
ทุกครั้งที่เราพูดถึง AI ส่วนใหญ่จะนึกถึงปลายทางอย่าง ChatGPT หรือ Gemini แต่ในมุมของนักลงทุน สิ่งสำคัญกว่าคือการเข้าใจห่วงโซ่ของบริษัทเบื้องหลังที่ทำให้ AI ทำงานได้จริง AI Value Chain คือระบบที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการสร้างเทคโนโลยีในกลุ่ม chip design และ equipment จากนั้นถูกต่อยอดผ่านการผลิตและการจัดการข้อมูลในกลุ่ม memory และ storage ก่อนจะถูกขยายด้วยการลงทุนใน data center, network และพลังงานในส่วนของ infrastructure และสุดท้ายจึงถูกนำไปใช้สร้างรายได้ผ่าน cloud และซอฟต์แวร์ในปลายน้ำ จุดสำคัญคือในแต่ละช่วงไม่ได้เติบโตเท่ากันในเวลาเดียวกัน ปัจจุบันเงินลงทุนกำลังไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจนเพื่อรองรับ demand ของ AI ในอนาคต ดังนั้นสำหรับนักลงทุน การเข้าใจว่า value กำลังถูกสร้างและถูก capture อยู่ตรงไหนของห่วงโซ่ จะช่วยให้เลือกโอกาสการลงทุนได้แม่นยำมากขึ้น ไม่ใช่แค่เลือกหุ้น AI แต่คือการเลือกตำแหน่งใน AI ecosystem ให้ถูกจังหวะ

เวลาพูดถึง AI หลายคนจะนึกถึงแอปหรือโมเดลอัจฉริยะ แต่ในมุมของนักลงทุน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ โครงสร้างเบื้องหลังที่ทำให้ AI ทำงานได้จริงทั้งหมด ซึ่งเราเรียกว่า AI Value Chain มันไม่ใช่ธุรกิจเดียว แต่เป็นห่วงโซ่ตั้งแต่การออกแบบชิป การผลิต การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการนำ AI ไปใช้สร้างรายได้ในโลกจริง การเข้าใจภาพนี้ช่วยให้เห็นว่าเงินลงทุนกำลังไหลไปตรงไหน และบริษัทแต่ละกลุ่มอยู่ตรงจุดไหนของเกม
ต้นน้ำคือจุดที่ความสามารถของ AI ถูกสร้างขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการออกแบบชิป ซึ่งเป็นหัวใจของทั้งระบบ บริษัทอย่าง NVIDIA (NVDA23), AMD (AMD23), Broadcom (AVGO23) และ Marvell (MRVL23) ทำหน้าที่พัฒนาชิปประมวลผลที่ใช้สำหรับ train และ run โมเดล AI ซึ่งยิ่ง AI ซับซ้อนมากขึ้น ความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง Lam Research (LRCX23) อยู่ในกลุ่มเครื่องมือผลิตชิปที่ขายให้ผู้ผลิตอย่าง TSMC, Samsung และ SK Hynix ซึ่งแม้จะไม่ได้ออกแบบชิปเอง แต่เป็นผู้ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมสามารถผลิตชิปได้จริง จึงเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของ ecosystem
ในชั้นวัตถุดิบนับเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งระบบ บริษัทอย่าง Freeport-McMoRan (FCX23) มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ ซึ่งเป็นวัสดุหลักในโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและ data center ตั้งแต่สายไฟไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้รองรับระบบ AI เมื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น ความต้องการทองแดงก็เพิ่มตาม ทำให้กลุ่มนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการเติบโตของ AI ในภาพใหญ่
ความสามารถของ AI ไม่ได้ขึ้นกับชิปเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับหน่วยความจำความเร็วสูง (High Bandwidth Memory หรือ HBM) ที่ติดอยู่กับ GPU ด้วย ทำให้บริษัทอย่าง Micron (MICRON23) มีบทบาทสำคัญ เพราะ AI ต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมหาศาลควบคู่กับพลังประมวลผลและของขายหมดแล้วล่วงหน้าทั้งปี
ขณะเดียวกัน SanDisk (SNDK23) และ Seagate (SEAGATE23) อยู่ในส่วนของ storage ซึ่งรองรับการจัดเก็บข้อมูลในระดับ data center โลกของ AI คือโลกของข้อมูล และยิ่ง AI เติบโต ปริมาณข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ชั้นโครงสร้างพื้นฐานคือจุดที่ AI ถูกประกอบขึ้นเป็นระบบขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริง ตู้อุปกรณ์ AI รุ่นใหม่ (AI Rack) กินไฟราว 130 กิโลวัตต์ต่อตู้ เทียบกับ Data Center รุ่นเดิมที่ใช้เพียง 5-15 กิโลวัตต์ต่อตู้ ทำให้ต้องลงทุนระบบไฟ ระบบระบายความร้อน และเครือข่ายใหม่ทั้งหมด
ห่วงโซ่พลังงานเริ่มต้นจาก Cameco (CCJ23) ผู้จัดหายูเรเนียมซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่งต่อให้ Constellation Energy (CEG23) ผู้ผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์รายใหญ่ที่แปลงเชื้อเพลิงเป็นกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าโครงข่าย จากนั้น GE Vernova (GEV23) ส่ง-จ่ายไฟผ่านหม้อแปลงและสวิตช์เกียร์เข้าสู่ data center และปลายทางคือ Vertiv (VRT23) ที่ดูแลระบบจ่ายไฟภายในตู้แร็คพร้อมระบบระบายความร้อนแบบของเหลว (Liquid Cooling) ซึ่งจำเป็นสำหรับการรันโหลด AI อย่างต่อเนื่อง
ส่วน Arista Networks (ANET23) ทำหน้าที่วางเครือข่ายความเร็วสูงเชื่อมต่อ GPU และเซิร์ฟเวอร์ภายใน data center ให้รองรับ workload ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กลุ่ม power, cooling และ network กลายเป็นคอขวดสำคัญของการเติบโตของ AI ในระยะยาว
ปลายน้ำคือจุดที่ AI ถูกแปรเป็นรายได้จริง ผ่าน Hyperscaler ที่ซื้ออุปกรณ์จากชั้น 1-3 มาประกอบเป็นบริการขายต่อให้องค์กร บริษัทอย่าง Microsoft (MSFT23), Amazon (AMZN23), Alphabet (GOOG23) และ Meta (META23) เป็นผู้เล่นหลักในส่วนนี้ โดยเปิดให้ลูกค้าเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI ผ่าน cloud platform ทำให้ AI เข้าถึงได้ในวงกว้างมากขึ้น
ในขณะที่ Snowflake (SNOW23) และ Palantir (PLTR23) ทำหน้าที่ในชั้นซอฟต์แวร์ ช่วยให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์และสร้างมูลค่าด้วย AI ได้โดยตรง กลุ่มนี้จึงเป็นจุดที่ AI ถูกเปลี่ยนจากเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานเชิงธุรกิจ
โอกาสการลงทุนผ่าน DR23: เข้าถึง AI Value Chain ได้ครบในพอร์ตเดียว
ความน่าสนใจของ AI Value Chain คือ value ไม่ได้กระจุกที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่กระจายตลอดทั้งห่วงโซ่ การเลือกหุ้นรายตัวจึงอาจทำให้พลาดส่วนสำคัญของโอกาสไป DR23 ของ InnovestX ออกแบบมาเพื่อให้นักลงทุนไทย เข้าถึงผู้นำของแต่ละชั้นได้ในตลาดเดียวกัน ตั้งแต่ต้นน้ำอย่าง NVDA23 และ AMD23, กลางน้ำอย่าง MICRON23 และ SEAGATE23, โครงสร้างพื้นฐานอย่าง ANET23 และปลายน้ำอย่าง MSFT23, AMZN23 และ GOOG23 ทำให้สามารถวางตำแหน่งของพอร์ตได้ตามจังหวะของวงจร ไม่ว่าจะเน้น Growth จากต้นน้ำ หรือเน้นรายได้สม่ำเสมอจากปลายน้ำ
สุดท้าย AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ระยะสั้น แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก และ value ไม่ได้ถูกสร้างที่จุดเดียว แต่กระจายอยู่ตลอดทั้งห่วงโซ่ การเข้าใจ AI Value Chain ช่วยให้มองเห็นภาพใหญ่ และ DR23 ก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนตามภาพใหญ่นี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านการเข้าถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในแต่ละจุดของ ecosystem ได้ง่ายขึ้นจากตลาดไทย
⚠️ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจผลิตภัณ์ฑ DR ก่อนการลงทุน เนื่องจาก DR มีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความผันผวนของราคาของหลักทรัพย์ต่างประเทศ และความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา DR เอง