
Bitcoin ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 64,000 ดอลลาร์ หลังการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งชะลอตัวมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนว่าแรงกดดันจากราคาพลังงานเริ่มคลี่คลาย และช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะสั้น แม้เงินเฟ้อโดยรวมยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปัจจัยดังกล่าวช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและส่งผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
โดย Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 61,300–64,700 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum ปรับตัวในช่วงประมาณ 1,700–1,830 ดอลลาร์
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอีกครั้งภายหลังจากที่กลับมามีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งราคาสินทรัพย์ดิจิทัลมักจะตอบสนองเชิงลบต่อการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ ทำให้เราแนะนำนักลงทุนติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ผ่านทาง Dollar Index แทนที่จะติดตามพัฒนาการของความขัดแย้ง โดยหากเริ่มเห็นสัญญาณ Dollar Index ปรับตัวลดลง แม้จะยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน ก็จะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้นได้
ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้คือ Retail Sales หรือตัวเลขยอดค้าปลีก ของเดือน มิ.ย. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 16 ก.ค. โดยตลาดคาดว่าจะเห็นการเติบโตที่ 0.3% MoM ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าที่เติบโต 0.9% MoM โดยถ้าตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดจะลดแรงกดดันเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และจะส่งผลบวกต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล

Source : TradingView as of 15 July 2026

Source : CoinmarketCap as of 15 July 2026
1. BTC Spot ETF คือสัญญาณอะไร?
Spot Bitcoin ETF Flow เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความต้องการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน เพราะสะท้อนว่าเม็ดเงินกำลังไหลเข้าสู่หรือไหลออกจาก Bitcoin ผ่านช่องทางการลงทุนที่ได้รับความนิยม แม้จะไม่สะท้อนภาพรวมของตลาดทั้งหมด แต่เป็นสัญญาณสำคัญในการติดตามความเชื่อมั่นของเงินทุนสถาบัน
2. สัญญาณปัจจุบันคืออะไร?
ในช่วง 7–13 กรกฎาคม Spot Bitcoin ETF มีเงินไหลออกสุทธิ 307.5 ล้านดอลลาร์ หลังสัปดาห์ก่อนยังเป็นเงินไหลเข้า โดยวันที่ 13 กรกฎาคมมีเงินไหลออกถึง 239.2 ล้านดอลลาร์ นำโดย Fidelity FBTC ขณะที่ราคา Bitcoin ยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับต้นสัปดาห์ แม้จะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมัน ดอลลาร์สหรัฐ และ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น
3. สัญญาณนี้บอกอะไร?
ภาพรวมสะท้อนว่า Institutional Flow เริ่มชะลอลง และนักลงทุนสถาบันยังคงปรับพอร์ตตามปัจจัยมหภาค อย่างไรก็ตาม การที่ราคา Bitcoin ยังสามารถยืนใกล้ระดับเดิมได้ แม้ ETF จะมีเงินไหลออกจำนวนมาก แสดงว่าตลาดยังมีแรงซื้อจากผู้ลงทุนกลุ่มอื่นเข้ามาช่วยรองรับอุปทานอยู่ในระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่มากพอที่จะผลักดันราคาเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น ทั้งนี้ ETF Outflow เพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้สรุปทิศทางตลาดได้ เพราะอาจเกิดจากการย้ายเงินระหว่างกองทุน การทำ Arbitrage หรือการบริหารสภาพคล่อง จึงควรติดตามควบคู่กับปัจจัยมหภาคและข้อมูล On-chain ต่อไป

Source : CryptoQuant as of 14 July 2026
1. Supply Lost Evolution คือสัญญาณอะไร?
Supply Lost Evolution คือการติดตามจำนวน Bitcoin ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานานกว่า 10 ปี (UTXO อายุเกิน 10 ปี) ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นเหรียญที่ "สูญหาย" หรือถูกเก็บระยะยาว (Dormant Supply) หากตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น แปลว่ามี Bitcoin จำนวนมากที่ยังไม่ถูกนำกลับเข้าสู่ตลาด ทำให้อุปทานหมุนเวียน (Circulating Supply) ลดลง
2. สถานการณ์ปัจจุบัน
ล่าสุดตัวชี้วัดนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยมี Bitcoin ที่ไม่เคลื่อนไหวเกิน 10 ปีราว 3.54 ล้าน BTC หลังจากเหตุการณ์เดือนกรกฎาคม 2025 ที่วาฬรายใหญ่ย้ายและขายเกือบ 100,000 BTC ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในช่วง 30 วัน (30d Change) กลับมาอยู่ในระดับบวก สะท้อนว่าเหรียญเก่าจำนวนมากยังคงถูกถือไว้และไม่ได้ไหลเข้าสู่ตลาด
3. สัญญาณนี้บอกอะไร?
การที่ Supply Lost Evolution ทำจุดสูงสุดใหม่สะท้อนว่าแรงขายจากผู้ถือระยะยาวยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่อุปทานที่พร้อมขายมีแนวโน้มตึงตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อ Sentiment เชิงบวกและโอกาสรีบาวด์ของราคาในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยืนยันแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว เพราะทิศทางราคายังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น เช่น ความต้องการซื้อ ,กระแสเงินทุน ETF, ภาวะสภาพคล่อง และปัจจัยมหภาคควบคู่กันไป
Top 10 บริษัทที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุด

Source : Bitcointreasuries.net as of 15 July 2026
หมายเหตุ: รายชื่อไม่ได้เป็น Digital Asset Treasury ทั้งหมด แต่รวมบริษัทประเภทอื่นที่ถือ Bitcoin ในงบดุล เช่น Bitcoin Miner, Crypto Exchange และบริษัทเทคโนโลยี
1. Digital Asset Treasury คืออะไร?
Digital Asset Treasury (DAT) คือบริษัทที่ถือ Bitcoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์หลักในงบดุล และใช้การระดมทุนผ่านตลาดหุ้นเพื่อนำเงินไปซื้อคริปโทเพิ่ม โมเดลนี้ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อราคาหุ้นซื้อขาย สูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ( mNAV > 1) เพราะบริษัทสามารถออกหุ้นใหม่ เพื่อนำเงินไปสะสม Bitcoin ได้โดยไม่กระทบผู้ถือหุ้นเดิม
2. สัญญาณปัจจุบันคืออะไร?
ช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นแรงกดดันต่อโมเดลดังกล่าว โดย Strategy อนุมัติกรอบขาย Bitcoin ได้สูงสุด 1.25 พันล้านดอลลาร์ และขายไปแล้วราว 218 ล้านดอลลาร์ ในปี 2026 เพื่อเสริมสภาพคล่องและรองรับการจ่ายเงินปันผล ขณะเดียวกัน หุ้นของหลายบริษัทใน Digital Asset Treasury หลายแห่งเริ่มซื้อขาย ต่ำกว่า mNAV ทำให้การระดมทุนเพื่อซื้อ Bitcoin เพิ่มทำได้ยากขึ้น
3.สัญญาณนี้บอกอะไร?
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาย Bitcoin ของ Strategy เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจ หากหุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า mNAV ต่อเนื่อง บริษัทอาจไม่สามารถระดมทุนเพื่อซื้อคริปโทเพิ่มได้เหมือนเดิม และในบางกรณีอาจต้องขายสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อรักษาสภาพคล่องหรือชำระภาระทางการเงิน จึงเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่นักลงทุนควรติดตาม แม้ปัจจุบันปริมาณการขายจะยังไม่มากพอที่จะส่งผลต่อภาพรวมของตลาด Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญก็ตาม
BTC

Source : InnovestX Research as of 15 July 2026
ภาพรายสัปดาห์ ราคาฟื้นตัวขึ้นมาใกล้ถึงแนวต้านย่อยกรอบบน Sideways ขณะที่ RSI เคลื่อนไหวทรงตัวอยู่ใกล้กับระดับ 50 ส่วน MACD และ Signal Line เคลื่อนไหวใกล้กันและอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ประเมินว่าราคาฟื้นตัวสร้างฐานรอเลือกทาง โดยหากฟื้นตัวขึ้น Breakout แนวต้านย่อยกรอบบนขึ้นไปได้ จะเปิด Upside มากขึ้น แต่หากยังไม่ผ่าน คาดราคายังแกว่งตัวในกรอบต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง
แนวรับ: 59,500-54,500 ดอลลาร์
แนวต้าน: 67,500-70,500 ดอลลาร์
ETH

Source : InnovestX Research as of 15 July 2026
ภาพรายสัปดาห์ ราคาฟื้นตัวไต่ระดับขึ้นจากจุดต่ำเดิม ขณะที่ RSI เคลื่อนไหวยกตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 50 ส่วน MACD และ Signal Line เคลื่อนไหวใกล้กันและอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ทั้งนี้ หากราคาขึ้นผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ขึ้นไปได้ จะช่วยเปิด Upside มากขึ้น แต่หากยังไม่ผ่าน คาดราคาจะกลับมาย่อตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้ฐานราคาเดิมอีกครั้ง
แนวรับ: 1,650-1,550 ดอลลาร์
แนวต้าน: 2,050-2,150 ดอลลาร์
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้