สรุปผลประกอบการกลุ่มธนาคารใหญ่สหรัฐฯ ไตรมาสหนึ่ง 2026 (1Q26)
ธนาคารใหญ่สหรัฐฯ รายงานผลประกอบการแข็งแกร่งจากการฟื้นตัวของธุรกิจ Investment Banking และรายได้ Trading โดยเฉพาะ GS และ MS ขณะที่แนวโน้มกำไรช่วง 2Q26 ยังสดใสตามกิจกรรม M&A และนโยบายผ่อนปรนเกณฑ์เงินกองทุน (CET1) ที่เอื้อต่อการจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืนเพื่อยกระดับ ROE แม้ต้องระวังความเสี่ยงจากภาค Private Credit ในบางธนาคาร แต่ภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์ยังมั่นคง ในด้านกลยุทธ์ เรามองบวกต่อหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ตลาดทุนสูงอย่าง JPM, GS และ MS ที่มีดีลในมือระดับสูง
บทสรุป
ผลประกอบการ 1Q26 ของธนาคารใหญ่สหรัฐฯ (JPM, BAC, C , GS, MS , WFC) เติบโตแกร่งหนุนโดยรายได้ตลาดทุน: กำไรสุทธิได้รับแรงส่งหลักจากการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นของธุรกิจ Investment Banking และรายได้ Trading ที่ทำสถิติใหม่ นำโดย GS และ MS ขณะที่ NII ยังมีความทนทาน แม้ NIM จะมีทิศทางผสมผสาน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (CRE) ที่เริ่มทรงตัว
การผ่อนปรนเกณฑ์เงินกองทุน: ข้อเสนอปรับลดระดับเงินกองทุนขั้นต่ำ (CET1) ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ (G-SIBs) ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน (Share Repurchase) เพื่อยกระดับ ROE ในระยะยาว
ความเสี่ยงจากภาค Private Credit ยังอยู่ในวงจำกัด: แม้เกิดภาวะตึงตัวด้านสภาพคล่อง (Liquidity Mismatch) ในกลุ่ม Private Credit จากการระงับการไถ่ถอนเงิน แต่ประเมินว่ายังไม่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อธนาคารใหญ่ เนื่องจากมีสัดส่วนการปล่อยกู้ทางอ้อมที่ต่ำกว่ากลุ่ม Alternative Asset Managers อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องระมัดระวัง WFC ที่มีสัดส่วนความเกี่ยวข้องในพอร์ตนี้สูงกว่ากลุ่ม
แนวโน้ม 2Q26 และกลยุทธ์การลงทุน: คาดกำไรขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของดีล M&A และกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้นโยบายรัฐบาลใหม่ มองบวกในหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ตลาดทุนสูง ได้แก่ JPM, GS และ MS เนื่องจากมีปริมาณดีลในมือ (Backlog) ระดับสูง และได้รับประโยชน์จากความผันผวนของตลาดที่เอื้อต่อรายได้ Trading
ความเสี่ยงขาลง ได้แก่ เศรษฐกิจชะลอตัว, การชะลอตัวของการไหลเข้าของเงินทุน, การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และภาวะตลาดที่ซบเซา