ของที่ดี" แต่จ่ายให้กับ "ของที่ดีเกินกว่าที่ตลาดคาดไว้"

ยา Ozempic ของ NVO ยังขายดีและบริษัทก็ยังโตจริง แต่หุ้นกลับร่วง เพราะความสำเร็จระดับนั้นถูกใส่ไว้ในราคาหุ้นไปหมดแล้ว พอการเติบโตแค่ชะลอลงไม่ถึงเป้าที่ตลาดฝันไว้ ราคาหุ้นจึงดิ่งลงแรง สิ่งที่นักลงทุนต้องถามก่อนกดซื้อจึงไม่ใช่ "สินค้านี้ดังแค่ไหน" แต่เป็น "ความดังนี้ ถูกใส่ไว้ในราคาหุ้นไปแล้วหรือยัง"

 

ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนลงทุน

แม้ธีมนี้จะน่าสนใจ แต่การลงทุนในหุ้นยาลดน้ำหนักก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ควรเข้าใจ โดยปัจจัยหลักประกอบไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งและยารุ่นใหม่ ความเสี่ยงด้านราคายาและนโยบายภาครัฐโดยเฉพาะในสหรัฐฯ การพึ่งพารายได้จากผลิตภัณฑ์เพียงไม่กี่ตัว รวมถึงราคาหุ้นบางตัวที่อาจถูกตั้งความคาดหวังไว้สูงจนเกินพื้นฐาน ขณะเดียวกันข่าวด้านผลข้างเคียงหรือผลการทดลองที่ต่ำกว่าคาดก็สามารถกระทบราคาหุ้นได้อย่างรวดเร็ว

 

ลงทุนในธีมยาลดน้ำหนักผ่าน InnovestX

สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจธีมนี้ สามารถลงทุนได้โดยตรงผ่านหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง LLY (หรือผ่าน LLY23) และ NVO บนแพลตฟอร์ม InnovestX

 

หมายเหตุ: การลงทุนในหุ้นต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลตอบแทนในอนาคต

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5