
อุตสาหกรรม Physical AI กำลังก้าวจากการพัฒนาต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ทั่วโลก โดยบริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตในญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และยุโรป ต่างเร่งผนวกเทคโนโลยี AI, ชิปประมวลผลขั้นสูง และหุ่นยนต์เข้ากับระบบควบคุมและโครงสร้างพื้นฐานโรงงาน ซึ่งส่งผลให้โอกาสการลงทุนขยายตัวครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ INVX มีมุมมองบวกต่อธีมนี้ในระยะกลาง-ยาว โดยมองบวกในหุ้นที่มีฐานลูกค้า เครือข่ายพันธมิตร และสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานได้จริงแล้วอย่าง Nvidia และ ABB (รับรู้รายได้เร็วสุดจากชิปและระบบไฟฟ้า) ตามด้วย Fanuc, Yaskawa Electric และ Hyundai Motor ที่มีโรงงานและฐานลูกค้าเดิมรองรับ ส่วน XPeng ยังต้องรอการพิสูจน์ความสามารถในการผลิตเชิงพาณิชย์ และในระยะสั้นยังมีแรงกดดันจากการแข่งขันราคาในตลาด EV
ภาพรวม: การแข่งขันเปลี่ยนจากต้นแบบสู่การใช้งานจริง
อุตสาหกรรม Physical AI กำลังเดินหน้าจากการพัฒนาแบบจำลอง AI และหุ่นยนต์ต้นแบบ ไปสู่การสร้างกำลังผลิต ระบบควบคุม และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นพร้อมกันในญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และยุโรป ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตหุ่นยนต์ ผู้พัฒนาชิป บริษัทเทคโนโลยี โรงงานอุตสาหกรรม และผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก ความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และความก้าวหน้าของ AI ที่ช่วยให้หุ่นยนต์เรียนรู้สภาพแวดล้อมและปรับการทำงานได้เองมากขึ้น ส่งผลให้โอกาสลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ผลิตหุ่นยนต์มนุษย์ แต่ขยายไปยังชิปประมวลผล ระบบจำลอง ซอฟต์แวร์ควบคุม อุปกรณ์โรงงาน ตลอดจนระบบจ่ายและแปลงพลังงาน
1) ญี่ปุ่นรวมจุดแข็งด้านหุ่นยนต์เข้ากับเทคโนโลยี Nvidia
Fujitsu จับมือ Fanuc, Yaskawa Electric และ Kawasaki Heavy Industries เพื่อพัฒนา Physical AI โดยใช้เทคโนโลยีของ Nvidia สำหรับโรงงาน ค้าปลีก โลจิสติกส์ และการแพทย์ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายสร้างระบบควบคุมร่วมที่เชื่อม AI เข้ากับหุ่นยนต์และเครื่องจักรหลายประเภท ทำให้ระบบสามารถตัดสินใจ ประสานงาน และปรับการทำงานได้โดยอัตโนมัติ
โครงการจะเริ่มทดสอบในโรงงานช่วงเดือนกันยายน 2026 ขณะที่ Fujitsu คาดว่าธุรกิจ Physical AI จะเริ่มมีผลต่อกำไรอย่างเต็มที่ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2028 นอกจากนี้ บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งยังเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตร Cosmos Coalition ของ Nvidia สะท้อนความพยายามสร้างมาตรฐานกลางและลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนาระบบหุ่นยนต์
ขณะเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนยุทธศาสตร์ดังกล่าวผ่าน Noetra ซึ่งเตรียมจัดซื้อชิป Nvidia Rubin จำนวน 27,500 ตัว พร้อมสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดประมาณ 140 เมกะวัตต์ เพื่อพัฒนาแบบจำลอง AI ภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายให้บริษัทญี่ปุ่นครองมากกว่า 30% ของตลาดหุ่นยนต์โลกภายในปี 2040
2) XPeng เร่งผลิตหุ่นยนต์มนุษย์ต่อยอดเทคโนโลยีรถยนต์
XPeng ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตหุ่นยนต์มนุษย์ IRON เป็นมากกว่า 1,000 ตัวต่อเดือนภายในสิ้นปี 2026 ก่อนเปิดตัวในตลาดต่างประเทศระหว่างปี 2027 โดยบริษัทมีแผนนำหุ่นยนต์ไปใช้เป็นผู้ช่วยภายในร้านจำหน่ายรถยนต์ในจีนช่วง 1Q27 ก่อนขยายไปยังสาขาต่างประเทศ
กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการนำเทคโนโลยีจากรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับขี่อัตโนมัติ เช่น การรับรู้สภาพแวดล้อม แบบจำลอง AI และระบบควบคุมการเคลื่อนไหว มาประยุกต์ใช้กับหุ่นยนต์ ช่วยให้ XPeng สามารถกระจายรายได้นอกเหนือจากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเผชิญการแข่งขันด้านราคาและการเติบโตที่ชะลอลง
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการผลิตในระดับมากกว่า 1,000 ตัวต่อเดือนยังต้องติดตามทั้งต้นทุน ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ และความต้องการจากลูกค้าภายนอก เนื่องจากการใช้ภายในร้านของบริษัทเองอาจช่วยยืนยันเทคโนโลยีได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความสามารถในการสร้างกำไรระยะยาว
3) Hyundai รวม Boston Dynamics เต็มรูปแบบ เร่ง Atlas เข้าสู่โรงงาน
Hyundai Motor และบริษัทในเครือเตรียมซื้อหุ้น Boston Dynamics ที่เหลือประมาณ 9.9% จาก SoftBank มูลค่าราว $325 ล้าน ส่งผลให้กลุ่ม Hyundai สามารถถือครองบริษัทหุ่นยนต์ได้ทั้งหมด ภายใต้มูลค่ากิจการประมาณ $3.3 พันล้าน ซึ่งต่ำกว่าการประเมินมูลค่าจากนักวิเคราะห์บางรายอย่างมีนัยสำคัญ
การรวมอำนาจควบคุมจะช่วยให้ Hyundai เชื่อมเทคโนโลยีของ Boston Dynamics เข้ากับฐานการผลิต ระบบเคลื่อนที่ และห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของกลุ่มได้รวดเร็วขึ้น โดยบริษัทมีแผนนำหุ่นยนต์มนุษย์ Atlas ไปใช้งานในโรงงานรัฐจอร์เจียตั้งแต่ปี 2028 เริ่มจากงานเชื่อมและขนส่ง ก่อนขยายสู่งานประกอบชิ้นส่วนที่ซับซ้อนภายในปี 2030
Hyundai ตั้งเป้าสร้างกำลังผลิตหุ่นยนต์ได้สูงสุด 30,000 ตัวต่อปี พร้อมร่วมมือกับ Nvidia และ Google DeepMind ในการพัฒนา Atlas การซื้อหุ้นที่เหลือจึงไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น แต่เป็นการเตรียม Boston Dynamics สำหรับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม การรับพันธมิตรภายนอก และอาจรวมถึงการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในอนาคต
4) ABB เลือกวางตำแหน่งในระบบอัตโนมัติและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า
ABB ดำเนินกลยุทธ์แตกต่างจากผู้ผลิตหุ่นยนต์ โดยขายธุรกิจหุ่นยนต์ให้ SoftBank และนำเงินทุนกลับมาขยายธุรกิจระบบอัตโนมัติและระบบไฟฟ้าที่มีอัตรากำไรสูงกว่า ล่าสุด ABB ตกลงซื้อ Rotork ผู้ผลิตอุปกรณ์ควบคุมการไหลของของเหลวและก๊าซ ด้วยมูลค่ากิจการประมาณ $5.5 พันล้าน
Rotork จะเพิ่มผลิตภัณฑ์ตัวขับวาล์ว ระบบควบคุมการไหล และบริการหลังการขายให้แก่ ABB พร้อมเพิ่มรายได้ของกลุ่มประมาณ 3% และรายได้ของธุรกิจ Automation ราว 12% การซื้อกิจการมีเหตุผลเชิงกลยุทธ์จากการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำและอัตรากำไร แต่ราคาซื้อประมาณ 19.5 เท่าของ EV/EBITDA ถือว่าอยู่ในระดับสูง จึงอาจจำกัดผลตอบแทนต่อเงินลงทุนในช่วงแรก
ขณะเดียวกัน ABB ซื้อ Advantics ผู้พัฒนาเทคโนโลยีแปลงพลังงานด้วย Silicon Carbide เพื่อเสริมระบบไฟฟ้ากระแสตรงสำหรับศูนย์ข้อมูล โครงข่ายไฟฟ้าขนาดย่อม และโครงสร้างพื้นฐานรถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีดังกล่าวรองรับการเปลี่ยนผ่านของศูนย์ข้อมูล AI ไปสู่ระบบไฟฟ้า 800 โวลต์กระแสตรง ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มความหนาแน่นของกำลังไฟ
มุมมองของ INVX
มุมมองต่ออุตสาหกรรม
การลงทุนใน Physical AI มีแนวโน้มขยายตัวเป็นสามชั้น ได้แก่ เทคโนโลยีประมวลผลและแบบจำลอง AI ระบบหุ่นยนต์และเครื่องจักร และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ากับระบบควบคุม โดยผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ผลิตหุ่นยนต์ได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีช่องทางเข้าถึงโรงงาน ข้อมูลจากการใช้งานจริง เครือข่ายพันธมิตร และความสามารถในการผลิตจำนวนมาก
ระยะสั้น รายได้ของผู้ผลิตหุ่นยนต์จำนวนมากยังขึ้นอยู่กับโครงการทดลอง ขณะที่ผู้ผลิตชิป อุปกรณ์โรงงาน และระบบไฟฟ้ามีโอกาสรับรู้รายได้เร็วกว่าจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น กลยุทธ์ควรให้น้ำหนักแก่บริษัทที่มีคำสั่งซื้อจริง ฐานลูกค้าหลากหลาย และสามารถสร้างกระแสเงินสดได้แล้ว มากกว่าบริษัทที่มูลค่าหุ้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายการผลิตในอนาคตเป็นหลัก
มุมมองต่อหุ้นรายตัว
Nvidia: เป็นผู้ได้ประโยชน์หลักในฐานะผู้จัดหาชิป ระบบจำลอง และแพลตฟอร์ม Physical AI ทั้งในญี่ปุ่นและโครงการหุ่นยนต์ของ Hyundai การขยายตัวของหุ่นยนต์จึงเพิ่มแหล่งรายได้นอกเหนือจากศูนย์ข้อมูล แต่ต้องติดตามว่าการใช้งานจริงจะสร้างความต้องการชิปในระดับใดเมื่อเทียบกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่
Fujitsu: มีโอกาสยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศไปสู่ผู้พัฒนาโครงสร้างควบคุม Physical AI หากแพลตฟอร์มสามารถกลายเป็นมาตรฐานร่วมของผู้ผลิตหุ่นยนต์ญี่ปุ่นได้ อย่างไรก็ตาม ผลต่อกำไรที่ชัดเจนอาจยังต้องรอถึงปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2028
Fanuc และ Yaskawa Electric: มีความได้เปรียบจากฐานหุ่นยนต์ที่ติดตั้งอยู่ในโรงงานทั่วโลก ทำให้สามารถนำ AI ไปต่อยอดกับลูกค้าปัจจุบันได้โดยไม่ต้องสร้างตลาดใหม่ทั้งหมด หุ้นทั้งสองมีความน่าสนใจกว่าผู้พัฒนาหุ่นยนต์ระยะเริ่มต้น แต่รายได้ระยะใกล้ยังขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนโครงการทดลองเป็นคำสั่งซื้อเชิงพาณิชย์
Kawasaki Heavy Industries: ได้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์อุตสาหกรรมและการแพทย์ แต่ธุรกิจหุ่นยนต์ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจการขนาดใหญ่ ผลบวกต่อกำไรรวมจึงอาจไม่เด่นเท่า Fanuc หรือ Yaskawa
XPeng: มีโอกาสได้รับการประเมินมูลค่าเพิ่มในฐานะบริษัท Physical AI หากสามารถผลิต IRON ตามเป้าหมายและมีลูกค้าภายนอกจริง อย่างไรก็ตาม หุ้นมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่ม เนื่องจากธุรกิจหลักยังเผชิญแรงกดดันจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน และการผลิตหุ่นยนต์อาจเพิ่มค่าใช้จ่ายก่อนสร้างรายได้ที่มีนัยสำคัญ
Hyundai Motor: การซื้อ Boston Dynamics ในราคาตามสัญญาเดิมถือเป็นประโยชน์เชิงมูลค่า และช่วยให้บริษัทควบคุมเส้นทางการพัฒนา Atlas ได้ทั้งหมด จุดเด่นคือ Hyundai มีโรงงานของตนเองเป็นพื้นที่ทดลองและลูกค้ารายแรก ช่วยลดความเสี่ยงด้านการนำไปใช้งาน แต่ตลาดอาจต้องใช้เวลารอถึงปี 2028 ก่อนเห็นผลทางการเงินที่ชัดเจน
ABB: มีความน่าสนใจในฐานะผู้ได้ประโยชน์จากทั้งศูนย์ข้อมูล ระบบไฟฟ้า และระบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงโดยตรงจากการแข่งขันพัฒนาหุ่นยนต์มนุษย์ ผลประกอบการปัจจุบันแข็งแกร่งจากคำสั่งซื้อ Electrification และศูนย์ข้อมูล แต่ราคาซื้อ Rotork ที่สูงทำให้ต้องติดตามการสร้างผลประโยชน์ร่วมและผลตอบแทนต่อเงินลงทุน
ด้วยเหตุนี้ เรามองบวกต่อธีม Physical AI ระยะกลางถึงยาว โดยให้น้ำหนัก Nvidia, Fanuc, Yaskawa Electric, Hyundai Motor และ ABB ซึ่งมีเทคโนโลยี ฐานลูกค้า หรือโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้งานจริง ในกลุ่มนี้ ABB และ Nvidia มีโอกาสรับรู้รายได้เร็วกว่าจากการลงทุนด้านชิปและระบบไฟฟ้า ขณะที่ Hyundai, Fanuc และ Yaskawa ราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของหุ่นยนต์เชิงอุตสาหกรรม ส่วน XPeng ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการผลิต การขายให้ลูกค้าภายนอก ใน ระยะสั้น ยังคงมีแรงกดดันจากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการแข่งขันด้านราคาอยู่
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน