สรุปสาระสำคัญ
ผลประกอบการล่าสุดของผู้ผลิตรถยนต์สะท้อนว่าการฟื้นตัวไม่ได้เกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม บริษัทที่มีรถอเนกประสงค์ รถกระบะ หรือรถรุ่นพิเศษซึ่งทำกำไรสูง เช่น Ford, Ferrari และ Porsche ยังรักษาหรือปรับเพิ่มแนวโน้มได้ ขณะที่ Mercedes-Benz, BMW และ Stellantis ถูกกดดันจากยอดขายในจีน การแข่งขันด้านราคา และต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วน Rivian เริ่มลดผลขาดทุนจากรถรุ่นราคาจับต้องได้มากขึ้น แต่ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการสร้างกำไร ขณะที่ Aston Martin แม้รายได้ดีขึ้น แต่หนี้และกระแสเงินสดยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ
1. ผลประกอบการรอบนี้ ภาพรวมเหมือนกันคือยอดขายรถเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรักษากำไร
- ผลประกอบการรอบนี้ชี้ว่าปัจจัยที่กำหนดกำไรมากที่สุดไม่ใช่จำนวนรถที่ขาย แต่เป็นประเภทของรถ ราคาขาย และต้นทุนต่อคัน Ford สามารถชดเชยยอดขายรวมที่ลดลงด้วยรถอเนกประสงค์และรถกระบะรุ่นราคาสูง ขณะที่ Ferrari และ Porsche ทำกำไรดีแม้ส่งมอบรถลดลง เพราะขายรถรุ่นพิเศษหรือรุ่นที่มีราคาสูงมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม Stellantis มียอดขายฟื้นตัว แต่กำไรยังต่ำ เนื่องจากต้องลดราคาและเผชิญต้นทุนวัตถุดิบสูง สะท้อนว่าการเติบโตของปริมาณที่ไม่มีอำนาจกำหนดราคาอาจไม่ช่วยให้อัตรากำไรฟื้นตัว
2. Ford เด่นที่สุดในกลุ่มตลาดทั่วไปจากรถอเนกประสงค์และรถกระบะ
- Ford รายงานกำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้ว 0.42 ดอลลาร์ สูงกว่าตลาดคาด 0.36 ดอลลาร์ แม้รายได้ลดลง 4% เหลือ 48.3 พันล้านดอลลาร์ โดยรถกระบะและรถอเนกประสงค์รุ่นทำกำไรสูงช่วยชดเชยยอดขายรถไฟฟ้าที่ลดลง บริษัทจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากการดำเนินงานทั้งปีเป็น 10–11 พันล้านดอลลาร์ จากเดิม 8.5–10.5 พันล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังมีกำลังซื้อในรถที่ตอบโจทย์การใช้งานและมีภาพลักษณ์ชัดเจน แม้ตลาดรถโดยรวมไม่ได้เติบโตมาก
3. Ferrari แสดงให้เห็นว่าอำนาจกำหนดราคาสำคัญกว่ายอดส่งมอบ
- Ferrari มีรายได้ 1.94 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 8.4% และกำไรจากการดำเนินงาน 605 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นจาก 552 ล้านยูโร แม้จำนวนรถส่งมอบลดลง โดยได้แรงหนุนจาก F80 รถรุ่นพิเศษ และการตกแต่งเฉพาะบุคคลซึ่งเพิ่มรายได้ต่อคัน บริษัทจึงปรับเพิ่มประมาณการรายได้ทั้งปีเป็นราว 7.6 พันล้านยูโร และกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายเป็นอย่างน้อย 2.97 พันล้านยูโร จุดแข็งของ Ferrari คือฐานลูกค้ามีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจและราคาน้อยกว่าผู้ผลิตรถทั่วไป ทำให้สามารถรักษาอัตรากำไรได้แม้ตลาดจีนและภูมิภาคอื่นชะลอตัว
4. Porsche ฟื้นจากการขาย 911 มากขึ้น แต่ยังไม่พ้นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
- Porsche รายงานกำไรจากการดำเนินงานครึ่งปีแรก 1.35 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 34% และสูงกว่าตลาดคาด แม้ยอดส่งมอบลดลง 17% โดยเฉพาะจีนที่ลดลง 32% ผลกำไรได้รับแรงหนุนจากยอดขาย 911 รุ่นราคาสูงและสัดส่วนรถไฟฟ้าที่ลดลง ทำให้ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องลดพนักงาน ปรับโครงสร้าง และกลับมาให้น้ำหนักรถเครื่องยนต์และรถผสมมากขึ้น สะท้อนว่าการฟื้นตัวปัจจุบันเกิดจากการบริหารรุ่นรถและต้นทุน มากกว่าการกลับมาเติบโตของตลาดโดยรวม
5. Mercedes-Benz และ BMW เผชิญปัญหาเดียวกันคือจีนเปลี่ยนจากแหล่งกำไรเป็นแรงกดดัน
- ยอดขาย Mercedes-Benz และ BMW ในจีนลดลงราว 30% เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว การแข่งขันด้านราคารุนแรง และรถจากผู้ผลิตท้องถิ่นมีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น Mercedes-Benz ยังรักษาอัตรากำไรธุรกิจรถยนต์ที่ 4% ซึ่งดีกว่าคาดจากการลดต้นทุน แต่ปรับลดแนวโน้มรายได้และยอดขายทั้งปี ขณะที่ BMW มีอัตรากำไรธุรกิจรถยนต์เพียง 2.3% และคงกรอบทั้งปีไว้ที่ 1–3% ทั้งสองบริษัทจึงเร่งลดพนักงาน ลดค่าใช้จ่าย ลดความซับซ้อนในการผลิต และหวังพึ่งรถรุ่นใหม่เพื่อประคองกำไร
6. Stellantis สะท้อนปัญหาของผู้ผลิตรถตลาดทั่วไปในยุโรปได้ชัดที่สุด
- Stellantis มียอดขายและปริมาณรถดีขึ้น แต่กำไรจากการดำเนินงานต่ำกว่าคาด และอัตรากำไรในอเมริกาเหนือยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนธุรกิจยุโรปยังขาดทุนจากการแข่งขันด้านราคา ต้นทุนวัตถุดิบ และการขยายตัวของรถจีนราคาจับต้องได้ บริษัทจึงต้องลดต้นทุนพร้อมลงทุนประมาณ 60 พันล้านยูโรในรถรุ่นใหม่ถึงปี 2030 แต่รถที่มีปริมาณขายสูงจำนวนมากยังไม่พร้อมจนถึงปี 2027–2028 ทำให้การฟื้นตัวของกำไรมีแนวโน้มช้ากว่า Ford และผู้ผลิตสหรัฐฯ รายอื่น
7. Rivian เริ่มมีทิศทางดีขึ้น แต่ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์รูปแบบธุรกิจ
- Rivian รายงานรายได้ 1.66 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาด และลดผลขาดทุนก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายเหลือ 379 ล้านดอลลาร์ จาก 667 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายส่งมอบทั้งปีเป็น 65,000–70,000 คัน และลดงบลงทุนลง รถ R2 ซึ่งมีราคาต่ำกว่ารุ่นเดิมเป็นหัวใจสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและลดต้นทุนต่อคัน อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการยังได้รับแรงหนุนจากรายได้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและรายการคืนภาษีบางส่วน ขณะที่ธุรกิจรถยนต์ยังมีอัตรากำไรขั้นต้นติดลบ จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าบริษัทผ่านจุดคุ้มทุนอย่างยั่งยืนแล้ว
8. Aston Martin มีรายได้ฟื้น แต่ฐานะการเงินยังเปราะบาง
- Aston Martin มีรายได้เพิ่มขึ้น 62% สู่ 358.2 ล้านปอนด์ จากยอดส่งมอบ Valhalla และรถรุ่นพิเศษ แต่ผลขาดทุนก่อนภาษีเพิ่มเป็น 88.7 ล้านปอนด์ และผลขาดทุนจากการดำเนินงานยังแย่กว่าคาด บริษัทมีหนี้สุทธิ 1.54 พันล้านปอนด์และกระแสเงินสดอิสระยังติดลบ แม้เพิ่งระดมเงินกู้ใหม่ 550 ล้านปอนด์ จุดต่างจาก Ferrari คือทั้งสองบริษัทขายรถหรูและรถรุ่นพิเศษเช่นกัน แต่ Ferrari มีอำนาจกำหนดราคา กระแสเงินสด และฐานะการเงินที่แข็งแรงกว่าอย่างชัดเจน ขณะที่ Aston Martin ยังต้องพึ่งเงินทุนภายนอกเพื่อเดินหน้าแผนฟื้นฟู
9. รถไฟฟ้ายังเป็นภาระกำไรของผู้ผลิตดั้งเดิม แต่เป็นโอกาสของผู้ที่ควบคุมต้นทุนได้
- Ford ลดขนาดธุรกิจรถไฟฟ้าที่ขาดทุนและหันไปพัฒนารถราคาประมาณ 30,000 ดอลลาร์
- ขณะที่ Porsche มีกำไรดีขึ้นเมื่อสัดส่วนรถไฟฟ้าลดลง
- Mercedes-Benz แม้ปรับเพิ่มเป้าหมายสัดส่วนรถใช้พลังงานไฟฟ้า แต่รถไฟฟ้าหลายรุ่นก่อนหน้านี้ทำยอดขายต่ำกว่าแผน
- ด้าน Rivian เลือกเดินหน้าด้วยรถ R2 ราคาต่ำลง
- ภาพรวมจึงไม่ได้หมายความว่าความต้องการรถไฟฟ้าหายไป แต่สะท้อนว่าลูกค้าให้ความสำคัญกับราคา ระยะทาง และความคุ้มค่ามากขึ้น ผู้ผลิตที่ยังมีต้นทุนสูงหรือขายรถราคาแพงเกินไปจะเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
10. สัญญาณสำคัญของอุตสาหกรรมคือการลดต้นทุนกำลังกลายเป็นเรื่องถาวร
- Mercedes-Benz, BMW, Porsche, Stellantis และ Aston Martin ต่างประกาศลดพนักงาน ลดรายจ่าย ลดจำนวนรุ่นย่อย หรือปรับกำลังการผลิต
- ภาพดังกล่าวบ่งชี้ว่าบริษัทไม่ได้มองความอ่อนแอของตลาดจีนและแรงกดดันด้านราคาเป็นเพียงภาวะชั่วคราว แต่กำลังปรับฐานต้นทุนให้รองรับระดับยอดขายและอัตรากำไรที่ต่ำลงในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ผลิตยุโรปที่มีโรงงานและต้นทุนแรงงานสูง การฟื้นตัวของกำไรต่อจากนี้จึงจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการลดต้นทุนมากพอๆ กับความสำเร็จของรถรุ่นใหม่
| บริษัท |
ภาพรวมผลประกอบการ |
ปัจจัยหนุน |
ความเสี่ยงหลัก |
มุมมอง |
| Ferrari |
ดีกว่าคาดและปรับเพิ่มแนวโน้ม |
รถรุ่นพิเศษและการตกแต่งเฉพาะบุคคล |
การตอบรับรถไฟฟ้ารุ่นแรก |
แข็งแกร่งที่สุด |
| Ford |
ดีกว่าคาดและปรับเพิ่มแนวโน้ม |
รถกระบะและรถอเนกประสงค์ |
ธุรกิจรถไฟฟ้ายังขาดทุน |
เด่นในตลาดทั่วไป |
| Porsche |
กำไรดีกว่าคาดและคงแนวโน้ม |
สัดส่วน 911 เพิ่มขึ้น |
จีนและต้นทุนปรับโครงสร้าง |
เริ่มฟื้น |
| Mercedes-Benz |
กำไรดีกว่าคาด แต่ลดเป้ารายได้ |
ลดต้นทุนและรถรุ่นใหม่ |
ยอดขายจีนลดลง 30% |
ฟื้นแต่ยังเสี่ยง |
| BMW |
กำไรดีกว่าคาดเล็กน้อย |
ลดรายจ่ายและรถรุ่นใหม่ |
จีนและอัตรากำไรต่ำ |
ระมัดระวัง |
| Stellantis |
กำไรต่ำกว่าคาด |
ปริมาณขายเริ่มฟื้น |
ราคาในยุโรปและรถจีน |
ยังอ่อนแอ |
| Rivian |
ขาดทุนลดลงและรายได้ดีกว่าคาด |
R2 และการลดต้นทุน |
ยังขาดทุนและใช้เงินสดสูง |
ฟื้นตัว |
| Aston Martin |
รายได้โต แต่ขาดทุนสูงกว่าคาด |
Valhalla และรถรุ่นพิเศษ |
หนี้สูงและกระแสเงินสดติดลบ |
ความเสี่ยงสูง |
มุมมองของ InnovestX
- มุมมองกลยุทธ์ลงทุนกลุ่ม Automotive เน้นอำนาจกำหนดราคาและกระแสเงินสด เลี่ยงหุ้นฟื้นตัวที่ยังไม่ยืนยันกำไร เนื่องจากตลาดแบ่งเป็นสองขั้วชัดเจน ฝั่งสหรัฐฯ ยังได้แรงหนุนจากความต้องการรถกระบะและรถอเนกประสงค์ ขณะที่ผู้ผลิตยุโรปถูกกดดันจากยอดขายจีน การแข่งขันด้านราคา ต้นทุนโครงสร้างสูง และรถจีนที่ขยายเข้าสู่ยุโรป ส่วนรถไฟฟ้ายังไม่ใช่แหล่งกำไรที่มั่นคง ผู้ผลิตหลายรายจึงหันกลับมาเน้นรถเครื่องยนต์ รถผสม และรุ่นที่ทำกำไรสูง พร้อมเร่งลดต้นทุนและลดความซับซ้อนขององค์กร
- Ferrari เป็นตัวเลือกที่มองบวกมากที่สุดในกลุ่ม เพราะกำไรไม่ได้พึ่งการเพิ่มจำนวนรถ แต่เกิดจากอำนาจกำหนดราคา รถรุ่นพิเศษ และการตกแต่งตามความต้องการลูกค้า บริษัทสามารถเพิ่มรายได้และกำไรแม้ยอดส่งมอบลดลง พร้อมปรับเพิ่มประมาณการทั้งปีและมีคำสั่งซื้อรองรับเต็มถึงปี 2027 จุดแข็งนี้ทำให้ Ferrari มีความเสี่ยงจากสงครามราคาจีนและวัฏจักรรถยนต์ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
- ในขณะที่กลุ่มผู้ผลิตรถยุโรปทั่วไป ยังเผชิญจากการลดราคาและการแข่งขันกับรถจีน แนะติิดตามจนกว่าจะเห็นอัตรากำไร กระแสเงินสด และหนี้ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน.
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน