Offshore Stock Update

เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นในรอบ 3 ปี ต้องลงทุนยังไง?

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|12 Jun 26 11:42 AM
Screenshot 2026-06-12 111633
สรุปสาระสำคัญ

วิกฤตพลังงานจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้เงินเฟ้อผู้ผลิต (PPI) เร่งตัวขึ้นสูงถึง 6.5% YoY และเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ขยับขึ้นสู่ 4.2% YoY ส่งผลให้อัตราค่าจ้างแท้จริงของผู้บริโภคสหรัฐฯ หดตัวในรอบกว่า 3 ปีจนต้องลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย โดย INVX มองบวกต่อหุ้นกลุ่มที่มีความผันผวนของอัตรากำไรต่ำและมีอำนาจต่อรองราคาได้ดี เช่น กลุ่ม IT และ Health Care ในสหรัฐฯ, กลุ่มสินค้าจำเป็น ในสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงกลุ่มพลังงานและสื่อสารในฝั่งเอเชียที่มีกระแสเงินสดมั่นคง

รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม 2026 สะท้อนภาพสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น อันเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามอิหร่านและการชะงักงันของเส้นทางขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

 

สถานการณ์เงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค (CPI)

 

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเร่งตัวขึ้นเร็วที่สุดในรอบกว่า 3 ปี โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น 

 

  • เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI): ขยายตัว 0.5% MoMและเพิ่มขึ้น 4.2% YoY
  • เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI): ขยายตัว 0.2% MoM ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.3% และเติบโตอยู่ที่ 2.9% YoY
  • กำลังซื้อที่หดตัว: อัตราค่าแรงเฉลี่ยต่อชั่วโมงที่แท้จริงในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 0.7% YoY ซึ่งเป็นการลดลงรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มเผชิญภาวะตึงตัวและลดการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย
  • พฤติกรรมผู้บริโภคระมัดระวังมากขึ้น: ข้อมูลชี้ว่าสัดส่วนของสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐานกว่า 60% มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ระดับ 2% แสดงว่าผู้บริโภคเริ่มปฏิเสธการขึ้นราคาสินค้าฟุ่มเฟือยของภาคธุรกิจ 

 

แนวโน้มดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและพื้นฐานของสหรัฐฯ

 

i1.png

 
อัตราค่าจ้างแท้จริงปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง

 

i2.png

 

ผู้บริโภคเริ่มลดใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยบางอย่าง (ช่วงเวลาการเปรียบเทียบ = ก่อนเกิดสงครามในอิหร่าน 3 เดือน และหลังเกิดสงครามในอิหร่าน 3 เดือน)

 

i3.png

 

สถานการณ์เงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI)

 

ดัชนีราคาผู้ผลิตส่งสัญญาณเตือนเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยภาคธุรกิจเริ่มส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ 

 

  • เงินเฟ้อผู้ผลิตทั่วไป (Headline PPI): เพิ่มขึ้น 1.1% MoM สูงกว่าคาดการณ์ที่ 0.7% และเพิ่มขึ้น 6.5% YoY ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022
  • เงินเฟ้อผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI): เพิ่มขึ้น 0.4% MoM และทรงตัวอยู่ที่ 4.9% YoY
  • ต้นทุนอื่น ๆ ที่น่าสนใจ: ต้นทุนค่าขนส่งและคลังสินค้าเพิ่มขึ้น 2.6% MoM จากค่าขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกเพิ่มขึ้น 17% YoY จากค่าเซอร์ชาร์จน้ำมันรวมไปถึงปัญหาขาดแคลนคนขับ และราคาปุ๋ยพุ่งขึ้น 28% YoY ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาอาหารในอนาคต

 

ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022

 

i4.png


มุมมองของ INVX

 

ในภาพรวมเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงาน จะเป็นแรงกดดันสำคัญต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ที่เริ่มแสดงเห็นให้ผ่านอัตราค่าจ้างที่แท้จริงปรับตัวลดลง รวมไปถึงการใช้จ่ายในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือยที่ลดลง ขณะเดียวกัน ภาษีเงินคืนที่เป็นแรงหนุนสำคัญในการใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 กำลังหายไป 

 

ดังนั้น ภาพการลงทุนในระยะข้างหน้า จึงควรเป็นการลงทุนที่มี Risk-Reward ดี ในแง่ของอัตรากำไรที่ผันผวนต่ำ และรายได้เติบโตได้ดี ซึ่งจากการวิเคราะห์ย้อนหลัง 10 ปี ใน 3 ตลาดหลักได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป และจีน เราพบว่า

 

  1. สหรัฐฯ - กลุ่ม IT และ Health Care เป็นกลุ่มที่ให้ Risk-Reward (รายได้เติบโตดี และความผันผวนของอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ) ดีที่สุด สะท้อนถึง Pricing Power ที่ดี ขณะที่ Consumer Staples แม้รายได้เติบโตได้ช้ากว่า แต่มีความผันผวนในอัตรากำไรขั้นต้นต่ำมาก เหมาะเป็นหลุมหลบภัยในช่วงกําลังซื้อถดถอย
  2. ยุโรป – Consumer Staples เป็นกลุ่มที่มีเสถียรภาพที่สุด โดยมีความผันผวนของอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่า 2% ขณะที่กลุ่ม Energy ในยุโรปมีการเติบโตของรายได้ที่สูง แต่ตามมาด้วยความผันผวนของอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงมากเช่นกัน
  3. จีน – ในบริบทของจีน กลุ่ม Energy กลับมี Risk-Reward ที่น่าสนใจ โดยมีความผันผวนของอัตรากำไรขั้นต้นต่ำที่ 2.6% แต่ให้การเติบโตของรายได้สูงกว่า 7% ถือเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงของกำไรดีกว่ากลุ่มอื่นในประเทศ

 

การเปรียบเทียบการเติบโตรายได้ของรายกลุ่มอุตสาหกรรมและความผันผวนของอัตรากำไรระหว่างภูมิภาค
 
i5.png

i6.png

i7.png

 

หุ้นรายตัวที่เรามองบวก

 

ประเทศ รายชื่อหุ้น Sector เหตุผลเชิงกลยุทธ์
US Microsoft (MSFT) IT

รายได้จาก Cloud/SaaS มีต้นทุนผันแปรต่ำมาก คุม Margin ได้นิ่งที่สุดในกลุ่มเทคโนโลยี

UnitedHealth (UNH) Health Care

อัตรากำไรนิ่งสม่ำเสมอ รายได้ไม่ผันผวนตามราคาน้ำมัน มีอำนาจต่อรองในตลาดสูง

Coca-Cola (KO) Staples

กำไรผันผวนต่ำ มี Pricing Power ในการผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบได้ดีเยี่ยม

PepsiCo (PEP)  Staples

พอร์ตโฟลิโอหลากหลายทั้งเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว มี Brand Loyalty สูงและสามารถปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อสู้กับเงินเฟ้อได้ดี

Walmart (WMT)  Staples

ได้อานิสงส์จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าในภาวะเงินเฟ้อสูง และมีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตสูง

Costco (COST) Staples

โมเดลสมาชิกทำให้ผลประกอบการนิ่งกว่าค้าปลีกทั่วไปแม้ต้นทุนขนส่งพุ่ง

EU Nestle (NESN SW) Staples

การกระจายตัวของสินค้าจำเป็นทั่วโลกช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานในยุโรป

Asia CNOOC (883 HK) Energy

ในบริบทของจีน กลุ่มนี้มีกำไรนิ่งกว่ากลุ่มอื่น และได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ค้างสูง

China Mobile (941 HK) Comm

รายได้จากการสื่อสารมีความแน่นอนสูง ทำหน้าที่เป็น Proxy ของกลุ่ม Utility ที่ความเสี่ยงต่ำ

CATL (300750 CH) IT

แม้ IT ในจีนจะมีความมผันผวน แต่ CATL เป็นผู้นำแบตเตอรี่โลกที่ ช่วยรักษา Margin ได้ดีกว่าคู่แข่ง

TSMC (2330 TT) IT

แม้ SD อัตรากำไรสูงกว่าฝั่ง US เล็กน้อย แต่มีอำนาจต่อรองราคาเหนือคู่แข่งสูง

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5