
คู่รัก LGBTQ+ จำนวนมากมีกระแสเงินสดเหลือมากกว่าคนทั่วไป
แต่กลับมีช่องโหว่ทางการเงินที่ซ่อนอยู่ ตั้งแต่ต้นทุนเฉพาะกลุ่ม ไปจนถึงวัยเกษียณที่ต้องพึ่งตัวเองล้วน ๆ
จะเปลี่ยนจุดแข็งให้กลายเป็นความมั่งคั่งระยะยาว และอุดช่องโหว่เหล่านี้ได้อย่างไร? ตามไปดูกัน
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในวันนั้น ไม่ได้มีแค่สถานะความสัมพันธ์
มันคือการปลดล็อก "เครื่องมือทางการเงิน" ชุดใหม่ทั้งชุด ตั้งแต่การกู้ร่วมซื้อบ้าน สิทธิลดหย่อนภาษีคู่สมรส ไปจนถึงการรับมรดกและการระบุชื่อคู่ชีวิตเป็นผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์ ซึ่งคู่รัก LGBTQ+ ในไทยไม่เคยเข้าถึงได้มาก่อน
ความน่าสนใจคือ กลุ่ม LGBTQ+ เป็นกลุ่มที่มีพลังทางเศรษฐกิจสูงมาก แต่กลับมีช่องโหว่ทางการเงินที่หลายคนคาดไม่ถึงซ่อนอยู่ ในบทความนี้ เราจะมาดูว่าคนกลุ่มนี้มีจุดแข็งและจุดเปราะบางทางการเงินอย่างไร ควรตั้งเป้าหมายและวางแผนการเงินแบบไหน และจะเตรียมเงินเกษียณให้เพียงพอได้ด้วยตัวเลขจริงอย่างไร
ในระดับโลก กลุ่ม LGBTQ+ มีอำนาจซื้อ (Purchasing Power) รวมกันราว 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และมีการประเมินความมั่งคั่งในครัวเรือนรวมกันในระดับราว 30 ล้านล้านดอลลาร์
แต่ภายใต้ตัวเลขที่ดูแข็งแกร่งนี้ กลับมีโจทย์ทางการเงินอีกด้านที่ซับซ้อน ผลสำรวจในสหรัฐฯ พบว่าผู้ใหญ่กลุ่ม LGBTQ+ ราว 48% รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในสถานะการเงินที่ดี ขณะที่ในกลุ่มประชากรทั่วไป มีเพียง 26.9% ที่รู้สึกแบบเดียวกัน ซึ่งต่างกันเกือบสองเท่า
แล้วทำไม "รายได้สูง" ถึงไม่ได้แปลว่า "มั่งคั่ง" และความรู้สึก “ไม่มั่นคง” นี้มาจากไหน?
ส่วนหนึ่งมาจากช่องว่างค่าจ้างที่ยังมีอยู่จริง โดยเฉลี่ยกลุ่ม LGBTQ+ มีรายได้ราว 90 สตางค์ ต่อทุก 1 บาทที่คนทั่วไปได้รับ และความเหลื่อมล้ำภายในกลุ่มเองก็สูง โดยกลุ่มข้ามเพศและกลุ่มผิวสีมักมีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก
ในไทยเอง รากของช่องว่างนี้เห็นได้ชัดจากตลาดแรงงาน งานวิจัยของ World Bank ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ปี 2018) พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่เชื่อว่าเคยถูกปฏิเสธใบสมัครงานเพราะเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศ มีสูงถึง 77% ในกลุ่มคนข้ามเพศ 62.5% ในกลุ่มเลสเบี้ยน และ 49.3% ในกลุ่มเกย์ชาย เมื่อการเข้าถึงงานและโอกาสเลื่อนตำแหน่งถูกจำกัดตั้งแต่ต้นทาง รายได้สะสมตลอดชีวิตจึงได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ทั้งหมดนี้บอกเราว่า "รายได้" กับ "ความมั่นคงทางการเงิน" เป็นคนละเรื่องกัน และคนกลุ่มนี้ต้องการการวางแผนที่ออกแบบมาเฉพาะ ไม่ใช่สูตรสำเร็จแบบครอบครัวทั่วไป
จุดแข็งทางการเงินที่ชัดที่สุดของคู่รัก LGBTQ+ จำนวนมาก มาจากการมีโครงสร้างครัวเรือนแบบ DINK (Dual Income, No Kids คือ มีรายได้สองทางและไม่มีบุตร)
เมื่อไม่มีภาระค่าเลี้ยงดูและค่าเล่าเรียนบุตรก้อนใหญ่ คนกลุ่มนี้จึงมัก มี "เงินเหลือใช้จ่ายจริง" (Disposable Income) และสภาพคล่องส่วนเกินสูงกว่าครอบครัวที่มีบุตร
ข้อมูลครัวเรือน DINK ในสหรัฐฯ จาก Pew Research Center (ปี 2023) สะท้อนภาพนี้ชัดเจน
ครัวเรือน DINK มีรายได้เฉลี่ยแฝงมัธยฐาน 193,900 ดอลลาร์ต่อปี — สูงกว่าครัวเรือนที่มีรายได้สองทางและมีบุตรซึ่งอยู่ที่ 151,900 ดอลลาร์
ความน่าสนใจคือ กระแสเงินสดส่วนเกินนี้เปิดทางให้คนกลุ่ม DINK เริ่มลงทุนได้เร็วและต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงวัยทำงานที่รายได้สูงสุด (Peak Earning Years) ซึ่งหมายความว่ากลไกดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ได้ทำงานเต็มที่ตั้งแต่ต้น และยังมีอิสระในการย้ายงานหรือเติบโตทางอาชีพได้คล่องตัวกว่าคนที่มีภาระดูแลบุตร
ปัญหาคือ รายได้ที่สูงไม่ได้แปลงเป็นความมั่งคั่งโดยอัตโนมัติ
เมื่อดูที่ "ความมั่งคั่งสุทธิ" (Net Wealth) ข้อมูลของ Pew กลับพบว่าครัวเรือน DINK มีความมั่งคั่งสุทธิเฉลี่ยเพียง 214,700 ดอลลาร์ ซึ่ง ต่ำกว่า ครัวเรือนที่มีบุตร (361,500 ดอลลาร์) อย่างเห็นได้ชัด
Pew ชี้สาเหตุหลักไว้ 2 ข้อ คือ (1) กลุ่ม DINK มักอายุน้อยกว่า (อายุมัธยฐานของคู่สมรสที่อาวุโสกว่าอยู่ที่ 36 ปี เทียบกับ 43 ปีในคู่ที่มีบุตร) จึงมีเวลาสะสมความมั่งคั่งสั้นกว่า และ (2) มีอัตราการเป็นเจ้าของบ้านต่ำกว่า (71% เทียบกับ 79%) ทำให้สะสมความมั่งคั่งผ่านอสังหาริมทรัพย์ได้น้อยกว่า
นอกจากปัจจัยเชิงโครงสร้างแล้ว ยังมีปัจจัยเชิงพฤติกรรมที่งานวิจัยเรียกว่า "การบริโภคเชิงชดเชย" (Compensatory Consumption) — แรงกดดันจากการไม่ได้รับการยอมรับในอดีต ทำให้บางคนมีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์ (พฤติกรรมแบบ Experience Explorers เช่น การท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์) หรือซื้อสินค้าหรูเพื่อสร้างภาพลักษณ์การยอมรับ (พฤติกรรมแบบ Urban Luxe) ซึ่งหากไม่รู้ตัว ก็อาจทำให้เหลือเงินไปลงทุนน้อยกว่าที่ควร การรู้เท่าทันรูปแบบนี้จึงเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนเงินที่ใช้จ่ายให้กลายเป็นความมั่งคั่งระยะยาว
และเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ ยังมีต้นทุนและความเสี่ยงเพิ่มเติมที่คนกลุ่มอื่นไม่ต้องเจอ ได้แก่ ภาษีสีชมพู (Pink Tax) ที่จะเจาะลึกในหัวข้อถัดไป การขาดตาข่ายรองรับจากครอบครัวเดิมในยามวิกฤต และความเปราะบางในวัยเกษียณเมื่อไม่มีบุตรหลานคอยดูแล ทำให้ความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาพยาบาลและการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) ตกอยู่กับพอร์ตการลงทุนของตัวเองเพียงอย่างเดียว
"ภาษีสีชมพู" (Pink Tax) เดิมทีคำนี้หมายถึงปรากฏการณ์ที่สินค้าซึ่งทำตลาดกับผู้หญิงมักตั้งราคาแพงกว่าสินค้าแบบเดียวกันของผู้ชาย ซึ่งไม่ใช่ภาษีที่รัฐเก็บจริง แต่เป็นคำเปรียบเปรยถึงต้นทุนส่วนเกินที่ต้องจ่ายเพียงเพราะอัตลักษณ์ ต่อมาแนวคิดนี้ถูกขยายมาใช้กับกลุ่ม LGBTQ+ เพื่ออธิบาย "ต้นทุนชีวิตส่วนเกิน" ที่คนกลุ่มนี้ต้องแบกมากกว่าคนทั่วไป
ในบริบทของคนไทย ต้นทุนเหล่านี้มักมาในรูปแบบ
ประเด็นสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คนกลุ่มอื่นแทบไม่ต้องคิดถึง แต่สำหรับคนกลุ่มนี้กลับเป็นต้นทุนที่ต้องวางแผนล่วงหน้า การรู้ตัวว่ามี "ภาษีสีชมพู" ตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นก้าวแรกของการวางแผนการเงินที่ดี
เมื่อเข้าใจทั้งจุดแข็งและช่องโหว่แล้ว ก้าวต่อไปคือการแปลงความเข้าใจนั้นเป็น "เป้าหมาย" ที่จับต้องได้ เพราะคนกลุ่มนี้มีโจทย์เฉพาะตัวที่ต่างจากครอบครัวทั่วไป การจัดลำดับเป้าหมายให้ถูกจึงสำคัญไม่แพ้การลงทุน ตัวอย่างเป้าหมายการเงินที่น่าสนใจของกลุ่ม LGBTQ+ ได้แก่
จะเห็นว่า "การเกษียณ" ขึ้นมาเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง ซึ่งต่างจากครอบครัวทั่วไปที่มักให้น้ำหนักกับการศึกษาบุตรหรือการส่งต่อมรดกข้ามรุ่นเป็นหลัก
เมื่อรู้เป้าหมายแล้ว หลักคิดในการวางแผนเพื่อให้มีสุขภาพการเงินที่ดีในระยะยาวมีไม่กี่ข้อ แต่สำคัญทุกข้อ
หัวใจของทั้งหมดคือการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก "ผู้ใช้จ่ายตามไลฟ์สไตล์" ให้เป็น "นักสะสมสินทรัพย์" ที่ให้เงินทำงานแทนตัวเอง และเสาหลักข้อแรกนี่เองที่นำเราไปสู่คำถามสำคัญ — ถ้าจะสร้างกองทุนเกษียณของตัวเอง ต้องเตรียมเงินเท่าไร และเริ่มลงทุนเดือนละกี่บาท?
หลังจากรู้เป้าหมายและหลักการวางแผนแล้ว เราลองมาดูกันด้วยตัวเลขจริงว่าจะวางแผนเก็บเงินลงทุนเพื่อเป้าหมายเกษียณได้อย่างไร
สมมติว่าคุณอายุ 30 ปีในวันนี้ ตั้งใจเกษียณตอนอายุ 60 และอยากมีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท (คิดด้วยมูลค่าเงินวันนี้)
ปัญหาคือ ของแพงขึ้นทุกปี ถ้าคิดเงินเฟ้อ (Inflation) ที่ 3% ต่อปี เงิน 20,000 บาทวันนี้ จะไม่พอใช้ในอีก 30 ปีข้างหน้า
แล้วต้องมีเงินก้อนเท่าไรถึงจะสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) ปีละ 582,000 บาทได้ โดยไม่ต้องแตะเงินต้น?
ตรงนี้เราใช้แนวคิดพอร์ตเน้นรายได้ (Income Portfolio) ของ InnovestX ที่มี กระแสเงินสดคาดหวังราว 5% ต่อปี และผลตอบแทนคาดหวังราว 7% ต่อปี (ตัวเลขนี้เป็นสมมติฐานเพื่อการคำนวณ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน)
พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามีเงินก้อนราว 11.7 ล้านบาทในพอร์ตที่ปันกระแสเงินสด 5% ต่อปี ก็จะมีเงินเข้าบัญชีปีละราว 582,000 บาท เปรียบเสมือนเงินเดือนก้อนที่สองที่ไหลเข้ามาแม้ไม่ได้ทำงานแล้ว ขณะที่ผลตอบแทนรวมที่คาดหวังราว 7% ช่วยให้เงินต้นยังเติบโตต่อไปได้
เมื่อรู้แล้วว่าปลายทางคือ 11.7 ล้านบาท คำถามต่อมาคือ เริ่มจากอายุ 30 ถึง 60 (เป็นเวลา 30 ปี หรือ 360 เดือน) ต้องลงทุนสม่ำเสมอเดือนละเท่าไร?
ช่วงสะสมเงินก้อนนี้ เราใช้พอร์ตหลัก (Core Portfolio) ความเสี่ยงระดับ 5 ของ InnovestX ที่มี ผลตอบแทนคาดหวังราว 8% ต่อปี (เป็นสมมติฐานเพื่อการคำนวณเช่นกัน) ซึ่งทำได้ใน 2 รูปแบบ
แบบที่ 1 — ลงทุนคงที่เท่ากันทุกเดือน
เงินลงทุนรวมตลอด 30 ปีอยู่ที่ราว 2.8 ล้านบาท แต่เติบโตเป็นเป้าหมาย 11.7 ล้านบาทได้ — ส่วนต่างเกือบ 9 ล้านบาทมาจากผลตอบแทนทบต้นที่สะสมมานานนั่นเอง
แบบที่ 2 — ลงทุนแบบเติบโตตามรายได้
สำหรับคนวัยเริ่มต้นทำงานที่รายได้ยังไม่สูง การลงทุนเดือนละ 7,800 บาทตั้งแต่ต้นอาจหนักเกินไป ทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่าคือเริ่มด้วยจำนวนน้อยก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่โตขึ้น
ด้วยวิธีนี้ เงินลงทุนต่อเดือนจะค่อย ๆ ขยับขึ้น เช่น ปีที่ 11 ราว 7,600 บาท และปีสุดท้ายราว 19,000 บาท ซึ่งก็ไปถึงเป้าหมาย 11.7 ล้านบาทเท่ากัน เหมาะกับคนที่อยากเริ่มต้นด้วยภาระที่เบากว่าในวันที่รายได้ยังไม่สูง ข้อแลกเปลี่ยนคือเงินลงทุนรวมตลอดเส้นทางจะมากกว่าแบบคงที่เล็กน้อย (ราว 3.7 ล้านบาท) แต่สอดคล้องกับชีวิตจริงที่รายได้มักเพิ่มขึ้นตามวัย
สำหรับโครงสร้างพอร์ตและกองทุนที่ InnovestX แนะนำ พอร์ต Core ความเสี่ยงระดับ 5 จัดสัดส่วนเป็นกองทุนหุ้นโลก/หุ้นสหรัฐฯ ราว 75%, ตราสารหนี้ราว 17% และทองคำราว 8% โดยมีกองทุนให้เลือกผสม เช่น ES-GCORE (หุ้นโลกบริหารเชิงระบบด้วย AI), K-US500X-A(A) (อิงดัชนี S&P 500), SCBNDQ(A) (อิงดัชนี Nasdaq-100), KKP PGE-H (หุ้นโลก MSCI ACWI) ฝั่งตราสารหนี้ใช้ K-GDBOND-A(A) และ KFAFIX-A ส่วนทองคำใช้ UOBSG-H
ศึกษาข้อมูลพอร์ต Core Portfolio และกองทุนแนะนำเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่
ส่วนพอร์ต Income ที่ใช้สร้างกระแสเงินสดหลังเกษียณ ประกอบด้วยกองทุน 3 กองที่ทำหน้าที่ต่างกัน ได้แก่ KKP WIN-UH-R (50%) เป็นแกนหลักหุ้นโลกสาย Income, ES-NDQPIN-UH-R (20%) เป็นตัวเร่งกระแสเงินสดจากหุ้นกลุ่ม Nasdaq-100 ผ่านกลยุทธ์ Covered Call และ PRINCIPAL iFIXED-R (30%) ตราสารหนี้คุณภาพดีที่ทำหน้าที่เป็นเกราะกันตลาดขาลง
ศึกษาข้อมูลพอร์ต Income Portfolio เพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่ https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/investsnack/product-basic-knowledge/mutual-fund/income-portfolio-20260529
ความน่าสนใจคือ พอร์ตทั้งสองชุดนี้กระจายการลงทุนข้ามตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งช่วยแก้จุดเปราะบางเรื่องการกระจุกตัวในตลาดเดียว ที่เป็นปัญหาคลาสสิกของนักลงทุนไทยจำนวนมาก
สรุปคือ กลุ่ม LGBTQ+ มีพลังทางการเงินที่เหนือกว่าในหลายมิติ แต่ก็มีช่องโหว่เฉพาะตัวที่ต้องวางแผนล่วงหน้า
ทั้งหมดนี้บอกเราว่า สำหรับคนที่ไม่มีบุตรหลานเป็นหลักประกันในวัยชรา พอร์ตการลงทุนที่วางแผนดีตั้งแต่วันนี้ คือสิ่งที่จะดูแลคุณไปจนถึงวันสุดท้ายได้อย่างยั่งยืน — และยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร เป้าหมายก็ยิ่งเบาแรงลงเท่านั้น
อนาคตที่ออกแบบเองได้ เริ่มจากก้าวแรกในวันนี้
เปิดประตูสู่โอกาสลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และทั่วโลก ผ่าน InnovestX แพลตฟอร์มลงทุนของกลุ่ม SCBX ที่ได้รับการยอมรับและรางวัลระดับสากล พร้อมบทวิเคราะห์และงานวิจัยการลงทุนที่ทีมผู้เชี่ยวชาญจัดทำให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
ดาวน์โหลดแอปและเปิดบัญชีกับ InnovestX https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนเพิ่มเติมที่ CafeInvest https://www.innovestx.co.th/cafeinvest
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์