
วิกฤตพลังงานจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้เงินเฟ้อผู้ผลิต (PPI) เร่งตัวขึ้นสูงถึง 6.5% YoY และเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ขยับขึ้นสู่ 4.2% YoY ส่งผลให้อัตราค่าจ้างแท้จริงของผู้บริโภคสหรัฐฯ หดตัวในรอบกว่า 3 ปีจนต้องลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย โดย INVX มองบวกต่อหุ้นกลุ่มที่มีความผันผวนของอัตรากำไรต่ำและมีอำนาจต่อรองราคาได้ดี เช่น กลุ่ม IT และ Health Care ในสหรัฐฯ, กลุ่มสินค้าจำเป็น ในสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงกลุ่มพลังงานและสื่อสารในฝั่งเอเชียที่มีกระแสเงินสดมั่นคง
รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม 2026 สะท้อนภาพสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น อันเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามอิหร่านและการชะงักงันของเส้นทางขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีรายละเอียดดังนี้
สถานการณ์เงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค (CPI)
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเร่งตัวขึ้นเร็วที่สุดในรอบกว่า 3 ปี โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
แนวโน้มดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและพื้นฐานของสหรัฐฯ

อัตราค่าจ้างแท้จริงปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง

ผู้บริโภคเริ่มลดใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยบางอย่าง (ช่วงเวลาการเปรียบเทียบ = ก่อนเกิดสงครามในอิหร่าน 3 เดือน และหลังเกิดสงครามในอิหร่าน 3 เดือน)

สถานการณ์เงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI)
ดัชนีราคาผู้ผลิตส่งสัญญาณเตือนเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยภาคธุรกิจเริ่มส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ
ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022

มุมมองของ INVX
ในภาพรวมเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงาน จะเป็นแรงกดดันสำคัญต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ที่เริ่มแสดงเห็นให้ผ่านอัตราค่าจ้างที่แท้จริงปรับตัวลดลง รวมไปถึงการใช้จ่ายในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือยที่ลดลง ขณะเดียวกัน ภาษีเงินคืนที่เป็นแรงหนุนสำคัญในการใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 กำลังหายไป
ดังนั้น ภาพการลงทุนในระยะข้างหน้า จึงควรเป็นการลงทุนที่มี Risk-Reward ดี ในแง่ของอัตรากำไรที่ผันผวนต่ำ และรายได้เติบโตได้ดี ซึ่งจากการวิเคราะห์ย้อนหลัง 10 ปี ใน 3 ตลาดหลักได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป และจีน เราพบว่า
การเปรียบเทียบการเติบโตรายได้ของรายกลุ่มอุตสาหกรรมและความผันผวนของอัตรากำไรระหว่างภูมิภาค



หุ้นรายตัวที่เรามองบวก
| ประเทศ | รายชื่อหุ้น | Sector | เหตุผลเชิงกลยุทธ์ |
| US | Microsoft (MSFT) | IT |
รายได้จาก Cloud/SaaS มีต้นทุนผันแปรต่ำมาก คุม Margin ได้นิ่งที่สุดในกลุ่มเทคโนโลยี |
| UnitedHealth (UNH) | Health Care |
อัตรากำไรนิ่งสม่ำเสมอ รายได้ไม่ผันผวนตามราคาน้ำมัน มีอำนาจต่อรองในตลาดสูง |
|
| Coca-Cola (KO) | Staples |
กำไรผันผวนต่ำ มี Pricing Power ในการผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบได้ดีเยี่ยม |
|
| PepsiCo (PEP) | Staples |
พอร์ตโฟลิโอหลากหลายทั้งเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว มี Brand Loyalty สูงและสามารถปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อสู้กับเงินเฟ้อได้ดี |
|
| Walmart (WMT) | Staples |
ได้อานิสงส์จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าในภาวะเงินเฟ้อสูง และมีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตสูง |
|
| Costco (COST) | Staples |
โมเดลสมาชิกทำให้ผลประกอบการนิ่งกว่าค้าปลีกทั่วไปแม้ต้นทุนขนส่งพุ่ง |
|
| EU | Nestle (NESN SW) | Staples |
การกระจายตัวของสินค้าจำเป็นทั่วโลกช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานในยุโรป |
| Asia | CNOOC (883 HK) | Energy |
ในบริบทของจีน กลุ่มนี้มีกำไรนิ่งกว่ากลุ่มอื่น และได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ค้างสูง |
| China Mobile (941 HK) | Comm |
รายได้จากการสื่อสารมีความแน่นอนสูง ทำหน้าที่เป็น Proxy ของกลุ่ม Utility ที่ความเสี่ยงต่ำ |
|
| CATL (300750 CH) | IT |
แม้ IT ในจีนจะมีความมผันผวน แต่ CATL เป็นผู้นำแบตเตอรี่โลกที่ ช่วยรักษา Margin ได้ดีกว่าคู่แข่ง |
|
| TSMC (2330 TT) | IT |
แม้ SD อัตรากำไรสูงกว่าฝั่ง US เล็กน้อย แต่มีอำนาจต่อรองราคาเหนือคู่แข่งสูง |