
ผลประกอบการ 2Q26 ของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มชี้ว่า กลุ่มร้านอาหารเริ่มฟื้นตัว นำโดย Yum China และ Chipotle จากการขยายสาขา การออกสินค้าใหม่ และโปรโมชั่นที่เน้นความคุ้มค่าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคา แต่การขยายอัตรากำไรยังถูกจำกัดด้วยต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรง ขณะที่ ผู้ผลิตเบียร์ยังเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะ Budweiser APAC ที่ถูกถ่วงจากปริมาณการบริโภคในจีนที่ชะลอตัว ต่างจาก AB InBev ที่ยังเติบโตได้ดีกว่าด้วยการกระจายความเสี่ยงในหลายภูมิภาค การปรับขึ้นราคา และการรุกตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอล์กับสินค้าพรีเมียม
1. ภาพรวมอุตสาหกรรม
ผลประกอบการ 2Q26 ของกลุ่มร้านอาหารสะท้อนว่าผู้บริโภคยังพร้อมใช้จ่ายกับแบรนด์ที่นำเสนอสินค้าใหม่ ความคุ้มค่า และความสะดวก แต่มีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น บริษัทจึงต้องพึ่งพาโปรแกรมสมาชิก ช่องทางจัดส่ง โปรโมชั่น และการขยายสาขาเพื่อรักษาจำนวนลูกค้า ส่งผลให้ยอดขายเริ่มฟื้น แต่การขยายอัตรากำไรยังถูกจำกัดจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายด้านการตลาด
ในกลุ่มร้านอาหาร Yum China และ Chipotle รายงานผลประกอบการโดยรวมดีกว่าคาด ขณะที่ Yum! Brands ออกมาแบบผสม เนื่องจาก Taco Bell และกำไรต่อหุ้นแข็งแกร่ง แต่กำไรจากการดำเนินงานรวมต่ำกว่าคาด สำหรับกลุ่มเบียร์ AB InBev ทำได้ดีกว่าคาด จากการบริหารราคาและการกระจายรายได้หลายภูมิภาค ส่วน Budweiser APAC มีกำไรสูงกว่าคาด แต่ธุรกิจหลักยังอ่อนแอจากปริมาณขายในจีนที่ลดลง
2. กลุ่มร้านอาหาร: ผู้บริโภคยังใช้จ่าย แต่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น
2.1 Yum China: ดีกว่าคาด พร้อมเร่งขยายสาขาและยกระดับ Pizza Hut
Yum China รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดทั้งรายได้ กำไรจากการดำเนินงาน และกำไรต่อหุ้น แม้ยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้นเพียง 1% โดยการเติบโตหลักมาจากการเปิดร้านใหม่ ช่องทางจัดส่ง และการควบคุมต้นทุน
|
รายการ |
2Q26 |
YoY |
ตลาดคาด |
เทียบคาด |
|
รายได้ |
3.14 พันล้านดอลลาร์ |
+13.0% |
3.07 พันล้านดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
|
รายได้ KFC |
2.34 พันล้านดอลลาร์ |
+12.0% |
2.28 พันล้านดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
|
รายได้ Pizza Hut |
613 ล้านดอลลาร์ |
+11.0% |
609 ล้านดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
|
ยอดขายสาขาเดิม KFC |
+1.0% |
— |
+1.25% |
ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย |
|
ยอดขายสาขาเดิม Pizza Hut |
+1.0% |
— |
+1.0% |
ตามคาด |
|
กำไรจากการดำเนินงานแบบปรับปรุงแล้ว |
348 ล้านดอลลาร์ |
+14.0% |
339.1 ล้านดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
|
อัตรากำไรร้านอาหารรวม |
16.1% |
ทรงตัว |
16.1% |
ตามคาด |
|
อัตรากำไรร้าน KFC |
17.1% |
เพิ่มขึ้น 0.2 จุด |
16.9% |
ดีกว่าคาด |
|
อัตรากำไรร้าน Pizza Hut |
12.9% |
ลดลง 0.4 จุด |
13.7% |
ต่ำกว่าคาด |
|
กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้ว |
0.70 ดอลลาร์ |
+20.7% |
0.68 ดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
|
จำนวนร้านรวม |
19,297 แห่ง |
+14.0% |
19,142 แห่ง |
สูงกว่าคาด |
รายได้เพิ่มขึ้น 13% YoY และกำไรจากการดำเนินงานแบบปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้น 14% ขณะที่จำนวนร้านรวมเพิ่มขึ้น 14% สะท้อนว่าการขยายเครือข่ายยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้ยอดขายของร้านเดิมเติบโตในระดับต่ำ
มุมมองของผู้บริหารต่อผู้บริโภค
ฝ่ายบริหารมองว่าสภาพแวดล้อมการบริโภคในจีนยังเปลี่ยนแปลงเร็วและการแข่งขันด้านความคุ้มค่ายังสูง แต่จำนวนธุรกรรมของร้านเดิมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 14 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังตอบรับสินค้าที่มีราคาจับต้องได้ ความสะดวก และข้อเสนอที่เหมาะกับแต่ละกลุ่มลูกค้า
ยอดขายผ่านช่องทางจัดส่งเพิ่มขึ้น 26% และคิดเป็น 54% ของยอดขายรวม จาก 45% ในปีก่อน แม้สัดส่วนการจัดส่งที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนผู้จัดส่ง แต่บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรร้านอาหารไว้ที่ 16.1% ผ่านประสิทธิภาพการดำเนินงานและการควบคุมต้นทุน
กลยุทธ์ระยะข้างหน้า
บริษัทจะเร่งเปิดร้าน KFC และ Pizza Hut พร้อมขยายรูปแบบธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนต่ำ เช่น KCOFFEE และ KPRO เพื่อเพิ่มยอดขายจากร้านเดิมและเข้าถึงโอกาสการบริโภคใหม่ โดยคาดว่ายอดขาย KCOFFEE จะเกือบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสู่ประมาณ 2 พันล้านหยวนในปี 2026 ขณะที่เงินลงทุนต่อรูปแบบร้านลดลงประมาณครึ่งหนึ่งจากการออกแบบเดิม
ปัจจัยสำคัญระยะกลางคือการซื้อสิทธิ์ Pizza Hut ในจีน ซึ่งจะช่วยลดค่าธรรมเนียมแบรนด์ 3% และเพิ่มความยืดหยุ่นในการพัฒนาเมนู รูปแบบร้าน และช่องทางขาย ฝ่ายบริหารคาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะเพิ่มอัตรากำไรร้าน Pizza Hut ประมาณ 2.8 จุดหลังภาษี และเพิ่มอัตรากำไรรวมของ Yum China ราว 0.6 จุด พร้อมเพิ่มเป้าหมายเปิด Pizza Hut สุทธิมากกว่า 800 แห่งต่อปีในปี 2027–2028
แนวโน้ม
บริษัทคาดยอดขายสาขาเดิมทั้งปีทรงตัวถึงเพิ่มขึ้น 2% พร้อมตั้งเป้าจำนวนร้านมากกว่า 20,000 แห่งภายในสิ้นปี คงงบลงทุน 600–700 ล้านดอลลาร์ และวางแผนคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ โดยการเติบโตระยะข้างหน้าจะมาจากการขยายร้าน ช่องทางดิจิทัล รูปแบบร้านใหม่ และการเพิ่มอัตรากำไรของ Pizza Hut หลังเข้าถือสิทธิ์แบรนด์ในจีน
2.2 Chipotle: ยอดขายฟื้น แต่เลือกดูแลผู้บริโภคมากกว่าปกป้องมาร์จิ้น
Chipotle รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดด้านรายได้ กำไรต่อหุ้น ยอดขายสาขาเดิม และจำนวนร้านเปิดใหม่ จากความสำเร็จของเมนู Honey Chicken โปรแกรมสมาชิก และการปรับปรุงบริการ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนเนื้อวัว ค่าแรง และค่าขนส่งยังกดดันอัตรากำไร
|
รายการ |
2Q26 |
YoY |
ตลาดคาด |
เทียบคาด |
|
รายได้ |
3.35 พันล้านดอลลาร์ |
+9.3% |
3.33 พันล้านดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
|
ยอดขายสาขาเดิม |
+2.2% |
— |
+1.33% |
ดีกว่าคาด |
|
จำนวนธุรกรรม |
+1.0% |
— |
— |
— |
|
ยอดใช้จ่ายเฉลี่ย |
+1.2% |
— |
— |
— |
|
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน |
15.7% |
ลดลง 2.5 จุด |
16.1% |
ต่ำกว่าคาด |
|
อัตรากำไรร้านอาหาร |
25.2% |
ลดลง 2.2 จุด |
25.0% |
ดีกว่าคาด |
|
กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้ว |
0.33 ดอลลาร์ |
ทรงตัว |
0.32 ดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
|
จำนวนร้านเปิดใหม่ |
100 แห่ง |
เพิ่มจาก 61 แห่ง |
73 แห่ง |
สูงกว่าคาด |
ยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 2.2% จากจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้น 1% และยอดใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.2% แสดงว่าการฟื้นตัวไม่ได้พึ่งการขึ้นราคาเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงเหลือ 15.7% จาก 18.2% และต่ำกว่าคาด
มุมมองของผู้บริหารต่อผู้บริโภค
ฝ่ายบริหารระบุว่าการฟื้นตัวเกิดขึ้นในหลายกลุ่มอายุและรายได้ โดยสินค้าใหม่และโปรแกรมสมาชิกได้รับการตอบรับดีเป็นพิเศษจากกลุ่ม Gen Z อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น
บริษัทจึงเลือกขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยอมรับต้นทุนบางส่วนไว้เอง แทนการส่งผ่านเงินเฟ้อทั้งหมดไปยังลูกค้า กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยรักษาจำนวนธุรกรรม แต่ทำให้อัตรากำไรฟื้นช้ากว่ายอดขาย โดยต้นทุนเนื้อวัว ค่าแรง และค่าขนส่งยังเป็นแรงกดดันสำคัญ
กลยุทธ์ระยะข้างหน้า
Chipotle จะเดินหน้ากลยุทธ์ Recipe for Growth ผ่านการออกสินค้าโปรตีนใหม่ประมาณ 4 รายการต่อปี การปรับ Chipotle Rewards ให้มีข้อเสนอเฉพาะบุคคล และการเพิ่มโอกาสการบริโภคระหว่างวันและแบบกลุ่ม
ด้านการดำเนินงาน บริษัทจะติดตั้งอุปกรณ์ครัวใหม่เพื่อเพิ่มความเร็วและความสม่ำเสมอของอาหาร พร้อมขยายร้านที่มีช่องรับอาหาร Chipotlane เพื่อรองรับช่องทางดิจิทัล นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างทดสอบบริการจัดเลี้ยงสำหรับครอบครัวและกลุ่มขนาดเล็ก ก่อนพิจารณาขยายเต็มรูปแบบในปี 2027
แนวโน้ม
บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายสาขาเดิมทั้งปีจากเดิมทรงตัวเป็นเติบโตระดับต่ำหลักเดียว และยังคงเป้าหมายเปิดร้านใหม่ 350–370 แห่ง แต่คาดยอดขายสาขาเดิม 3Q26 เติบโตประมาณ 1% เนื่องจากผลกระทบทางอ้อมของความกังวลเรื่องไซโคลสปอรา ขณะที่อัตรากำไรยังมีแนวโน้มถูกกดดันจากเงินเฟ้อวัตถุดิบ ค่าแรง และการลงทุนเพื่อเพิ่มคุณภาพบริการ
2.3 Yum! Brands: ปรับพอร์ตพึ่งพา Taco Bell มากขึ้น พร้อมเร่งฟื้นความเชื่อมั่น
Yum! Brands รายงานผลประกอบการแบบผสม โดยกำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้วและยอดขายสาขาเดิมของ Taco Bell สูงกว่าคาด แต่รายได้ กำไรจากการดำเนินงาน และอัตรากำไรร้านอาหารรวมต่ำกว่าประมาณการ
|
รายการ |
2Q26 |
YoY |
ตลาดคาด |
เทียบคาด |
|
รายได้ |
2.17 พันล้านดอลลาร์ |
+12.0% |
2.19 พันล้านดอลลาร์ |
ต่ำกว่าคาด |
|
ยอดขายสาขาเดิมทั่วโลก |
+3.0% |
— |
+2.89% |
ดีกว่าคาด |
|
ยอดขายสาขาเดิม Taco Bell |
+7.0% |
— |
+6.57% |
ดีกว่าคาด |
|
ยอดขายสาขาเดิม KFC |
+2.0% |
— |
+2.16% |
ต่ำกว่าคาด |
|
ยอดขายสาขาเดิม Pizza Hut |
-1.0% |
— |
-0.46% |
ต่ำกว่าคาด |
|
อัตรากำไรร้านอาหารรวม |
16.3% |
ทรงตัว |
17.0% |
ต่ำกว่าคาด |
|
อัตรากำไรร้าน Taco Bell |
25.9% |
เพิ่มขึ้น 1.6 จุด |
25.2% |
ดีกว่าคาด |
|
กำไรจากการดำเนินงาน |
655 ล้านดอลลาร์ |
+5.3% |
694.8 ล้านดอลลาร์ |
ต่ำกว่าคาด |
|
กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้ว |
1.62 ดอลลาร์ |
+12.5% |
1.57 ดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
Taco Bell เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 7% และอัตรากำไรร้านอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 25.9% ขณะที่ KFC และ Pizza Hut ทำได้ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 655 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าคาด
มุมมองของผู้บริหารต่อผู้บริโภค
หลังสิ้นไตรมาส Taco Bell ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไซโคลสปอราที่เชื่อมโยงกับผักกาดหอมจากผู้จัดจำหน่าย ส่งผลให้ยอดขายต้น 3Q26 ลดลงประมาณ 2% อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารระบุว่าแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องในช่วง 10 วันล่าสุด และความเห็นเชิงบวกต่อแบรนด์บนสื่อสังคมออนไลน์กลับมาใกล้ระดับก่อนเกิดเหตุการณ์
ผู้บริโภคตอบรับโปรโมชั่นราคาต่ำได้ดี โดยข้อเสนอราคา 1 ดอลลาร์ช่วยเพิ่มการใช้งานแอป ธุรกรรม และสมาชิกใหม่ แต่การใช้โปรโมชั่นมากขึ้นจะกดดันอัตรากำไร Taco Bell ใน 3Q26 ซึ่งบริษัทประเมินไว้ที่ 19–21% จาก 23.7% ในปีก่อน
กลยุทธ์ระยะข้างหน้า
บริษัทจะเร่งฟื้นความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารว่าปัญหาเกิดจากผู้จัดจำหน่าย ไม่ใช่กระบวนการจัดการอาหารในร้าน ควบคู่กับเมนูใหม่ เครื่องดื่ม และข้อเสนอด้านราคาเพื่อดึงลูกค้ากลับมา
ในเชิงโครงสร้าง การขาย Pizza Hut จะช่วยลดธุรกิจที่มีการเติบโตและมาร์จิ้นต่ำ ทำให้บริษัทมุ่งทรัพยากรไปยัง Taco Bell US และ KFC International มากขึ้น ซึ่งมีศักยภาพด้านการขยายสาขาและกำไรสูงกว่า
แนวโน้ม
บริษัทคงเป้าหมายระยะยาวที่จำนวนร้านเติบโตเฉลี่ย 5% ยอดขายทั้งระบบไม่รวมผลของอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 7% และกำไรจากการดำเนินงานพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 8% อย่างไรก็ตาม แนวโน้ม 3Q26 จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการฟื้นยอดขาย Taco Bell และผลกระทบของโปรโมชั่นต่ออัตรากำไร
3. กลุ่มผู้ผลิตเบียร์: กระจายตลาดและผลิตภัณฑ์เพื่อรับมือการบริโภคที่เปลี่ยนไป
3.1 AB InBev: ใช้แบรนด์ระดับโลกและสินค้าใหม่ขยายฐานผู้บริโภค
AB InBev รายงานผลประกอบการดีกว่าคาด โดยรายได้ EBITDA อัตรากำไร และกำไรต่อหุ้นสูงกว่าประมาณการ แม้ปริมาณขายรวมต่ำกว่าคาดเล็กน้อย
|
รายการ |
2Q26 |
YoY |
ตลาดคาด |
เทียบคาด |
|
รายได้ |
16.66 พันล้านดอลลาร์ |
+11.0% |
16.41 พันล้านดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
|
รายได้แบบ Organic |
+5.6% |
— |
+4.49% |
ดีกว่าคาด |
|
ปริมาณขายแบบ Organic |
+0.9% |
— |
+0.96% |
ต่ำกว่าคาด |
|
รายได้ต่อเฮกโตลิตร |
+4.2% |
— |
— |
— |
|
EBITDA แบบปรับปรุงแล้ว |
5.94 พันล้านดอลลาร์ |
+12.0% |
5.83 พันล้านดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
|
อัตรากำไร EBITDA |
35.6% |
เพิ่มขึ้น 0.3 จุด |
35.4% |
ดีกว่าคาด |
|
กำไรต่อหุ้นพื้นฐาน |
1.21 ดอลลาร์ |
+23.4% |
1.11 ดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
รายได้ต่อเฮกโตลิตรเพิ่มขึ้น 4.2% ช่วยชดเชยปริมาณขายที่เติบโตต่ำกว่าคาด โดยได้แรงหนุนจากการบริหารราคาและสัดส่วนสินค้าพรีเมียม ขณะที่ Middle Americas และ South America เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
มุมมองของผู้บริหารต่อผู้บริโภค
ฝ่ายบริหารมองว่าสภาพแวดล้อมผู้บริโภคยังมีความผันผวนจากค่าครองชีพและความระมัดระวังด้านสุขภาพ แต่ความต้องการไม่ได้อ่อนแอในทุกหมวด ผู้บริโภคยังตอบรับสินค้าพรีเมียม เบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มนอกกลุ่มเบียร์ได้ดี
บริษัทประเมินว่าสามารถรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ในประมาณ 70% ของตลาดที่ดำเนินงาน ขณะที่รายได้จากเบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 27% และสินค้านอกกลุ่มเบียร์เพิ่มขึ้น 44% สะท้อนว่าการกระจายผลิตภัณฑ์ช่วยลดผลกระทบจากการบริโภคเบียร์แบบดั้งเดิมที่ชะลอลง
กลยุทธ์ระยะข้างหน้า
บริษัทจะเพิ่มการลงทุนในแบรนด์หลัก เช่น Corona, Stella Artois และ Michelob Ultra พร้อมขยายสินค้าพรีเมียม เบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มพร้อมดื่ม เพื่อเข้าถึงโอกาสการบริโภคที่หลากหลายขึ้น
อีกแกนสำคัญคือการขยายระบบ BEES และ BEES Marketplace เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขายให้ร้านค้าปลีกและสร้างรายได้จากสินค้าบุคคลที่สาม โดยมูลค่าสินค้าที่ซื้อขายผ่าน Marketplace เพิ่มขึ้น 50% สู่ 1.2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้
แนวโน้ม
บริษัทยังคงเป้าหมาย EBITDA แบบ Organic เพิ่มขึ้น 4–8% ในปี 2026 พร้อมใช้อัตรากำไรที่แข็งแกร่งและกระแสเงินสดเพื่อลดหนี้ โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 2.86 เท่า จาก 3.27 เท่าในปีก่อน อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการฟื้นตัวของจีน ความยั่งยืนของอัตรากำไรในลาตินอเมริกา และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
3.2 Budweiser APAC: ปรับช่องทางขายรับผู้บริโภคจีนที่บริโภคนอกบ้านลดลง
Budweiser APAC มีกำไรสุทธิสูงกว่าคาด แต่รายได้ ปริมาณขาย และ EBITDA ยังอ่อนแอ โดยธุรกิจหลักได้รับแรงกดดันจากตลาดจีน ขณะที่เกาหลีใต้และอินเดียช่วยชดเชยได้เพียงบางส่วน
|
รายการ |
2Q26 |
YoY |
ตลาดคาด |
เทียบคาด |
|
รายได้ |
1.68 พันล้านดอลลาร์ |
+0.2% |
1.69 พันล้านดอลลาร์ |
ต่ำกว่าคาด |
|
รายได้แบบ Organic |
-2.1% |
— |
คาดว่าจะกลับมาเติบโต |
ต่ำกว่าคาด |
|
ปริมาณขายรวม |
-4.1% |
— |
— |
— |
|
EBITDA แบบปรับปรุงแล้ว |
463 ล้านดอลลาร์ |
-7.0% |
463.3 ล้านดอลลาร์ |
ตามคาด |
|
อัตรากำไร EBITDA |
27.6% |
ลดลง 2.1 จุด |
ประมาณ 26.9–27.0% |
ดีกว่าคาด |
|
กำไรสุทธิแบบปรับปรุงแล้ว |
247 ล้านดอลลาร์ |
+3.3% |
ประมาณ 184–186 ล้านดอลลาร์ |
ดีกว่าคาด |
|
ปริมาณขายในจีน |
-9.7% |
— |
ประมาณ -10% |
ตามคาด |
|
รายได้ในจีน |
-8.6% |
— |
ประมาณ -10.9% |
ดีกว่าคาด |
|
EBITDA ในจีน |
-15.9% |
— |
ประมาณ -25% |
ดีกว่าคาด |
กำไรสุทธิที่สูงกว่าคาดส่วนใหญ่มาจากอัตราภาษีและค่าเสื่อมราคาที่ต่ำกว่าประมาณการ ขณะที่รายได้แบบ Organic ลดลง 2.1% และ EBITDA ลดลง 9.7% สะท้อนว่าธุรกิจหลักยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน
มุมมองของผู้บริหารต่อผู้บริโภค
ฝ่ายบริหารยังระมัดระวังต่อผู้บริโภคจีน เนื่องจากการใช้จ่ายในร้านอาหาร สถานบันเทิง และกิจกรรมกลางคืนฟื้นตัวช้า ขณะที่พฤติกรรมการบริโภคกำลังเปลี่ยนไปสู่การซื้อเพื่อดื่มที่บ้านและช่องทางออนไลน์มากขึ้น
ปริมาณขายจีนลดลง 9.7% เร่งตัวจากการลดลง 1.5% ในไตรมาสก่อน แม้ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.2% จากสัดส่วนสินค้าพรีเมียม แสดงว่าการปรับสัดส่วนสินค้าช่วยพยุงรายได้ต่อหน่วย แต่ยังไม่สามารถชดเชยจำนวนการบริโภคที่ลดลงได้
กลยุทธ์ระยะข้างหน้า
บริษัทจะปรับการลงทุนไปยังช่องทางบริโภคที่บ้าน การค้าดิจิทัล และร้านค้าปลีกมากขึ้น พร้อมใช้สินค้าพรีเมียมและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับการบริโภคที่บ้านเพื่อฟื้นยอดขายในจีน อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านแบรนด์และโปรโมชั่นอาจกดดัน EBITDA ระยะสั้น
สำหรับเกาหลีใต้ บริษัทจะรักษาส่วนแบ่งตลาดผ่านนวัตกรรมสินค้า การบริหารราคา และการควบคุมต้นทุน หลังปริมาณขายเพิ่มขึ้นระดับต่ำสองหลัก ส่วนอินเดียจะเน้นผลิตภัณฑ์พรีเมียมและการขยายจุดจำหน่าย ซึ่งยังมีพื้นที่เติบโตสูง แม้ยังมีขนาดไม่เพียงพอชดเชยจีนทั้งหมด
แนวโน้ม
แนวโน้ม 3Q26 ยังมีแรงกดดัน โดยตลาดคาดว่าปริมาณขายจีนจะยังลดลงและ EBITDA ของกลุ่มยังหดตัวจากการลงทุนเพื่อฟื้นส่วนแบ่งตลาด ก่อนมีโอกาสดีขึ้นใน 4Q26 จากฐานเปรียบเทียบที่ต่ำลง ปัจจัยสำคัญคือความเร็วในการฟื้นของการบริโภคนอกบ้านในจีน การเติบโตของช่องทางออนไลน์ และความยั่งยืนของส่วนแบ่งตลาดในเกาหลีใต้
4. เปรียบเทียบกลยุทธ์และแนวโน้มรายบริษัท
|
บริษัท |
มุมมองผู้บริหารต่อผู้บริโภค |
กลยุทธ์ระยะข้างหน้า |
แนวโน้มสำคัญ |
|
Yum China |
กำลังซื้อจีนยังไม่แข็งแกร่ง แต่จำนวนธุรกรรมและช่องทางจัดส่งยังเติบโต |
เร่งเปิดร้าน ขยาย KCOFFEE/KPRO และเพิ่มมาร์จิ้น Pizza Hut |
รายได้และกำไรยังโตจากสาขาใหม่ แม้ยอดขายสาขาเดิมต่ำ |
|
Chipotle |
ลูกค้าเริ่มกลับมาหลายกลุ่ม แต่ยังอ่อนไหวต่อราคา |
เมนูใหม่ โปรแกรมสมาชิก เพิ่มประสิทธิภาพร้าน และขยาย Chipotlane |
ยอดขายฟื้นก่อนกำไร ขณะที่ต้นทุนยังสูง |
|
Yum! Brands |
ความเชื่อมั่น Taco Bell เริ่มฟื้น แต่ข้อกังวลด้านความปลอดภัยยังกระทบการเข้าร้าน |
โปรโมชั่น เมนูใหม่ และปรับพอร์ตออกจาก Pizza Hut |
3Q26 ถูกกดดันจากยอดขายและมาร์จิ้น Taco Bell |
|
AB InBev |
การบริโภคผันผวน แต่สินค้าพรีเมียมและทางเลือกยังเติบโต |
ลงทุนแบรนด์หลัก ขยายสินค้าใหม่ และเพิ่มขนาดระบบ BEES |
กำไรยังเติบโตจากราคาและลาตินอเมริกา |
|
Budweiser APAC |
ผู้บริโภคจีนระมัดระวังและย้ายไปบริโภคที่บ้านมากขึ้น |
ปรับช่องทางขาย ลงทุนดิจิทัล และรักษาส่วนแบ่งตลาดเกาหลีใต้ |
การฟื้นตัวยังขึ้นอยู่กับปริมาณขายจีน |
5. มุมมองของ INVX
กลุ่มร้านอาหาร
ผู้บริโภคยังใช้จ่าย แต่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น ทำให้การเติบโตต้องพึ่งสินค้าใหม่ โปรแกรมสมาชิก โปรโมชั่น และการขยายสาขา ขณะที่ต้นทุนยังจำกัดการฟื้นของอัตรากำไร
Yum China มีรายได้และกำไรค่อนข้างสม่ำเสมอจากการเปิดร้านใหม่และควบคุมต้นทุน ส่วน Chipotle เริ่มเห็นยอดขายและจำนวนลูกค้าฟื้น แต่กำไรยังถูกกดดันจากวัตถุดิบและค่าแรง ขณะที่ Yum! Brands ยังได้แรงหนุนจาก Taco Bell แต่แนวโน้มระยะสั้นขึ้นอยู่กับการฟื้นความเชื่อมั่นและอัตรากำไรของแบรนด์
กลุ่มผู้ผลิตเบียร์
ภาพรวมยังแตกต่างกันตามภูมิภาค โดยลาตินอเมริกา เกาหลีใต้ และอินเดียเติบโต ขณะที่จีนยังอ่อนแอ การขึ้นราคาและเพิ่มสัดส่วนสินค้าพรีเมียมช่วยพยุงรายได้ แต่ยังชดเชยปริมาณขายที่ลดลงได้ไม่ทั้งหมด
AB InBev ทำได้ดีกว่าจากการกระจายรายได้และพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่กว้างกว่า ส่วน Budweiser APAC ยังขึ้นอยู่กับการฟื้นของจีน แม้เกาหลีใต้และอินเดียช่วยชดเชยบางส่วน ปัจจัยติดตามหลักคือปริมาณขาย อัตรากำไร และผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการตลาด
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน