Digital Assets

Aster (ASTER): Decentralized Exchange ที่รวม Spot, Perp และหุ้นสหรัฐฯ ไว้ในที่เดียว

8 May 26 10:20 AM
Wealth1
สรุปสาระสำคัญ

Aster (ASTER) คือแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทแบบไม่ต้องผ่านคนกลาง (Decentralized Exchange หรือ DEX) ที่รวมการซื้อขายเหรียญทั่วไป (Spot), สัญญา Perpetual Futures (สัญญาเดิมพันราคาแบบไม่มีวันหมดอายุ) และที่น่าสนใจที่สุดคือ Stock Perps ของหุ้นสหรัฐฯ เช่น Apple และ Tesla ที่เปิดให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกอย่างทำงานบนบล็อกเชนโดยที่ผู้ใช้ ยังคงถือสินทรัพย์ของตัวเองตลอดเวลา

 

จุดเด่นที่ทำให้ Aster แตกต่างจากคู่แข่งคือโมเดล “Trade & Earn” ที่อนุญาตให้นำสินทรัพย์ ที่กำลังกินดอกเบี้ยอยู่ เช่น asBNB (BNB ที่นำไป Stake แล้ว) และ USDF (เหรียญ Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์) มาใช้เป็นหลักประกันได้ ทำให้เงินก้อนเดียวสร้างผลตอบแทนได้ 2 ทางพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมี 2 โหมดสำหรับนักลงทุนต่างกลุ่ม คือ 1001x Mode สำหรับมือใหม่ที่อยากเทรดง่ายๆ และ Pro Mode สำหรับมืออาชีพที่ต้องการเครื่องมือระดับ Binance

 

Aster ได้รับการสนับสนุนจาก YZi Labs (เดิมคือ Binance Labs ก่อน Rebrand เมื่อมกราคม 2025) และ Changpeng Zhao (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance ได้ซื้อโทเคน ASTER จำนวน 2 ล้านเหรียญด้วยตัวเอง ในปี 2025 ปัจจุบัน Aster ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน Perpetual DEX ที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาด แซงคู่แข่งโดยตรงอย่าง Hyperliquid ในด้านรายได้ต่อวันได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดตัวโทเคน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงด้านความผันผวน การใช้ Leverage และความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบประกอบด้วย

Aster คืออะไร (ฉบับเข้าใจง่าย)

 

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดคริปโทไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่อง “เหรียญไหนจะขึ้น” อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่ DeFi (Decentralized Finance หรือการเงินแบบกระจายศูนย์) พยายาม ดึงผลิตภัณฑ์การเงินดั้งเดิม เช่น สัญญา Futures และการเทรดหุ้น เข้ามาอยู่บนบล็อกเชน หนึ่งในกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือ Perpetual DEX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเทรดสัญญา Futures แบบไม่ต้องผ่านโบรกเกอร์ และ Aster คือผู้เล่นใหม่ที่กำลังขึ้นมาท้าทาย Hyperliquid ผู้นำเดิมในตลาดนี้

 

Aster คือแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 3 อย่างในที่เดียว ได้แก่ (1) Spot Trading คือการซื้อขายเหรียญทั่วไปแบบจ่ายเงินจริง, (2) Perpetual Futures คือการเดิมพันทิศทางราคา เหรียญด้วย Leverage และ (3) Stock Perps คือการเดิมพันทิศทางราคาหุ้นสหรัฐฯ เช่น Apple, Tesla รวมถึงทองคำและเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกอย่างทำงานบนระบบ DEX ที่ผู้ใช้ไม่ต้องส่งเงินไปฝากกับใคร

 

อธิบายให้เห็นภาพคือ DEX เปรียบเสมือนตลาดนัดที่ผู้ซื้อกับผู้ขายต่อรองราคากันเองโดย ไม่มีร้านค้าหรือธนาคารคุมเงิน ต่างจาก Centralized Exchange (CEX) อย่าง Binance ที่ต้องส่งเงินไปฝากกับแพลตฟอร์มก่อนถึงเทรดได้ ข้อดีของ DEX คือผู้ใช้ยังถือเงินตัวเองอยู่ตลอด ส่วนข้อเสียคือไม่มีคนกลางมาช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา

 

ส่วน Perpetual Futures หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “Perp” คือสัญญาเดิมพันทิศทางราคา ที่ไม่มีวันหมดอายุ เปรียบเสมือนการเดิมพันว่าราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะขึ้นหรือลง โดยที่ผู้เทรดไม่ต้องเดินไปรับ ทองจริงๆ ข้อดีคือใช้เงินน้อยควบคุมตำแหน่งใหญ่ได้ผ่าน Leverage แต่ก็มีข้อเสียคือเสี่ยงโดน Liquidate (บังคับปิดตำแหน่ง) ได้รวดเร็วถ้าราคาวิ่งสวนทาง

 

โทเคน ASTER มีบทบาทหลัก 2 ด้าน คือ (1) Governance Token ที่ผู้ถือมีสิทธิ์โหวตทิศทางของโปรโตคอล และ (2) Utility Token ที่ใช้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมและแบ่งปันรายได้ของแพลตฟอร์ม

 

 

ประวัติและความเป็นมา

 

Aster เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ 2 โปรเจกต์ที่มีฐานผู้ใช้อยู่แล้ว ได้แก่ (1) Astherus คือโปรโตคอลด้านผลิตภัณฑ์สร้างผลตอบแทน (Yield Products) และ (2) APX Finance คือแพลตฟอร์ม Perpetual DEX บน BNB Chain ที่มีปริมาณการซื้อขายสะสมรวมกัน ก่อนการควบรวมแล้วกว่า 258,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การควบรวมเสร็จสิ้นในปลายปี 2567 และเปิดตัวภายใต้ชื่อ Aster อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568

 

ในเดือนพฤศจิกายน 2567 (ก่อนการ Rebrand) Binance Labs (ปัจจุบันคือ YZi Labs) ได้เข้าลงทุน เชิงกลยุทธ์ใน Astherus ซึ่งความสัมพันธ์นี้ส่งผลให้ Aster ได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศ Binance ตั้งแต่วันแรก

 

ต่อมาในวันที่ 17 กันยายน 2568 Aster ได้เปิดตัวโทเคน ASTER อย่างเป็นทางการ (Token Generation Event) และในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 Changpeng Zhao (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance ได้ซื้อโทเคน ASTER จำนวน 2 ล้านเหรียญด้วยตัวเอง ส่งผลให้ราคาโทเคนพุ่งขึ้นกว่า 20% ในวันเดียว และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์มได้รับการรับรู้ในวงกว้าง

 

 

3 จุดเด่นที่ทำให้ Aster แตกต่างจากคู่แข่ง

 

1. Trade & Earn ที่ทำให้เงินก้อนเดียวทำงาน 2 ทางพร้อมกัน

 

ปัญหาเดิมของ Perpetual DEX ทั่วไปคือผู้ใช้ต้องวางหลักประกัน (Margin) เป็น USDC ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ไม่ก่อให้เกิดดอกเบี้ย ทำให้เงินจำนวนมากนอนหายใจอยู่เฉยๆ ระหว่างที่เปิดตำแหน่งเทรด

Aster แก้ปัญหานี้ด้วยการอนุญาตให้นำสินทรัพย์ที่ “กำลังกินดอกเบี้ยอยู่แล้ว” (Yield-Bearing Assets) มาวางเป็นหลักประกันได้โดยตรง ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่:

 

  • asBNB คือ BNB ที่ผ่านการ Stake แล้ว ผู้ถือยังได้รับผลตอบแทนจาก Staking ระหว่างใช้เป็นหลักประกัน

 

  • USDF คือ Stablecoin ที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์ แต่ออกแบบให้สร้างผลตอบแทนได้เพิ่ม

เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ การนำสินทรัพย์ที่กินดอกเบี้ยมาเป็นหลักประกันก็เหมือน กับการนำเงินฝากประจำที่ยังกินดอกเบี้ย 3% อยู่ ไปใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อ แทนที่จะต้อง ถอนเงินออกมาก่อน ผลคือเงินก้อนเดียวสร้างรายได้ได้ 2 ทาง ทั้งดอกเบี้ยจาก Staking และโอกาส กำไรจากการเทรด

 

2. Stock Perps สำหรับเทรดหุ้นสหรัฐฯ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

Aster เปิดให้ซื้อขาย Stock Perpetuals ของหุ้นชั้นนำในตลาดสหรัฐฯ เช่น Apple, Tesla รวมถึงทองคำและเงิน ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน DeFi โดยไม่ต้องเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ในประเทศ และไม่ต้องรอตลาด NYSE เปิดทำการ

 

อธิบายให้เห็นภาพคือ ผู้เทรดสามารถเดิมพันราคา Apple ได้ในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือเวลาตี 3 ตามเวลาไทย ในขณะที่ตลาดหุ้น NYSE ปิดทำการ แต่ผู้เทรดต้องเข้าใจว่านี่คือการเดิมพันราคา ไม่ใช่ การเป็นเจ้าของหุ้นจริง ผู้เทรดจึงไม่ได้รับสิทธิ์ปันผลและไม่มีสิทธิ์โหวตในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

 

การซื้อขายดำเนินการในรูปแบบ Non-Custodial โดยหลักประกัน (Margin) ที่ผู้ใช้วางไว้ เช่น USDC หรือ USDF ยังคงอยู่ในกระเป๋าเงินของผู้ใช้เอง ผู้ใช้ไม่ต้องโอนเงินไปฝากกับตัวกลางเหมือน Centralized Exchange ทั่วไป อย่างไรก็ตาม การเทรด Stock Perps ไม่ใช่การถือครองหุ้นจริง ผู้เทรดถือเพียงสิทธิ์ในผลกำไร/ขาดทุน ตามการเคลื่อนไหวของราคา ไม่ได้รับปันผล และไม่มีสิทธิ์โหวตในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

 

3. โหมดการซื้อขาย 2 แบบ ครอบคลุมตั้งแต่มือใหม่ถึงมืออาชีพ

 

  • 1001x Mode (Simple) สำหรับมือใหม่ ใช้งานแบบ One-Click พร้อม Leverage สูงสุด 1,001 เท่า มีระบบป้องกัน MEV ลดความเสี่ยงจากการถูกแอบดักออเดอร์

 

  • Pro Mode สำหรับนักลงทุนระดับมืออาชีพ ใช้ระบบ Order Book พร้อมเครื่องมือขั้นสูง เช่น Grid Trading, Hidden Orders (ออเดอร์ซ่อนขนาด) และ Multi-Asset Margin ในระดับเดียวกับ Centralized Exchange ชั้นนำ Leverage สูงสุด 100 เท่า

 

สำหรับ MEV (Maximal Extractable Value) ที่กล่าวถึงด้านบน คือกรณีที่ Bot หรือผู้ตรวจสอบ บล็อกเชนแอบเห็นออเดอร์ของผู้ใช้ก่อนคนอื่น แล้วชิงซื้อก่อนเพื่อขายต่อให้เราในราคาแพงขึ้น (Front-Running) หรือทั้งซื้อก่อนและขายหลังออเดอร์เรา (Sandwich Attack) ระบบป้องกัน MEV ของ Aster จึงออกแบบมาเพื่อลดความเสียหายจากการถูกดักนี้

 

 

โอกาสเติบโตในตลาดที่ยังเป็นน่านน้ำใหม่

 

  • ตลาด Onchain Derivatives (อนุพันธ์บนบล็อกเชน) ยังมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับ Centralized Exchange (CEX) ซึ่งสะท้อนพื้นที่การเติบโตที่ยังเหลืออีกมาก

 

  • แพลตฟอร์มที่ครองส่วนแบ่งตลาดได้ในช่วงนี้จะได้ประโยชน์จาก Network Effects (ยิ่งคนใช้เยอะ สภาพคล่องยิ่งสูง คนยิ่งเข้ามาใช้) ซึ่งยากต่อการแข่งขันในภายหลัง

 

  • Aster มีปริมาณการซื้อขายและจำนวนผู้ใช้งานเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถแซง Hyperliquid ในด้านรายได้ต่อวันได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดตัวโทเคน

 

 

โครงสร้างการกระจายเหรียญ (Tokenomics)

 

เหรียญ ASTER มี Max Supply คงที่ที่ 8,000,000,000 เหรียญ (8 พันล้านเหรียญ) การกระจายเหรียญเน้นความเป็นเจ้าของของชุมชนเป็นหลัก โดยสัดส่วน Airdrop และ Ecosystem รวมกันสูงถึง 83.5% สะท้อนแนวทาง Community-First ของโครงการ กล่าวคือ เหรียญส่วนใหญ่ถูกกระจายให้ผู้ใช้งานและชุมชน แทนที่จะกระจุกตัวกับ VC หรือทีมพัฒนา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยดึงดูดผู้ใช้งานในช่วงเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว

 

Screenshot-2026-05-08-103106.png

 

ที่มา: Tokenomist (ข้อมูล ณ 6 พฤษภาคม 2569)

 

 

สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่คุ้นเคยกับโลกคริปโท คำศัพท์ที่ใช้ในการแบ่งสัดส่วนเหรียญอาจดูเข้าใจยาก ตารางด้านล่างอธิบายความหมายของแต่ละส่วนแบบสั้นๆ:

 

ส่วนการกระจายเหรียญ

คำอธิบายแบบเข้าใจง่าย

Airdrop

การแจกโทเคนฟรีให้ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มในช่วงเริ่มต้น เพื่อสร้าง ฐานผู้ใช้และเป็นรางวัล ตอบแทนผู้ที่เข้ามาใช้งานก่อน เปรียบเสมือนโปรโมชันแจกของฟรีตอนเปิดร้านใหม่

Ecosystem

งบประมาณสำหรับพัฒนาระบบนิเวศของโครงการ เช่น ให้รางวัลโปรเจกต์ที่มาเชื่อมต่อ, จัดกิจกรรมแข่งเทรด, สนับสนุนนักพัฒนา

Treasury

กองทุนสำรองของโครงการ ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายระยะยาว การพัฒนาแพลตฟอร์ม และรองรับ เหตุการณ์ฉุกเฉิน

VC / Investors

สัดส่วนสำหรับนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ลงทุนตั้งแต่ช่วงแรก เช่น YZi Labs โดยทั่วไป จะมีระยะเวลาล็อกก่อนนำเหรียญออกขายได้

Team & Advisors

สัดส่วนสำหรับทีมพัฒนาและที่ปรึกษา มักมีระยะเวลาล็อก (Vesting) เพื่อป้องกันการเทขาย ในช่วงแรกและสร้างแรงจูงใจให้ทีมดูแลโครงการในระยะยาว

 

 

เปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญในตลาด Perpetual DEX

 

ตารางเปรียบเทียบจุดเด่น-จุดด้อยของ Aster กับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Hyperliquid (ผู้นำตลาดเดิม) และ dYdX (ผู้บุกเบิก Perp DEX)

 

คุณสมบัติ

Aster

Hyperliquid

dYdX

รูปแบบการซื้อขาย

Hybrid (Order Book + AMM)

Order Book บน L1 ของตัวเอง

Order Book บน App-chain

ประเภทหลักประกัน

Yield-Bearing (asBNB, USDF) + Stablecoins

USDC เป็นหลัก

USDC

รองรับหลายเครือข่าย

4 เครือข่าย (BNB, ETH, SOL, ARB)

เฉพาะ L1 ของตัวเอง

เฉพาะ App-chain

Stock Perpetuals

ซื้อขายได้ตลอด 24 ชม. (Apple, Tesla, Gold, Silver)

ไม่มี

ไม่มี

Leverage สูงสุด

1,001x (Simple) / 100x (Pro)

ประมาณ 40-50x

สูงสุด 100x (คู่หลัก)

Backers

YZi Labs + CZ

Community-funded

VC ครั้งเดิม (Paradigm, a16z)

 

ข้อสังเกตสำคัญ คือ Aster เป็นรายเดียวในกลุ่มที่ (1) เปิดให้ใช้สินทรัพย์ที่กินดอกเบี้ยเป็นหลักประกัน, (2) มี Stock Perps สำหรับเทรดหุ้นสหรัฐฯ และ (3) รองรับหลายบล็อกเชนพร้อมกัน ซึ่งเป็น 3 ปัจจัยหลักที่ดึงดูดทั้งนักเทรดสาย DeFi และนักลงทุนสาย TradFi

 

 

เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน

 

  • นักลงทุนที่ต้องการเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน DEX ที่รวม Spot และ Perpetual Futures ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว

 

  • ผู้ที่ต้องการบริหารเงินทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการใช้สินทรัพย์ที่กิน ดอกเบี้ยเป็นหลักประกัน

 

  • นักลงทุนที่สนใจเทรด Stock Perps ของหุ้นสหรัฐฯ ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเปิดบัญชี กับโบรกเกอร์ดั้งเดิม

 

  • ผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงได้ เนื่องจากแพลตฟอร์มรองรับ Leverage สูงและสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูง

 

ความเสี่ยงที่ควรพิจารณา

 

  • ความผันผวนสูง โดย ASTER เป็นโทเคนที่เปิดตัวใหม่ในเดือนกันยายน 2568 และราคาเคลื่อนไหวรุนแรง รวมถึงข้อมูล On-Chain บางส่วนชี้ว่าการถือครองเหรียญ กระจุกตัวในกระเป๋าขนาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อแรงขายจากผู้ถือรายใหญ่

 

  • ความเสี่ยงจาก Leverage โดยแพลตฟอร์มรองรับการซื้อขายด้วย Leverage สูงถึง 1,001 เท่า ซึ่งทำให้นักลงทุนถูก Liquidate (บังคับปิดตำแหน่ง) ได้แม้ราคาเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย

 

  • การพึ่งพา Binance Ecosystem โดยกลไกบางส่วนของระบบเชื่อมโยงกับ Binance และ BNB Chain ทำให้ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบหรือปัญหาจาก Counterparty ของ Binance อาจส่งผลต่อระบบโดยตรง

 

  • ความเสี่ยงด้าน Smart Contract แม้โปรโตคอลจะผ่านการ Audit จาก Certik, PeckShield และ Salus Security แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากช่องโหว่ทางเทคนิคที่ไม่อาจตรวจพบได้ทั้งหมด

 

  • ความไม่แน่นอนด้านกฎหมาย เนื่องจากการซื้อขาย Perpetuals และสินทรัพย์ดิจิทัลยังอยู่ในเขตเทาด้านกฎหมายในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในอนาคต

 

 

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5