
Aster (ASTER) คือแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทแบบไม่ต้องผ่านคนกลาง (Decentralized Exchange หรือ DEX) ที่รวมการซื้อขายเหรียญทั่วไป (Spot), สัญญา Perpetual Futures (สัญญาเดิมพันราคาแบบไม่มีวันหมดอายุ) และที่น่าสนใจที่สุดคือ Stock Perps ของหุ้นสหรัฐฯ เช่น Apple และ Tesla ที่เปิดให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกอย่างทำงานบนบล็อกเชนโดยที่ผู้ใช้ ยังคงถือสินทรัพย์ของตัวเองตลอดเวลา
จุดเด่นที่ทำให้ Aster แตกต่างจากคู่แข่งคือโมเดล “Trade & Earn” ที่อนุญาตให้นำสินทรัพย์ ที่กำลังกินดอกเบี้ยอยู่ เช่น asBNB (BNB ที่นำไป Stake แล้ว) และ USDF (เหรียญ Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์) มาใช้เป็นหลักประกันได้ ทำให้เงินก้อนเดียวสร้างผลตอบแทนได้ 2 ทางพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมี 2 โหมดสำหรับนักลงทุนต่างกลุ่ม คือ 1001x Mode สำหรับมือใหม่ที่อยากเทรดง่ายๆ และ Pro Mode สำหรับมืออาชีพที่ต้องการเครื่องมือระดับ Binance
Aster ได้รับการสนับสนุนจาก YZi Labs (เดิมคือ Binance Labs ก่อน Rebrand เมื่อมกราคม 2025) และ Changpeng Zhao (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance ได้ซื้อโทเคน ASTER จำนวน 2 ล้านเหรียญด้วยตัวเอง ในปี 2025 ปัจจุบัน Aster ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน Perpetual DEX ที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาด แซงคู่แข่งโดยตรงอย่าง Hyperliquid ในด้านรายได้ต่อวันได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดตัวโทเคน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงด้านความผันผวน การใช้ Leverage และความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบประกอบด้วย
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดคริปโทไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่อง “เหรียญไหนจะขึ้น” อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่ DeFi (Decentralized Finance หรือการเงินแบบกระจายศูนย์) พยายาม ดึงผลิตภัณฑ์การเงินดั้งเดิม เช่น สัญญา Futures และการเทรดหุ้น เข้ามาอยู่บนบล็อกเชน หนึ่งในกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือ Perpetual DEX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเทรดสัญญา Futures แบบไม่ต้องผ่านโบรกเกอร์ และ Aster คือผู้เล่นใหม่ที่กำลังขึ้นมาท้าทาย Hyperliquid ผู้นำเดิมในตลาดนี้
Aster คือแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 3 อย่างในที่เดียว ได้แก่ (1) Spot Trading คือการซื้อขายเหรียญทั่วไปแบบจ่ายเงินจริง, (2) Perpetual Futures คือการเดิมพันทิศทางราคา เหรียญด้วย Leverage และ (3) Stock Perps คือการเดิมพันทิศทางราคาหุ้นสหรัฐฯ เช่น Apple, Tesla รวมถึงทองคำและเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกอย่างทำงานบนระบบ DEX ที่ผู้ใช้ไม่ต้องส่งเงินไปฝากกับใคร
อธิบายให้เห็นภาพคือ DEX เปรียบเสมือนตลาดนัดที่ผู้ซื้อกับผู้ขายต่อรองราคากันเองโดย ไม่มีร้านค้าหรือธนาคารคุมเงิน ต่างจาก Centralized Exchange (CEX) อย่าง Binance ที่ต้องส่งเงินไปฝากกับแพลตฟอร์มก่อนถึงเทรดได้ ข้อดีของ DEX คือผู้ใช้ยังถือเงินตัวเองอยู่ตลอด ส่วนข้อเสียคือไม่มีคนกลางมาช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา
ส่วน Perpetual Futures หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “Perp” คือสัญญาเดิมพันทิศทางราคา ที่ไม่มีวันหมดอายุ เปรียบเสมือนการเดิมพันว่าราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะขึ้นหรือลง โดยที่ผู้เทรดไม่ต้องเดินไปรับ ทองจริงๆ ข้อดีคือใช้เงินน้อยควบคุมตำแหน่งใหญ่ได้ผ่าน Leverage แต่ก็มีข้อเสียคือเสี่ยงโดน Liquidate (บังคับปิดตำแหน่ง) ได้รวดเร็วถ้าราคาวิ่งสวนทาง
โทเคน ASTER มีบทบาทหลัก 2 ด้าน คือ (1) Governance Token ที่ผู้ถือมีสิทธิ์โหวตทิศทางของโปรโตคอล และ (2) Utility Token ที่ใช้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมและแบ่งปันรายได้ของแพลตฟอร์ม
Aster เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ 2 โปรเจกต์ที่มีฐานผู้ใช้อยู่แล้ว ได้แก่ (1) Astherus คือโปรโตคอลด้านผลิตภัณฑ์สร้างผลตอบแทน (Yield Products) และ (2) APX Finance คือแพลตฟอร์ม Perpetual DEX บน BNB Chain ที่มีปริมาณการซื้อขายสะสมรวมกัน ก่อนการควบรวมแล้วกว่า 258,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การควบรวมเสร็จสิ้นในปลายปี 2567 และเปิดตัวภายใต้ชื่อ Aster อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568
ในเดือนพฤศจิกายน 2567 (ก่อนการ Rebrand) Binance Labs (ปัจจุบันคือ YZi Labs) ได้เข้าลงทุน เชิงกลยุทธ์ใน Astherus ซึ่งความสัมพันธ์นี้ส่งผลให้ Aster ได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศ Binance ตั้งแต่วันแรก
ต่อมาในวันที่ 17 กันยายน 2568 Aster ได้เปิดตัวโทเคน ASTER อย่างเป็นทางการ (Token Generation Event) และในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 Changpeng Zhao (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance ได้ซื้อโทเคน ASTER จำนวน 2 ล้านเหรียญด้วยตัวเอง ส่งผลให้ราคาโทเคนพุ่งขึ้นกว่า 20% ในวันเดียว และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์มได้รับการรับรู้ในวงกว้าง
ปัญหาเดิมของ Perpetual DEX ทั่วไปคือผู้ใช้ต้องวางหลักประกัน (Margin) เป็น USDC ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ไม่ก่อให้เกิดดอกเบี้ย ทำให้เงินจำนวนมากนอนหายใจอยู่เฉยๆ ระหว่างที่เปิดตำแหน่งเทรด
Aster แก้ปัญหานี้ด้วยการอนุญาตให้นำสินทรัพย์ที่ “กำลังกินดอกเบี้ยอยู่แล้ว” (Yield-Bearing Assets) มาวางเป็นหลักประกันได้โดยตรง ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่:
เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ การนำสินทรัพย์ที่กินดอกเบี้ยมาเป็นหลักประกันก็เหมือน กับการนำเงินฝากประจำที่ยังกินดอกเบี้ย 3% อยู่ ไปใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อ แทนที่จะต้อง ถอนเงินออกมาก่อน ผลคือเงินก้อนเดียวสร้างรายได้ได้ 2 ทาง ทั้งดอกเบี้ยจาก Staking และโอกาส กำไรจากการเทรด
Aster เปิดให้ซื้อขาย Stock Perpetuals ของหุ้นชั้นนำในตลาดสหรัฐฯ เช่น Apple, Tesla รวมถึงทองคำและเงิน ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน DeFi โดยไม่ต้องเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ในประเทศ และไม่ต้องรอตลาด NYSE เปิดทำการ
อธิบายให้เห็นภาพคือ ผู้เทรดสามารถเดิมพันราคา Apple ได้ในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือเวลาตี 3 ตามเวลาไทย ในขณะที่ตลาดหุ้น NYSE ปิดทำการ แต่ผู้เทรดต้องเข้าใจว่านี่คือการเดิมพันราคา ไม่ใช่ การเป็นเจ้าของหุ้นจริง ผู้เทรดจึงไม่ได้รับสิทธิ์ปันผลและไม่มีสิทธิ์โหวตในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
การซื้อขายดำเนินการในรูปแบบ Non-Custodial โดยหลักประกัน (Margin) ที่ผู้ใช้วางไว้ เช่น USDC หรือ USDF ยังคงอยู่ในกระเป๋าเงินของผู้ใช้เอง ผู้ใช้ไม่ต้องโอนเงินไปฝากกับตัวกลางเหมือน Centralized Exchange ทั่วไป อย่างไรก็ตาม การเทรด Stock Perps ไม่ใช่การถือครองหุ้นจริง ผู้เทรดถือเพียงสิทธิ์ในผลกำไร/ขาดทุน ตามการเคลื่อนไหวของราคา ไม่ได้รับปันผล และไม่มีสิทธิ์โหวตในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
สำหรับ MEV (Maximal Extractable Value) ที่กล่าวถึงด้านบน คือกรณีที่ Bot หรือผู้ตรวจสอบ บล็อกเชนแอบเห็นออเดอร์ของผู้ใช้ก่อนคนอื่น แล้วชิงซื้อก่อนเพื่อขายต่อให้เราในราคาแพงขึ้น (Front-Running) หรือทั้งซื้อก่อนและขายหลังออเดอร์เรา (Sandwich Attack) ระบบป้องกัน MEV ของ Aster จึงออกแบบมาเพื่อลดความเสียหายจากการถูกดักนี้
เหรียญ ASTER มี Max Supply คงที่ที่ 8,000,000,000 เหรียญ (8 พันล้านเหรียญ) การกระจายเหรียญเน้นความเป็นเจ้าของของชุมชนเป็นหลัก โดยสัดส่วน Airdrop และ Ecosystem รวมกันสูงถึง 83.5% สะท้อนแนวทาง Community-First ของโครงการ กล่าวคือ เหรียญส่วนใหญ่ถูกกระจายให้ผู้ใช้งานและชุมชน แทนที่จะกระจุกตัวกับ VC หรือทีมพัฒนา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยดึงดูดผู้ใช้งานในช่วงเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา: Tokenomist (ข้อมูล ณ 6 พฤษภาคม 2569)
สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่คุ้นเคยกับโลกคริปโท คำศัพท์ที่ใช้ในการแบ่งสัดส่วนเหรียญอาจดูเข้าใจยาก ตารางด้านล่างอธิบายความหมายของแต่ละส่วนแบบสั้นๆ:
|
ส่วนการกระจายเหรียญ |
คำอธิบายแบบเข้าใจง่าย |
|
Airdrop |
การแจกโทเคนฟรีให้ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มในช่วงเริ่มต้น เพื่อสร้าง ฐานผู้ใช้และเป็นรางวัล ตอบแทนผู้ที่เข้ามาใช้งานก่อน เปรียบเสมือนโปรโมชันแจกของฟรีตอนเปิดร้านใหม่ |
|
Ecosystem |
งบประมาณสำหรับพัฒนาระบบนิเวศของโครงการ เช่น ให้รางวัลโปรเจกต์ที่มาเชื่อมต่อ, จัดกิจกรรมแข่งเทรด, สนับสนุนนักพัฒนา |
|
Treasury |
กองทุนสำรองของโครงการ ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายระยะยาว การพัฒนาแพลตฟอร์ม และรองรับ เหตุการณ์ฉุกเฉิน |
|
VC / Investors |
สัดส่วนสำหรับนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ลงทุนตั้งแต่ช่วงแรก เช่น YZi Labs โดยทั่วไป จะมีระยะเวลาล็อกก่อนนำเหรียญออกขายได้ |
|
Team & Advisors |
สัดส่วนสำหรับทีมพัฒนาและที่ปรึกษา มักมีระยะเวลาล็อก (Vesting) เพื่อป้องกันการเทขาย ในช่วงแรกและสร้างแรงจูงใจให้ทีมดูแลโครงการในระยะยาว |
ตารางเปรียบเทียบจุดเด่น-จุดด้อยของ Aster กับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Hyperliquid (ผู้นำตลาดเดิม) และ dYdX (ผู้บุกเบิก Perp DEX)
|
คุณสมบัติ |
Aster |
Hyperliquid |
dYdX |
|
รูปแบบการซื้อขาย |
Hybrid (Order Book + AMM) |
Order Book บน L1 ของตัวเอง |
Order Book บน App-chain |
|
ประเภทหลักประกัน |
Yield-Bearing (asBNB, USDF) + Stablecoins |
USDC เป็นหลัก |
USDC |
|
รองรับหลายเครือข่าย |
4 เครือข่าย (BNB, ETH, SOL, ARB) |
เฉพาะ L1 ของตัวเอง |
เฉพาะ App-chain |
|
Stock Perpetuals |
ซื้อขายได้ตลอด 24 ชม. (Apple, Tesla, Gold, Silver) |
ไม่มี |
ไม่มี |
|
Leverage สูงสุด |
1,001x (Simple) / 100x (Pro) |
ประมาณ 40-50x |
สูงสุด 100x (คู่หลัก) |
|
Backers |
YZi Labs + CZ |
Community-funded |
VC ครั้งเดิม (Paradigm, a16z) |
ข้อสังเกตสำคัญ คือ Aster เป็นรายเดียวในกลุ่มที่ (1) เปิดให้ใช้สินทรัพย์ที่กินดอกเบี้ยเป็นหลักประกัน, (2) มี Stock Perps สำหรับเทรดหุ้นสหรัฐฯ และ (3) รองรับหลายบล็อกเชนพร้อมกัน ซึ่งเป็น 3 ปัจจัยหลักที่ดึงดูดทั้งนักเทรดสาย DeFi และนักลงทุนสาย TradFi
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้