Offshore Stock Update

Shipping 2Q26: ค่าระวางสูงหนุนกำไร อุปสงค์ขนส่งสินค้า AI ดี

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา, IAA|14 Aug 26 9:47 AM
frieght
สรุปสาระสำคัญ

ภาพรวมงบกลุ่มขนส่งออกมา ค่อนข้างบวกแต่แตกต่างกันรายบริษัท โดย Maersk เด่นที่สุดจากรายได้ 2Q26 เพิ่ม 20% YoY, EBITDA เพิ่ม 30% และ EBIT เพิ่ม 86% พร้อมปรับประมาณการทั้งปีขึ้น ขณะที่ Hapag-Lloyd ฟื้นตัวจาก 1Q26 จากค่าระวางและปริมาณขนส่งที่ดีขึ้น แต่กำไรยังถูกกดดันจากต้นทุนตะวันออกกลาง ส่วน DP World รายได้ 1H26 เพิ่ม 13.1% แต่ EBITDA ลด 5.6% จากผลกระทบที่ Jebel Ali ปัจจัยบวกของกลุ่มมาจากค่าระวางสูง การส่งออกเอเชียแข็งแกร่ง ความแออัดของท่าเรือ และความต้องการขนส่งจาก AI ศูนย์ข้อมูล และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่ปัจจัยลบคือค่าพลังงาน ค่าประกัน การเปลี่ยนเส้นทาง และความเสี่ยงจากกำลังเรือส่วนเกินหาก Red Sea/Suez กลับมาปกติ โดย INVX มองบวกต่อกลุ่มในระยะสั้นถึงกลาง

1. ภาพรวม: Maersk เด่นกว่าคาด ขณะที่ Hapag-Lloyd ฟื้นตัวและ DP World ถูกกดดันจาก Jebel Ali


ผลประกอบการล่าสุดของกลุ่มขนส่งสะท้อนว่า ความต้องการขนส่งสินค้าทั่วโลกแข็งแกร่งกว่าที่กังวล โดยเฉพาะการส่งออกจากเอเชียและจีน ประกอบกับการลงทุนด้าน AI ศูนย์ข้อมูล ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มปริมาณสินค้าที่ต้องขนส่ง ขณะที่ความแออัดของท่าเรือและความขัดแย้งในตะวันออกกลางจำกัดกำลังขนส่งที่ใช้งานจริงและช่วยหนุนค่าระวาง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้เป็นบวกต่อทุกบริษัทเท่ากัน โดย Maersk รายงานผลประกอบการ 2Q26 ดีกว่าคาดมากและปรับประมาณการทั้งปีขึ้นอีกครั้ง, Hapag-Lloyd มีผลประกอบการโดยรวมใกล้เคียงคาดแต่ฟื้นตัวชัดเจนจาก 1Q26 ส่วน DP World มีรายได้ครึ่งปีแรกเติบโต แต่กำไรและมาร์จิ้นลดลงจากการหยุดชะงักของ Jebel Ali


ปัจจัยบวกหลักของกลุ่มคือ ค่าระวางที่สูงขึ้น ปริมาณส่งออกจากเอเชียที่แข็งแกร่ง ความแออัดของท่าเรือ และความต้องการจาก AI–Electrification ขณะที่ปัจจัยลบคือ ต้นทุนเชื้อเพลิง ประกันภัย การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ และความเสี่ยงที่กำลังเรือส่วนเกินจะกลับมากดค่าระวางหาก Red Sea/Suez กลับเข้าสู่ภาวะปกติ 

 

1.1 Maersk: ผลประกอบการดีกว่าคาดมากจากค่าระวาง


Maersk เป็นบริษัทที่โดดเด่นที่สุดในรอบนี้ โดยรายได้ 2Q26 อยู่ที่ $15.76bn เพิ่มขึ้น 20% YoY และสูงกว่าคาด $14.1bn ราว 12% ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ $2.99bn เพิ่มขึ้น 30% YoY และสูงกว่าคาด $2.06bn ราว 45% ส่วน EBIT อยู่ที่ $1.57bn เพิ่มขึ้น 86% YoY และสูงกว่าคาดถึงเกือบ 3 เท่า โดยแรงหนุนหลักมาจากธุรกิจ Ocean ซึ่งได้ประโยชน์จากค่าระวางที่เพิ่มขึ้น 22% YoY และ 32% QoQ ขณะที่ปริมาณขนส่งเพิ่มประมาณ 4% YoY และ 5% QoQ

Maersk 2Q26

ผลประกอบการ

YoY

เทียบคาด

รายได้

$15.76bn

+20%

สูงกว่าคาด

EBITDA

$2.99bn

+30%

สูงกว่าคาด

EBIT

$1.57bn

+86%

สูงกว่าคาด

กำไรสุทธิ

$1.26bn

+115%

Ocean EBITDA margin

19.4%

สูงกว่าคาด

Ocean EBIT margin

8.9%

จาก 2.7%

ค่าระวาง

$2,746/FFE

+22%

สูงกว่าคาด

ปริมาณขนส่ง

+4.1%


ที่สำคัญ คุณภาพของผลประกอบการไม่ได้มาจากปริมาณขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ความสามารถในการเปลี่ยนภาวะตลาดที่ตึงตัวให้เป็นค่าระวางและมาร์จิ้นที่สูงขึ้น โดย Ocean EBIT อยู่ที่ $935mn เทียบกับเพียง $229mn ปีก่อน และสูงกว่าคาด $113mn อย่างมาก ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยเมื่อไม่รวมผลของราคาพลังงานลดลงประมาณ 1% YoY ช่วยเพิ่มแรงส่งต่อกำไรอีกทางหนึ่ง

 

1.2 Hapag-Lloyd: ฟื้นตัวแรง QoQ แต่กำไรยังถูกต้นทุนตะวันออกกลางกดดัน


ผลประกอบการ Hapag-Lloyd โดยรวมใกล้เคียงกับที่ตลาดคาด โดยรายได้ 2Q26 อยู่ที่ $5.84bn เพิ่มขึ้น 10.8% YoY ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ $829mn เพิ่มขึ้นเพียง 1% YoY และ EBIT ลดลง 7% YoY เหลือ $176mn สะท้อนว่ารายได้ที่สูงขึ้นยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นกำไรเต็มที่ เนื่องจากต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นประมาณ 7% YoY จากเชื้อเพลิง การขนส่งทางบก ค่าธรรมเนียม และการเปลี่ยนเส้นทางอันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

Hapag-Lloyd 2Q26

ผลประกอบการ

YoY

เทียบคาด

รายได้

$5.84bn

+10.8%

ใกล้เคียงคาด

EBITDA

$829mn

+1.1%

ใกล้เคียงคาด

EBITDA margin

14.2%

จาก 15.6%

ต่ำกว่าคาด

EBIT

$176mn

-6.9%

ต่ำกว่าคาด

EBIT margin

3.0%

จาก 3.6%

ต่ำกว่าคาด

กำไรสุทธิ

$83mn

-72.9%

ปริมาณขนส่ง

3.48mn TEU

+3.5%

ค่าระวางเฉลี่ย

$1,475/TEU

+8.9%


ภาพเชิงบวกคือ โมเมนตัมดีขึ้นอย่างมากจาก 1Q26 โดยทั้งปริมาณขนส่งและค่าระวางเพิ่มขึ้น QoQ และผู้บริหารระบุว่าค่าระวางเริ่มปรับขึ้นชัดเจนช่วงปลายไตรมาส ทำให้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะสะท้อนใน 3Q26 มากกว่า 2Q26 อย่างไรก็ตาม บริษัทรับภาระต้นทุนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางประมาณ $600mn ในแง่กระแสเงินสด โดยผลกระทบประมาณสองในสามถูกบันทึกผ่านงบกำไรขาดทุนแล้ว

 

1.3 DP World: รายได้ยังเติบโต แต่ Jebel Ali กดกำไรและมาร์จิ้น


DP World รายงานผล 1H26 รายได้เพิ่มขึ้น 13.1% YoY เป็น $12.7bn แต่ adjusted EBITDA ลดลง 5.6% เหลือ $2.86bn และมาร์จิ้นลดเหลือ 22.5% จาก 27.0% ขณะที่ EBIT ลดลง 16.5% และกำไรสุทธิลดลง 39.1% YoY เหลือ $585mn

DP World 1H26

ผลประกอบการ

YoY

รายได้

$12.7bn

+13.1%

Adjusted EBITDA

$2.86bn

-5.6%

EBITDA margin

22.5%

จาก 27.0%

EBIT

$1.59bn

-16.5%

กำไรสุทธิ

$585mn

-39.1%

ปริมาณตู้รวม

42.8mn TEU

-5.7%

ปริมาณไม่รวม Jebel Ali

39.7mn TEU

+5.4%


ตัวเลขรวมดูอ่อนแอเป็นหลักจาก Jebel Ali ซึ่งได้รับผลกระทบจากการลดลงของเรือเข้าเทียบท่าในช่วงความขัดแย้ง ขณะที่ธุรกิจส่วนอื่นยังแข็งแกร่งมากกว่า โดยเมื่อไม่รวม Jebel Ali ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้น 6.5% บนฐานเทียบเคียง รายได้เพิ่มขึ้น 18.5% และ adjusted EBITDA เพิ่มขึ้น 9.7% จึงสะท้อนว่าปัญหาในครึ่งปีแรกมีลักษณะเฉพาะพื้นที่มากกว่าการอ่อนตัวของเครือข่าย DP World ทั้งระบบ

 

2. แนวโน้มและ Guidance: ภาพ 2H26 ดีขึ้น แต่ค่าระวางเป็นตัวแปรสำคัญ


2.1 Maersk ปรับ Guidance ขึ้นเป็นครั้งที่สอง


Maersk ปรับประมาณการปี 2026 ขึ้นอีกครั้ง หลังเพิ่งปรับขึ้นเมื่อปลายเดือนมิถุนายน สะท้อนว่าภาวะตลาดแข็งแรงกว่าที่บริษัทคาดก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

 

Guidance ปี 2026

ใหม่

เดิม

Underlying EBITDA

$10.5–12.5bn

$8–10bn

Underlying EBIT

$4.5–6.5bn

$2–4bn

กระแสเงินสดอิสระ

≥ $0

≥ -$1.5bn

การเติบโตตลาดตู้คอนเทนเนอร์

ประมาณ +4%

คงเดิม


จุดกึ่งกลางของ EBITDA ใหม่อยู่ที่ $11.5bn สูงกว่ากรอบเดิมอย่างชัดเจน และสูงกว่าประมาณการตลาดก่อนประกาศผล ขณะที่กรอบ EBIT ใหม่ยังบ่งชี้ว่ากำไรใน 2H26 อาจสูงกว่าที่ตลาดเคยประเมินมาก


สมมติฐานสำคัญ ได้แก่


• ความต้องการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์โลกเติบโตประมาณ 4% ในปี 2026
• การส่งออกจากเอเชียและจีนยังแข็งแกร่ง
• ความแออัดของท่าเรือและระบบขนส่งทางบกยังจำกัดกำลังขนส่งจริง
• ค่าระวางยังอยู่ในระดับสูงกว่าสมมติฐานเดิม
• การกลับมาใช้เส้นทาง Red Sea/Suez จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และผลของการเพิ่มกำลังเรืออาจถูกชดเชยบางส่วนจากปัญหาคอขวดในระบบ

 

2.2 Hapag-Lloyd คง Guidance ที่เพิ่งปรับขึ้นในเดือนกรกฎาคม


Hapag-Lloyd คงประมาณการปี 2026 หลังเพิ่งปรับขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม โดยคาด EBITDA $2.7–3.7bn และ EBIT $0.1–1.1bn ซึ่งประมาณการตลาดอยู่ใกล้จุดกึ่งกลางของกรอบดังกล่าว


สมมติฐานหลักมาจากการเติบโตของตลาดตู้คอนเทนเนอร์โลกที่ยังแข็งแกร่ง โดยปริมาณตลาดใน 1H26 เพิ่มขึ้นประมาณ 5.2% และมีสมมติฐานการเติบโตทั้งปีประมาณ 3.7% ประกอบกับค่าระวางตลาดจรที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กรอบประมาณการยังค่อนข้างกว้าง เนื่องจากความผันผวนของค่าระวางและสถานการณ์ตะวันออกกลางยังสูง


ประเด็นที่น่าสนใจคือ ค่าระวางเพิ่มขึ้นในช่วงปลาย 2Q26 ดังนั้นรายได้และกำไรจากค่าระวางใหม่ยังสะท้อนในงบ 2Q เพียงบางส่วน และมีโอกาสเห็นผลเต็มขึ้นใน 3Q26 ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แนวโน้มกำไร QoQ ยังเป็นบวก

 

2.3 DP World คงงบลงทุนและมองบวกระยะกลาง–ยาว


DP World ยังคงแผนลงทุนปี 2026 ประมาณ $3bn หลังลงทุนไปแล้ว $1.5bn ในครึ่งปีแรก โดยมุ่งเพิ่มกำลังการรองรับสินค้า ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ใน UAE, UK, India, Saudi Arabia และแอฟริกา


บริษัทเตรียมสร้างท่าเรือใหม่สองแห่งที่ Fujairah ภายใต้สัมปทาน 50 ปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งนอกช่องแคบ Hormuz และลดการพึ่งพา Jebel Ali เพียงจุดเดียว ถือเป็นการลงทุนที่เพิ่มความยืดหยุ่นของเครือข่ายในระยะยาว


อย่างไรก็ตาม ฐานะการเงินต้องติดตามมากขึ้น โดย leverage เพิ่มเป็น 3.7 เท่า จาก 3.4 เท่า ณ สิ้นปี 2025 ใกล้เพดานนโยบายไม่เกิน 4 เท่า แม้ยังมีสภาพคล่องรวม $8.2bn ช่วยรองรับ แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อพร้อมกับการลงทุนระดับสูง กระแสเงินสดอิสระใน 2H26 อาจอยู่ภายใต้แรงกดดัน

 

3. มุมมองผู้บริหารและประเด็นสำคัญจาก Earnings Call


3.1 Maersk: ความแข็งแกร่งมาจาก Demand มากกว่าการปิดเส้นทาง


ประเด็นสำคัญที่สุดจากผู้บริหาร Maersk คือ การยืนยันว่า ค่าระวางที่สูงไม่ได้เกิดจาก Red Sea และ Hormuz เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยพื้นฐานจากความต้องการจริง โดยเฉพาะการส่งออกจาก Far East ซึ่งเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่การขนส่งขากลับเติบโตต่ำ ทำให้ความไม่สมดุลของเส้นทางรุนแรงขึ้นและสร้างความแออัดตามท่าเรือในยุโรป อเมริกาใต้ แอฟริกาตะวันตก และตะวันออกกลาง


อีกประเด็นสำคัญคือ โครงสร้างสินค้าที่ขนส่งกำลังเปลี่ยนไปตาม AI และ Electrification โดยบริษัทเห็นการขนส่งแบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศ แผงโซลาร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น ซึ่งสนับสนุนความต้องการขนส่งเชิงโครงสร้าง ไม่ได้อาศัยเพียงการบริโภคสินค้าทั่วไป


Maersk กลับไปใช้เส้นทาง Red Sea แล้วประมาณหนึ่งในสามของบริการปกติ และอาจเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์ปลอดภัย แต่ผู้บริหารเชื่อว่าการกลับมาใช้เส้นทางทั้งหมด อาจไม่ได้กดค่าระวางมากอย่างที่ตลาดกังวล เพราะปัญหาคอขวดตามท่าเรือและระบบขนส่งทางบกยังใช้กำลังการขนส่งจำนวนมาก

 

3.2 Hapag-Lloyd: 3Q26 มีโอกาสสะท้อนค่าระวางใหม่มากกว่า 2Q26


CEO Rolf Habben Jansen มองว่า 1Q26 เป็นไตรมาสที่อ่อนแอ แต่ 2Q26 ดีขึ้นอย่างชัดเจนทั้งด้านปริมาณ ต้นทุนต่อหน่วย และค่าระวาง โดยเฉพาะค่าระวางที่เริ่มปรับขึ้นในช่วงปลายไตรมาส ทำให้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะเข้าสู่งบตั้งแต่ 3Q26 เป็นต้นไป


ผู้บริหารยังมองว่า Gemini network ร่วมกับ Maersk มีความน่าเชื่อถือในการเดินเรือเหนือกว่าตลาด และธุรกิจ Terminal & Infrastructure มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้น จึงจะเดินหน้าขยายทั้งธุรกิจเดินเรือและท่าเรือควบคู่กับการควบคุมต้นทุนใน 2H26

 

3.3 DP World: ใช้เครือข่ายทั่วโลกชดเชย Jebel Ali


ผู้บริหาร DP World เน้นว่าปัญหาที่ Jebel Ali ไม่ได้เกิดจากความเสียหายทางกายภาพของท่าเรือ แต่เกิดจากจำนวนเรือเข้าเทียบท่าที่ลดลง โดยบริษัทได้เพิ่มการเชื่อมต่อทางบก รวมถึงลงทุนรถบรรทุกเพิ่มเติมมากกว่า 700 คันและเปิดเส้นทางทางเลือกเพื่อรักษาการไหลของสินค้า


ตัวเลขที่ไม่รวม Jebel Ali จึงเป็นตัวสะท้อนพื้นฐานธุรกิจได้ดีกว่าในช่วงนี้ โดยปริมาณเพิ่มขึ้น 6.5% และ EBITDA เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากการเติบโตในแอฟริกา อเมริกา เอเชียแปซิฟิก และยุโรป

 

4. มุมมองของ INVX


เรามองผลประกอบการรอบนี้เป็น สัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมขนส่งในระยะสั้นถึงกลาง เพราะความแข็งแกร่งของค่าระวางไม่ได้เกิดจากการลดลงของกำลังขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมีหลักฐานว่าความต้องการพื้นฐานยังดี โดยเฉพาะจีนและเอเชีย รวมถึงสินค้าจาก AI, Data Center และ Electrification ส่งผลให้ภาพรายได้มีคุณภาพดีกว่ากรณีที่ค่าระวางเพิ่มจากสงครามเพียงอย่างเดียว


อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องระวังคือ กำลังเรือใหม่จำนวนมากในอุตสาหกรรม หาก Red Sea/Suez กลับมาใช้งานได้เต็มที่พร้อมกับความแออัดตามท่าเรือคลี่คลาย กำลังขนส่งที่มีประสิทธิผลจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอาจกดค่าระวาง ดังนั้นตัวแปรที่ควรติดตามในระยะถัดไปไม่ใช่เพียงราคาค่าระวาง แต่รวมถึง ความแออัดของท่าเรือ การเติบโตของปริมาณขนส่ง และความเร็วในการกลับมาใช้ Suez ด้วย


ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่น


ภาวะค่าขนส่งสูงและความล่าช้าของเรืออาจเป็นบวกต่อ FedEx และ UPS หากผู้ส่งสินค้าหันไปใช้การขนส่งทางอากาศมากขึ้น รวมถึงผู้จัดการขนส่งอย่าง Expeditors International และ C.H. Robinson ที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากความซับซ้อนของเส้นทางและส่วนต่างค่าบริการที่ดีขึ้น


ในทางกลับกัน ผู้ผลิตรถยนต์ที่มีห่วงโซ่อุปทานข้ามประเทศ เช่น Ford, GM และ Tesla มีความเสี่ยงจากต้นทุนและความล่าช้าของชิ้นส่วน ขณะที่ผู้ค้าปลีกอย่าง Walmart และ Target อาจต้องเร่งสะสมสินค้าก่อนฤดูกาลขายสำคัญ ส่งผลให้ต้นทุนคลังสินค้าและเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และกดมาร์จิ้นได้

 

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Stocks Mentioned
HLAGd.CHI
MAERBc.CHI
Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา, IAA

Offshore Investment Team Lead

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5