Crypto Weekly Pulse

Bitcoin รีบาวด์กว่า 7% จากจุดต่ำสุด จุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวหรือแค่รีบาวด์?

8 Jul 26 12:17 PM
Digital Asset
สรุปสาระสำคัญ
  • ภาพรวมตลาด :สินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ เดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าคาด และอัตราการเข้าร่วมแรงงานลดลงเหลือ 61.5% ส่งผลให้ตลาดคาดว่า Fed จะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย ราคา Bitcoin ปรับขึ้นราว 7% แตะ 64,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum เพิ่มขึ้นประมาณ 13% แตะ 1,550 ดอลลาร์สหรัฐฯ

 

  • ข้อมูล On-chain :ชี้ว่านักลงทุนระยะสั้นส่วนใหญ่ได้ยอมขายออกไปแล้ว ขณะที่นักลงทุนระยะยาวยังคงถือครองสินทรัพย์ต่อเนื่อง สะท้อนว่าแรงกดดันจากฝั่งผู้ขายเริ่มลดลง และตลาดอาจกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวมากขึ้นในระยะถัดไป

 

  • อุปสงค์ Bitcoin :แม้อุปสงค์ยังอยู่ในแดนลบ แต่เริ่มฟื้นจากระดับต่ำสุดของปี สะท้อนว่าแรงซื้อทยอยกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น และอาจช่วยหนุนให้ Bitcoin ค่อย ๆ ฟื้นตัว หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อเนื่อง

 

  • ความเคลื่อนไหวของ Strategy :Strategy ตั้งเป้าดันหุ้นบุริมสิทธิ STRC กลับสู่มูลค่าที่ตราไว้ 100 ดอลลาร์ เพื่อฟื้นความสามารถในการระดมทุน ซึ่งอาจเปิดทางให้บริษัทกลับมาซื้อ Bitcoin และสนับสนุนอุปสงค์ของตลาดในระยะต่อไป

 

  • ปัจจัยที่ต้องติดตาม :รายงาน Fed Minutes วันที่ 9 ก.ค. และตัวเลข CPI สหรัฐฯ วันที่ 14 ก.ค. หาก CPI ต่ำกว่าคาด จะช่วยลดแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ยและเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ มุมมองของ INVX ยังเชื่อว่า Fed จะไม่มีการลดดอกเบี้ยในปีนี้เนื่องจากแรงกดดันเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันเริ่มลดลง

สรุปสถานการณ์ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

สินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังตลาดตอบรับตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดมาก ขณะที่ตัวเลขเดือนเมษายน–พฤษภาคมถูกปรับลดลงรวม 74,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ อัตราการเข้าร่วมแรงงานลดลงเหลือ 61.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 สะท้อนว่าตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว แม้อัตราว่างงานจะลดลงเหลือ 4.2% แต่เป็นผลจากการที่มีคนออกจากตลาดแรงงานมากขึ้น ทำให้ตลาดการเงินคาดว่า Fed จะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ราคา Bitcoin ปรับขึ้นแตะระดับประมาณ 64,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 7% จากจุดต่ำสุดของสัปดาห์ ขณะที่ Ethereum ปรับขึ้นประมาณ 13% แตะระดับ 1,550 ดอลลาร์

 

ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตามประจำสัปดาห์

 

ปัจจัยมหภาคตัวแรกที่ต้องติดตามคือ Fed minutes ที่คาดว่าจะรายงานในวันที่ 9 ก.ค. โดยรอบนี้ INVX คาดว่ารูปแบบการนำเสนอจะกระชับขึ้นภายใต้การนำของคุณ Kevin Warsh ประธาน Fed ท่านใหม่ และน่าจะหลีกเลี่ยงการให้ Forward Guidance ที่ชัดเจน เพื่อไม่ผูกมัด Fed กับทิศทางนโยบายใดทิศทางหนึ่ง โดยน่าจะเน้นย้ำพันธกิจด้านเสถียรภาพราคาเป็นสำคัญ ถ้าเนื้อหาของรายงานเป็นไปตามที่ INVX คาดความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลจะจำกัด

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามคือตัวเลข CPI หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน มิ.ย. ของประเทศสหรัฐ ที่จะรายงานในวันที่ 14 ก.ค. โดยถ้าตัวเลขออกมาต่ำกว่าตลาดคาดจะลดแรงกดดันเรื่องโอกาสในการที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้และจะส่งผลบวกต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลได้ โดยมุมมองของ INVX ยังเชื่อว่า Fed จะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เนื่องจากแรงกดดันเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันเริ่มลดลง

 

 

Big Cap Performance

 

Screenshot-2026-07-08-120637.png

Source : TradingView as of 8 July 2026

 

 

Key Highlight 1 : เมื่อแรงขายเริ่มหมด Bitcoin กำลังเข้าใกล้จุดฟื้นตัวหรือไม่?

 

WhatsApp-Image-2026-07-08-at-12.11.06-(1).jpeg

Source : Glassnode as of 7 July 2026

 

WhatsApp-Image-2026-07-08-at-12.11.06.jpeg

Source : Glassnode as of 7 July 2026

 

1. STH และ LTH NUPL คือสัญญาณอะไร?

 

NUPL (Net Unrealized Profit/Loss) เป็นตัวชี้วัด On-chain ที่สะท้อนว่าผู้ถือ Bitcoin โดยรวมกำลังมีกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่รับรู้มากน้อยเพียงใด โดยแบ่งเป็น STH (Short-Term Holders) หรือผู้ถือเหรียญไม่เกิน 155 วัน และ LTH (Long-Term Holders) หรือผู้ถือเหรียญเกิน 155 วัน ตัวชี้วัดนี้ช่วยประเมินระดับความเชื่อมั่นและพฤติกรรมของนักลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

 

2. สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ปัจจุบัน STH NUPL ลดลงมาใกล้ระดับ -0.2 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยเกิดจุดกลับตัวสำคัญหลายครั้ง เช่น เดือนมกราคม 2023 เมษายน 2023 ตุลาคม 2023 สิงหาคม 2024 และเมษายน 2025 สะท้อนว่านักลงทุนระยะสั้นจำนวนมากกำลังยอมขายขาดทุน (Capitulation) ขณะที่ LTH NUPL ก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2023 แสดงว่านักลงทุนระยะยาวมีกำไรที่ยังไม่รับรู้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงถือครองสินทรัพย์ต่อเนื่อง

 

3. สัญญาณนี้บอกอะไร?

 

ความแตกต่างของ STH และ LTH NUPL สะท้อนว่าตลาดอาจกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแรงขายของนักลงทุนระยะสั้น ไปสู่การถือครองของนักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นมากกว่า ในอดีต ภาวะลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในช่วงที่แรงขายเริ่มลดลงและตลาดทยอยสร้างฐาน แม้จะยังไม่สามารถยืนยันว่าตลาดผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่สัญญาณในปัจจุบันอาจสะท้อนว่าตลาดเริ่มเข้าใกล้ช่วงฟื้นตัวมากขึ้น โดยทิศทางในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาค สภาพคล่อง และแรงซื้อที่กลับเข้าสู่ตลาดร่วมด้วย

 

 

Key Highlight 2 : แรงซื้อ Bitcoin เริ่มกลับมา หลังสัญญาณอุปสงค์ฟื้นจากจุดต่ำสุด

 

41307c32-454a-4de3-bf26-6acb5cecb057.jpg

Source : CryptoQuant as of 7 July 2026

 

1. Bitcoin Apparent Demand (30-day Sum) คือสัญญาณอะไร?

 

Bitcoin Apparent Demand (30-day Sum) เป็นตัวชี้วัด On-chain ที่ใช้ประเมิน อุปสงค์ที่แท้จริงของ Bitcoin โดยเปรียบเทียบระหว่าง Bitcoin ที่ถูกสร้างใหม่จากการขุด กับ จำนวน Bitcoin ที่ถูกถือครองนิ่งเกิน 1 ปี หากค่าเป็นบวก แสดงว่าแรงซื้อเพียงพอที่จะดูดซับอุปทานใหม่ แต่หากค่าเป็นลบ สะท้อนว่าอุปสงค์ยังอ่อนแอและการสะสมยังไม่มากพอ

 

2. สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ตลอดปีที่ผ่านมา Apparent Demand ยังคงอยู่ในแดนลบ สะท้อนว่าความต้องการซื้อ Bitcoin ยังไม่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม สัญญาณเริ่มปรับดีขึ้น โดยหลังจากแตะระดับต่ำสุดของปีที่ประมาณ -275,000 BTC เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ล่าสุดฟื้นขึ้นมาอยู่ราว -75,000 BTC แม้จะยังไม่กลับมาเป็นบวก แต่ถือว่าแรงกดดันด้านอุปสงค์เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

3. สัญญาณนี้บอกอะไร?

 

การที่ Bitcoin Apparent Demand ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุด แม้ยังอยู่ในแดนลบ สะท้อนว่าแรงซื้อกำลังทยอยกลับเข้าสู่ตลาด และช่วยให้ราคา Bitcoin เริ่มเคลื่อนไหวในลักษณะสร้างฐานมากขึ้น ในอดีต การฟื้นตัวของตัวชี้วัดนี้มักเกิดในช่วงที่อุปสงค์เริ่มกลับมา แม้จะยังไม่สามารถยืนยันการเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่ได้ แต่หาก Bitcoin Apparent Demand ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องและกลับเข้าสู่แดนบวก ประกอบกับปัจจัยมหภาคที่เอื้ออำนวย ก็อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะถัดไป

 

 

Key Highlight 3 : Strategy ตั้งเป้าดันหุ้นบุริมสิทธิ STRC กลับสู่มูลค่าที่ตราไว้ 100 ดอลลาร์ เพื่อฟื้นความสามารถในการระดมทุน ซึ่งอาจเปิดทางให้บริษัทกลับมาซื้อ Bitcoin และสนับสนุนอุปสงค์ของตลาดในระยะต่อไป

 

8966db3c-63f7-4992-9317-67ef407ef615.jpg

Source : Strategy as of 6 July 2026

 

1. สาระสำคัญ

 

ผู้บริหารของ Strategy จะการผลักดันให้หุ้นบุริมสิทธิ STRC กลับมาซื้อขายที่มูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) 100 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของบริษัทในขณะนี้ เนื่องจากเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นความสามารถในการระดมทุนและเปิดทางให้บริษัทกลับมาซื้อ Bitcoin ได้อีกครั้ง โดยบริษัทอาจเพิ่มเงินสำรองสำหรับจ่ายเงินปันผลของ STRC หรือใช้มาตรการซื้อหุ้นคืนเพื่อพยุงราคา ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ Strategy ได้ขาย Bitcoin มูลค่าประมาณ 216 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเงินมารองรับการจ่ายเงินปันผลของ STRC

 

2. สัญญาณนี้บอกอะไรกับตลาด?

 

ข่าวดังกล่าวสะท้อนว่า Strategy ยังคงมีเป้าหมายเดินหน้าสะสม Bitcoin ในระยะยาว** แต่ในระยะสั้นบริษัทให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุนก่อน หาก STRC สามารถกลับสู่มูลค่าที่ตราไว้ 100 ดอลลาร์ได้สำเร็จ บริษัทอาจกลับมาระดมทุนเพื่อซื้อ Bitcoin ได้อีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนอุปสงค์ Bitcoin และความเชื่อมั่นของตลาด อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทต้องขาย Bitcoin เพื่อรองรับภาระการจ่ายเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ สะท้อนว่าความสามารถในการสะสม Bitcoin ยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของโครงสร้างเงินทุน ขณะที่แนวทางดังกล่าวอาจทำให้ความเสี่ยงและความผันผวนของบริษัทเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป จึงยังเป็นประเด็นที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

 

มุมมองด้านเทคนิค

 

BTC

 

Screenshot-2026-07-08-131232.png

Source : InnovestX Research as of 8 July 2026 

 

ภาพรายสัปดาห์ ราคาฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ยังแกว่งตัวใกล้โซนจุดต่ำเดิม ขณะที่ RSI เคลื่อนไหวทรงตัวในโซน Bearish ส่วน MACD และ Signal Line เคลื่อนไหวใกล้กันและอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ประเมินว่าราคาแกว่งตัวรอเลือกทาง โดยหากหลุดจุดต่ำเดิมลงมา มีแนวโน้มที่ราคาจะลงมาทดสอบกรอบล่าง Downtrend Channel แต่หากไม่หลุดคาดฟื้นตัวขึ้น แต่กรอบบนยังจำกัด

 

แนวรับ: 59,500-54,500 ดอลลาร์

แนวต้าน: 66,000-69,000 ดอลลาร์

 

 

ETH

 

Screenshot-2026-07-08-131249.png

Source : InnovestX Research as of 8 July 2026 

 

ภาพรายสัปดาห์ ราคาฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ยังแกว่งตัวใกล้โซนจุดต่ำเดิม ขณะที่ RSI เคลื่อนไหวทรงตัวในโซน Bearish ส่วน MACD และ Signal Line เคลื่อนไหวใกล้กันและอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ประเมินว่าราคาแกว่งตัวรอเลือกทาง โดยหากหลุดจุดต่ำเดิมลงมา จะเป็นสัญญาณลบและมีโอกาสปรับลงต่อเนื่อง แต่หากไม่หลุดต่ำลงมา อาจเห็นการรีบาวด์ระยะสั้น แต่กรอบบนยังจำกัด

 

แนวรับ: 1,550-1,400 ดอลลาร์

แนวต้าน: 1,950-2,100 ดอลลาร์

 

 

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5