Offshore Stock Update

Stress Test ชี้ธนาคารใหญ่สหรัฐฯ แข็งแกร่ง หนุนการจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืน

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|25 Jun 26 10:29 AM
wallstreet
สรุปสาระสำคัญ

ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง 32 แห่งผ่านเกณฑ์ Stress Test ปี 2026 โดยรักษาเงินกองทุน CET1 เฉลี่ยได้สูงถึง 11.2% สะท้อนถึงสามารถที่แข็งแกร่งในการประกาศเพิ่มเงินปันผลและซื้อหุ้นคืนเพื่อคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้ทันที โดยเรามองบวก JPM, GS, MS มากที่สุดในกลุ่มธนาคารใหญ่สหรัฐฯ 

ภาพรวมผลการทดสอบ Stress Test ปี 2026

 

ผลการทดสอบ Stress Test ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จำนวน 32 ประสบความสำเร็จในการผ่านเกณฑ์ประเมินความพร้อมรองรับภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง ซึ่งผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำทั้งหมด โดยสามารถรักษาเกณฑ์เงินกองทุนขั้นต่ำ (CET1) เฉลี่ยที่จุดต่ำสุดไว้ได้สูงถึง 11.2% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แม้จะต้องเผชิญสถานการณ์จำลองความเสียหายรวมสูงเกือบ 7.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม

 

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อฐานทุนสถาบันการเงิน

 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่ามี 3 ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนผลลัพธ์ในการทดสอบครั้งนี้:

 

  1. ปริมาณสินเชื่อและสินเชื่อบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้น: ยอดคงค้างสินเชื่อที่เติบโตประมาณ 10% ในช่วงปี 2025 ทำให้ตัวเลขคาดการณ์ผลขาดทุนจากสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยมีผลขาดทุนจากบัตรเครดิตสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สินเชื่อเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม 1.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  2. กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากตราสารหนี้ลดลง: เนื่องจากดอกเบี้ยในสถานการณ์จำลองปรับตัวลงน้อยกว่าปีก่อนหน้า ส่งผลให้มูลค่าของพอร์ตหลักทรัพย์เผื่อขายมีกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงลดลงเมื่อสะท้อนผ่านงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น
  3. รายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่แข็งแกร่งช่วยอุ้มระบบ: ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารในปีที่ผ่านมา ช่วยให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่คาดการณ์ภายใต้ภาวะวิกฤตปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนสามารถชดเชยผลขาดทุนข้างต้นได้เกือบทั้งหมด

 

มติคงข้อกำหนดเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับภาวะวิกฤต 

 

ความพิเศษของการทดสอบรอบปี 2026 คือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้มีมติไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่จะคงข้อกำหนดเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับภาวะวิกฤต (Stress Capital Buffer หรือ SCB) ของแต่ละธนาคารไว้เท่ากับระดับของปี 2025 ไปจนถึงปี 2027 เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะในการปรับปรุงโมเดลทดสอบให้มีความโปร่งใสมากขึ้น

 

การคงข้อกำหนดเงินกองทุนส่วนเพิ่มในครั้งนี้ ส่งผลให้ธนาคารต่างๆ ทราบข้อกำหนดล่วงหน้าและไม่มีความจำเป็นต้องชะลอการเปิดเผยแผนการจัดสรรเงินทุน ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจึงสามารถประกาศแผนการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนต่อสาธารณะได้ทันทีโดยไม่ต้องรอระยะเวลาผ่อนผันเหมือนปีก่อนๆ


สรุปมาตรการจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืนของธนาคารใหญ่

 

ทันทีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศผลการทดสอบอย่างเป็นทางการ ธนาคารชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ประกาศปรับขึ้นเงินปันผลและวงเงินซื้อหุ้นคืนอย่างพร้อมเพรียงกัน:

 

  • JPMorgan Chase  (JPM): ปรับเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสขึ้นเป็น 1.65 ดอลลาร์ต่อหุ้น (จากเดิม 1.50 ดอลลาร์) พร้อมอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผลวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
  • Goldman Sachs (GS): ปรับเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสขึ้นเป็น 5.00 ดอลลาร์ต่อหุ้น (จากเดิม 4.50 ดอลลาร์)
  • Morgan Stanley (MS): ปรับเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสขึ้นเป็น 1.15 ดอลลาร์ต่อหุ้น (จากเดิม 1.00 ดอลลาร์) ร่วมกับการอนุมัติวงเงินซื้อหุ้นคืนอีก 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะยาว
  • Wells Fargo & Company (WFC): ปรับเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสขึ้นเป็น 0.50 ดอลลาร์ต่อหุ้น (จากเดิม 0.45 ดอลลาร์)
  • ขณะที่ Bank of America Corporation (BAC) จะประกาศปันผลช่วง ก.ค. ด้าน Citi (C) ยังไม่มีการระบุในส่วนนี้

 

ตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดทุน และแผนการจ่ายปันผลใหม่หลังผ่าน Stress Test 2026

 

ชื่อสถาบันการเงิน

เงินกันชนวิกฤต(SCB)

เกณฑ์ทุนรวมขั้นต่ำ(CET1)

เงินปันผลไตรมาสใหม่

(ต่อหุ้น)

เงินปันผลไตรมาสเดิม

(ต่อหุ้น)

โครงการซื้อหุ้นคืน / ข้อมูลเพิ่มเติม

JPMorgan Chase (JPM)

2.5%

11.5%

$1.65

$1.50

อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์ เริ่ม 1 ก.ค. 2569

Morgan Stanley (MS)

4.3%

11.8%

$1.15

$1.00

อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 20,000 ล้านดอลลาร์ ในระยะยาว

Goldman Sachs (GS)

3.4%

11.4%

$5.00

$4.50

ประกาศปรับเพิ่มเงินปันผล (ยังไม่มีการประกาศวงเงินซื้อหุ้นคืนใหม่ทันที)

Wells Fargo  (WFC)

2.5%

8.5%

$0.50

$0.45

ประกาศปรับเพิ่มเงินปันผล และระบุว่ามีศักยภาพในการซื้อหุ้นคืนได้

Bank of America  (BAC)

2.5%

10.0%

รอประกาศช่วง ก.ค.

ไม่ระบุ

มีวงเงินซื้อหุ้นคืนเหลืออยู่เกือบ 23,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน มี.ค.

Citigroup (C)

3.6%

11.6%

ไม่ระบุ

ไม่ระบุ

-


มุมมองของ INVX

 

ผลลัพธ์ครั้งนี้เน้นย้ำว่าโครงสร้างระบบธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐฯ มีเสถียรภาพสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 นโยบายการผ่อนปรนกฎระเบียบและคงข้อกำหนดเงินกองทุนส่วนเพิ่มจนถึงปี 2027 ช่วยปลดล็อกขีดจำกัดด้านงบดุล ทำให้ธนาคารมีอิสระในการนำทุนส่วนเกินไปสร้างประโยชน์ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ เรายังมองบวกต่อธนาคารใหญ่สหรัฐฯ มากกว่าธนาคารเล็ก ซึ่งมีโอกาสจ่ายปันผล และซื้อหุ้นคืนที่มีเสถียรภาพมากกว่า โดยเรามองบวกต่อ JPM, MS, GS ที่สุด

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน 

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5