
Uber บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการ Delivery Hero เพื่อขยายฐานธุรกิจส่งอาหารและเรียกรถไปอีก 50 ตลาดทั่วโลก ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่อย่าง Baemin, Foodpanda และ Talabat โดยเน้นกลยุทธ์ลดต้นทุนจากการรวมระบบเทคโนโลยีและการดำเนินงานส่วนกลาง ควบคู่กับการขยายระบบสมาชิก Uber One และบริการโฆษณา ซึ่งคาดว่าดีลนี้จะเสร็จสิ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 หากดีลนี้สำเร็จ INVX มองเป็นบวกในระยะกลางถึงยาวต่อ UBER แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจมีความผันวนจากภาระหนี้ใหม่ ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และค่าใช้จ่ายในการรวมระบบ
ภาพรวมดีล
Uber Technologies ตกลงเข้าซื้อ Delivery Hero ด้วยเงินสด มูลค่าหุ้นรวมประมาณ $14.8 พันล้าน หรือ $13.7 พันล้านเมื่อหักหุ้นที่ Uber ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ โดยเสนอราคา €41.50 ต่อหุ้น สูงกว่าข้อเสนอแรกที่ €33 ต่อหุ้นประมาณ 26% การซื้อกิจการจะเพิ่มจำนวนประเทศที่ Uber ให้บริการจาก 79 เป็น 99 ประเทศ และถือเป็นการซื้อกิจการขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของบริษัท
Uber จะรับธุรกิจของ Delivery Hero ใน 50 ตลาด ครอบคลุมแบรนด์สำคัญ ได้แก่ Baemin ในเกาหลีใต้, Foodpanda ในเอเชีย, Talabat ในตะวันออกกลาง, PedidosYa ในละตินอเมริกา และ Glovo ในยุโรป แอฟริกา และเอเชียกลาง ธุรกิจเหล่านี้สร้างยอดใช้บริการรวมประมาณ $42 พันล้านในปี 2025 และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงแล้วประมาณ $1.1 พันล้าน
อย่างไรก็ดี ดีลนี้ยังต้องได้รับการตอบรับจากผู้ถือหุ้น Delivery Hero อย่างน้อย 50% บวกหนึ่งหุ้น รวมถึงผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังปี 2027
โครงสร้างผู้ถือหุ้นเพิ่มโอกาสปิดดีล
ก่อนประกาศการเข้าซื้อล่าสุด บริษัทในเครือ Uber ถือหุ้น Delivery Hero โดยตรงประมาณ 24.99% และมีสัญญาที่ให้ผลตอบแทนอ้างอิงหุ้นเพิ่มเติมอีกประมาณ 11.84% ขณะที่ Prosus ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองด้วยสัดส่วน 16.8% ตกลงขายหุ้นทั้งหมดให้ Uber
เมื่อรวมสถานะการถือหุ้นและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง Uber จะมีสัดส่วนมากกว่า 50% หากการเสนอซื้อประสบความสำเร็จ ช่วยลดความเสี่ยงด้านการได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการกำกับของ Delivery Hero ยังสนับสนุนข้อเสนอและเตรียมแนะนำให้ผู้ถือหุ้นตอบรับรายการ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขั้นสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับการอนุมัติด้านการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญมากกว่าการรวบรวมหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม
ขยายฐานธุรกิจในตลาดที่ Uber ยังมีข้อจำกัด
ประโยชน์เชิงกลยุทธ์หลักคือการช่วยให้ Uber เข้าถึงตลาดที่บริษัทไม่มีธุรกิจส่งอาหาร หรือเคยถอนตัวออกไป โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง และหลายประเทศในละตินอเมริกา
หลังปิดดีล Uber จะมีตลาดที่ให้บริการทั้งธุรกิจเรียกรถและส่งอาหารเพิ่มเป็น 58 ตลาด และมีผู้ใช้อีกมากกว่า 50 ล้านรายที่สามารถนำมาใช้บริการข้ามแพลตฟอร์ม แบ่งเป็นผู้ใช้ Delivery Hero มากกว่า 35 ล้านราย และผู้ใช้บริการเรียกรถของ Uber มากกว่า 15 ล้านราย
ผู้บริหารระบุว่า ลูกค้าที่ใช้ทั้งบริการเรียกรถและส่งอาหารสร้างยอดใช้บริการมากกว่าลูกค้าที่ใช้เพียงบริการเดียวกว่า 3 เท่า ขณะที่ต้นทุนในการชักจูงให้ลูกค้าเดิมใช้บริการเพิ่มเติมต่ำกว่าการหาลูกค้าผ่านโฆษณามากกว่า 50% จึงช่วยเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องใช้งบส่งเสริมการขายในระดับเดียวกับการเข้าสู่ตลาดใหม่ด้วยตนเอง
เกาหลีใต้และตะวันออกกลางเป็นตลาดยุทธศาสตร์
Baemin เป็นผู้นำธุรกิจส่งอาหารในเกาหลีใต้ ขณะที่ธุรกิจเรียกรถของ Uber ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น บริษัทจึงมีโอกาสใช้ฐานผู้ใช้ Baemin เพื่อขยายบริการเรียกรถ คล้ายกับแนวทางที่เคยใช้ในญี่ปุ่น ซึ่ง Uber เริ่มต้นจากธุรกิจส่งอาหารก่อนขยายฐานบริการเดินทาง
ตลาดเกาหลีใต้มีขนาดใหญ่ แต่มีการแข่งขันสูงและมีผู้ประกอบการท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมบริการ Baemin กับระบบสมาชิกและบริการเรียกรถของ Uber โดยไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อแบรนด์เดิม
ในตะวันออกกลาง Uber จะได้รับ Talabat ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในหลายประเทศ โดย Uber และ Talabat ต่างมีผู้ใช้งานรายเดือนประมาณ 8 ล้านราย มีการเติบโตของยอดใช้บริการใกล้ 30% ในปีที่ผ่านมา และมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายประมาณ 7% การเชื่อมฐานผู้ใช้ของทั้งสองฝ่ายจึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่าตลาดที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งยังไม่มีฐานลูกค้าแข็งแกร่ง
ประโยชน์จากการรวมกิจการเน้นการลดต้นทุน
Uber ตั้งเป้าผลประโยชน์จากการรวมกิจการอย่างน้อย $1.2 พันล้านต่อปี ภายใน 18 เดือนหลังปิดดีล โดยผู้บริหารระบุว่ารายได้ส่วนเพิ่มคิดเป็นสัดส่วนค่อนข้างน้อยของเป้าหมายดังกล่าว ส่วนใหญ่จะมาจากการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
แหล่งประหยัดต้นทุนหลักประกอบด้วย
แม้ Delivery Hero มีอัตรารายได้ต่อยอดใช้บริการสูงกว่า Uber แต่มีอัตรากำไรต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนต่างดังกล่าวสะท้อนต้นทุนเทคโนโลยีและบริการส่วนกลางที่สูงกว่า การนำธุรกิจเข้าสู่ระบบของ Uber จึงมีโอกาสเพิ่มอัตรากำไรได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นค่าธรรมเนียมจากร้านค้าและผู้บริโภคมากนัก
การรวมระบบมีความซับซ้อนน้อยกว่าที่ตลาดกังวล
ธุรกิจ Uber Eats ทั่วโลกดำเนินงานบนระบบเทคโนโลยีเดียว ขณะที่แบรนด์ส่วนใหญ่ของ Delivery Hero ใช้ระบบหลังบ้านร่วมกันอยู่แล้ว ยกเว้น Baemin ในเกาหลีใต้ Uber จึงมองว่าการรวมระบบเป็นการย้ายธุรกิจเข้าสู่แพลตฟอร์มที่มีอยู่ มากกว่าการสร้างระบบใหม่ทั้งหมด
โครงสร้างดังกล่าวอาจช่วยลดระยะเวลาและความเสี่ยงจากการรวมระบบ อย่างไรก็ตาม การรักษาแบรนด์ท้องถิ่นหลายแบรนด์ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีส่วนกลางยังต้องอาศัยการบริหารที่รอบคอบ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภค วิธีชำระเงิน กฎแรงงาน และความสัมพันธ์กับร้านค้าแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
ประสบการณ์จากการซื้อ Postmates และ Careem ของ Uber ยังสะท้อนว่า ค่าใช้จ่ายในการรวมกิจการอาจกดดันอัตรากำไรในช่วงแรก แม้ผลประโยชน์ระยะยาวจะมีความชัดเจน
โอกาสจากโฆษณา ร้านขายของชำ และสมาชิก
นอกจากการส่งอาหาร Delivery Hero มีฐานธุรกิจร้านขายของชำ การส่งสินค้าด่วน และโฆษณาที่พัฒนาไปไกลกว่าธุรกิจของ Uber ในบางด้าน โดยรายได้โฆษณาของ Delivery Hero คิดเป็นประมาณ 3% ของมูลค่าการซื้อขาย สูงกว่าสัดส่วนของ Uber ในปัจจุบัน
รายได้โฆษณามีอัตรากำไรสูง เนื่องจากใช้ข้อมูลร้านค้าและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีอยู่แล้ว การขยายระบบโฆษณาไปยังฐานลูกค้าและร้านค้าของทั้งสองบริษัทจึงสามารถเพิ่มกำไรได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนจัดส่งในสัดส่วนเดียวกัน
นอกจากนี้ ผู้ใช้ Delivery Hero ที่ใช้บริการหลายประเภท เช่น อาหาร ร้านขายของชำ และการส่งสินค้าด่วน สร้างยอดใช้บริการมากกว่าผู้ใช้บริการประเภทเดียวประมาณ 5 เท่า การเชื่อมบริการเหล่านี้เข้ากับ Uber One จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มความถี่ในการใช้บริการและลดการย้ายไปใช้คู่แข่ง
ผลต่อกำไรและฐานะการเงิน
Uber คาดว่าดีลจะเพิ่มกำไรต่อหุ้นที่ไม่รวมรายการพิเศษทันทีหลังปิดรายการ และเพิ่มกำไรต่อหุ้นในระดับเลขหลักเดียวช่วงบนภายในปีที่สาม ขณะที่ผลประโยชน์จากการรวมกิจการ $1.2 พันล้านต่อปีจะเริ่มรับรู้หลังปิดดีลและเข้าสู่ระดับเป้าหมายภายใน 18 เดือน
บริษัทจะใช้เงินสดในงบดุลร่วมกับการก่อหนี้ใหม่ และได้จัดเตรียมวงเงินกู้ระยะสั้นประมาณ €14 พันล้านไว้แล้ว โดยมีแผนปรับโครงสร้างเป็นหนี้ระยะยาวก่อนปิดรายการ Uber ยืนยันว่าจะรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับลงทุนได้ และควบคุมอัตราหนี้สินรวมต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายให้ต่ำกว่า 2 เท่า
แม้ภาระหนี้จะเพิ่มขึ้นและอาจชะลอการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ แต่การนำเงินทุนไปซื้อธุรกิจที่ทำกำไรและเพิ่มความหลากหลายทางภูมิศาสตร์อาจเป็นการใช้เงินที่เหมาะสมกว่าการซื้อหุ้นคืนหรือคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นทั้งหมด
มุมมองของ INVX
หากดีลสำเร็จเรามองเป็นบวกในระยะกลางถึงยาวต่อ UBER เนื่องจากดีลช่วยเพิ่มฐานผู้ใช้ ขยายตลาด และเสริมความได้เปรียบจากแพลตฟอร์มที่รวมบริการเรียกรถ ส่งอาหาร ร้านขายของชำ โฆษณา และสมาชิกไว้ด้วยกัน รวมไปถึงการลดต้นทุน
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นอาจผันผวนในช่วงก่อนปิดดีลจากภาระหนี้ใหม่ ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และค่าใช้จ่ายในการรวมระบบ นักลงทุนควรติดตามประเทศที่ Uber อาจต้องขายกิจการเพิ่มเติม รวมถึงความสามารถในการรักษาอัตรากำไรของธุรกิจส่งอาหารระหว่างการรวมกิจการ
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน