
อาจทำให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้นหรืออาจจะนำไปสู่โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยที่มากขึ้น และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล
ส่วนวันที่ 12 ส.ค. ติดตาม CPI หากสูงกว่าคาด จะทำให้ความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลดน้อยลง และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นเดียวกัน
สินทรัพย์ดิจิทัลยังคงอ่อนไหวจากความเสี่ยงเงินเฟ้อยังสูงจากราคาพลังงานและสงครามที่ยืดเยื้อ แม้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Fed ยังคงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตามคาด แต่การประชุมรอบนี้ไม่ใช่สัญญาณผ่อนคลาย เพราะมีกรรมการ 3 รายโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ย เป็นภาพสะท้อนว่าเงินเฟ้อยังเป็นเรื่องที่ Fed กังวล และตลาดตอบรับผ่าน Bond Yield ระยะยาวที่สูงขึ้น รวมถึงได้รับแรงกดดันจากความกังวลด้านความปลอดภัยของ Bitcoin Wallet หลังเหตุโจมตี Coldcard มูลค่า 130 ล้านดอลลาร์ และพบการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์มูลค่า 31 ล้านดอลลาร์จากกระเป๋าที่ไม่มีความเคลื่อนไหวมาเป็นเวลานาน
Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบ 62,200–65,700 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum เคลื่อนไหวระหว่าง 1,820–1,980 ดอลลาร์
ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามคือ Nonfarm Payrolls หรือ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรของเดือน ก.ค. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งตัวเลขนี้คือดัชนีสำคัญที่ใช้วัดความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยถ้าออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะแสดงถึงความร้อนแรงของตลาดแรงงานที่อาจทำให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้นหรืออาจจะนำไปสู่โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยที่มากขึ้น และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล
อีกหนึ่งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญคือ CPI หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภคของเดือน ก.ค. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 12 ส.ค. ซึ่งตัวเลขนี้เป็นมาตรวัดระดับเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคและเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางนโยบายการเงินของ Fed โดยถ้าตัวเลขออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด จะสะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะทำให้ความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลดน้อยลง และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นเดียวกัน

Source : Tradingview as of 5 August 2026

Source : CryptoQuant as of 5 August 2026
ข้อมูลจาก CryptoQuant ระบุว่า วันที่ 2 สิงหาคม Bitcoin ไหลเข้าสู่ Exchange สุทธิประมาณ 1,175 BTC และในช่วง 5 วันที่ผ่านมา มี Net Inflow สะสมราว 14,336 BTC สะท้อนว่ามี Bitcoin ถูกนำกลับเข้าสู่กระดานซื้อขายมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านอุปทานและความเสี่ยงต่อแรงขายในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม การโอนเหรียญเข้า Exchange ไม่ได้หมายความว่าจะถูกขายทั้งหมดทันที เนื่องจากอาจเป็นการย้ายสินทรัพย์ การจัดสภาพคล่อง หรือใช้เป็นหลักประกันในการทำธุรกรรมอื่นได้เช่นกัน
แม้ปริมาณ Bitcoin บน Exchange จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีต แต่เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันราคา หากไม่มีแรงซื้อใหม่เข้ามารองรับ โดยเฉพาะจากนักลงทุนสถาบันหรือ Spot ETF ดังนั้น ภาพรวม On-chain จึงยังไม่สะท้อนภาวะ Supply Shock อย่างชัดเจน
นักลงทุนควรติดตามควบคู่ว่า Exchange Netflow จะยังเป็นบวกต่อเนื่องหรือไม่ หาก Net Inflow เพิ่มขึ้นพร้อมกับราคาปรับตัวลง จะเป็นสัญญาณว่าแรงขายเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น แต่หาก Netflow กลับมาเป็นลบ (Outflow) พร้อมราคายืนเหนือแนวรับได้ จะสะท้อนว่าความกังวลด้านอุปทานเริ่มคลี่คลาย

Source : Alphractal as of 5 August 2026
ตัวชี้วัด LTH/STH SOPR Ratio เปรียบเทียบกำไรจากการขายของนักลงทุนระยะยาว (Long-Term Holders: LTH) กับนักลงทุนระยะสั้น (Short-Term Holders: STH) โดยเมื่อค่า Ratio ลดลง หมายความว่าความได้เปรียบด้านกำไรของผู้ถือระยะยาวเริ่มลดลง และกำลังเข้าใกล้ระดับของผู้ถือระยะสั้น
ปัจจุบันตัวชี้วัดดังกล่าวปรับลงมาใกล้ระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับที่ส่วนต่างกำไรระหว่าง LTH และ STH แคบลงอย่างมาก
ข้อมูลย้อนหลังพบว่า LTH/STH SOPR Ratio เคยลงมาอยู่ในระดับต่ำลักษณะนี้ในช่วงปี 2015, 2019 และ 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะ Capitulation หรือการขายตัดขาดทุนอย่างหนัก ก่อนเข้าสู่ช่วงสะสมและการสร้างฐานราคารอบใหม่
อย่างไรก็ตาม การกลับเข้าสู่โซนดังกล่าว ไม่ได้ยืนยันว่าราคาทำจุดต่ำสุดแล้ว แต่สะท้อนว่าตลาดได้ปรับฐานและลดความร้อนแรงจากการเก็งกำไรลงไปมาก
สัญญาณนี้บ่งชี้ว่า Bitcoin กำลังเข้าสู่ช่วงที่ควรจับตาเป็นพิเศษสำหรับการสะสม โดยเฉพาะหากเริ่มเห็นสัญญาณสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น Spot ETF กลับมามีเงินไหลเข้า ปริมาณซื้อขาย Spot ฟื้นตัว หรือ Exchange Netflow กลับมาเป็น Outflow

Tyler Williams ที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและ Blockchain ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ลาออกเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม และคาดว่าจะกลับไปทำงานในภาคเอกชน โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศผู้รับตำแหน่งคนใหม่
Williams เคยดำรงตำแหน่ง Global Head of Policy ของ Galaxy Digital และมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกระทรวงการคลัง หน่วยงานกำกับดูแล และอุตสาหกรรมคริปโท โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาด้านโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและนโยบาย Blockchain
การลาออกไม่ได้ทำให้ CLARITY Act ยุติลง แต่ทำให้รัฐบาลสูญเสียบุคลากรสำคัญในช่วงที่การเจรจายังไม่สิ้นสุด ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านการผลักดันร่างกฎหมาย (Execution Risk) เพิ่มขึ้น
ร่าง CLARITY Act ผ่าน Senate Banking Committee แล้ว และกำลังรอการพิจารณาในวุฒิสภาเต็มคณะ หากเผชิญ Filibuster จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 60 เสียง ขณะที่ Republican มีเพียง 53 ที่นั่ง ทำให้ยังต้องอาศัยเสียงจาก Democrat อีกอย่างน้อย 7 เสียง
ประเด็นที่ยังเป็นอุปสรรค ได้แก่ การกำกับ Stablecoin rewards การคุ้มครองผู้ใช้ DeFi ข้อกำหนดด้านจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ และมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาของการประชุมสภาก่อนเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม
มีการตรวจพบ Wallet ที่เชื่อมโยงกับ Trump Media โอน Bitcoin จำนวน 2,628 BTC ไปยัง Crypto.com อย่างไรก็ตาม ข้อมูล On-chain ยืนยันได้เพียงว่าเกิดการโอนสินทรัพย์เท่านั้น ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า Bitcoin ถูกขายแล้ว
บริษัทระบุว่าเป็นการโอนไปยังผู้รับฝากสินทรัพย์ ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าอาจเป็นการปรับโครงสร้างการถือครอง ดังนั้นจึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อมโยงเหตุการณ์นี้กับความคืบหน้าของ CLARITY Act
ข่าวนี้มีผลต่อ Sentiment ระยะสั้น เนื่องจาก CLARITY Act ถูกมองเป็น Catalyst สำคัญต่อการเข้ามาของธนาคาร สถาบันการเงิน และผู้จัดการสินทรัพย์ในตลาดคริปโท
อย่างไรก็ตาม หากร่างกฎหมายล่าช้า ไม่ได้หมายความว่าความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์จะหยุดลง เพราะ SEC และ CFTC ยังสามารถเดินหน้าออกแนวทางกำกับดูแลผ่าน Project Crypto ได้
กล่าวโดยสรุป การลาออกของ Tyler Williams ไม่ได้ทำให้ CLARITY Act ล้มทันที แต่เพิ่มความเสี่ยงด้าน Execution ในช่วงที่ร่างกฎหมายกำลังต้องรวบรวมเสียงสนับสนุน จึงอาจกดดัน Sentiment ของตลาดคริปโทในระยะสั้น ขณะที่ทิศทางระยะยาวยังขึ้นอยู่กับการลงมติของวุฒิสภาและความคืบหน้าของหน่วยงานกำกับดูแล

Source : InnovestX Research as of 5 August 2026
ภาพรายสัปดาห์ ราคายังคงแกว่งในกรอบ Sideways แต่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ขณะที่ RSI ยังคงต่ำกว่าระดับ 50 เช่นเดียวกับ MACD ยังเคลื่อนไหวใกล้กับ Signal Line และอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ทำให้ประเมินเป็นการฟื้นตัวช่วงสั้น โดยมีแนวต้านจำกัดที่เส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์และเป็นกรอบบนของกรอบย่อย Sideways อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถขึ้น Breakout แนวต้านดังกล่าวขึ้นไปได้ จะเปิด Upside ในการปรับขึ้นต่อ
แนวรับ: 62,000-59,000 ดอลลาร์
แนวต้าน: 68,000-71,000 ดอลลาร์

Source : InnovestX Research as of 5 August 2026
ภาพรายสัปดาห์ ราคาเคลื่อนไหวทรงตัวบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 10 สัปดาห์ ขณะที่ RSI ยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 50 ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal Line แต่ยังอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ทำให้ประเมินยังคงเป็นการแกว่งผันผวนในกรอบ Sideways อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถขึ้นผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 10 สัปดาห์ไปได้ มีโอกาสปรับขึ้นได้ต่อถึงเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์
แนวรับ: US$ 1,700-1,600 ดอลลาร์
แนวต้าน: US$ 2,100-2,200 ดอลลาร์
คำเตือน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้