สรุปสาระสำคัญ
การแข่งขัน AI กำลังเข้าสู่ช่วงที่ความสามารถของโมเดลชั้นนำใกล้กันมากขึ้น แต่การแข่งขันด้านราคาและการสร้างรายได้รุนแรงขึ้น โดย OpenAI ยังโดดเด่นจากรายได้ Run Rate มากกว่า $40 พันล้านและฐานลูกค้าองค์กรที่ขยายตัว ขณะที่ DeepSeek เริ่มขึ้นราคาเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรก่อน IPO แต่ยังรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุน ส่วน Grok 4.6 สามารถทำคะแนนขึ้นมาเทียบ OpenAI ได้ในบางเกณฑ์ด้วยราคาที่ต่ำกว่ามาก ซึ่งมีแนวโน้มกดดันราคาต่อ Token ของอุตสาหกรรม แต่ในอีกด้านหนึ่งจะช่วยเร่งปริมาณการใช้งาน AI และความต้องการกำลังประมวลผล ทำให้เรายังมองบวกต่อห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าการเลือกผู้ชนะเพียงรายเดียวในสงครามโมเดล
การแข่งขัน AI กำลังเปลี่ยนจากการวัดว่า “ใครมีโมเดลเก่งที่สุด” ไปสู่การแข่งขันพร้อมกันทั้งด้านประสิทธิภาพ ราคา การใช้งานจริง และความสามารถในการสร้างรายได้ โดย DeepSeek เริ่มขึ้นราคาเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรก่อนแผน IPO ขณะที่ OpenAI มีรายได้ต่อปีตามอัตราปัจจุบันมากกว่า $40 พันล้าน เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปลายปี 2025 และเริ่มเห็นแรงส่งจากลูกค้าองค์กรและ AI Agent มากขึ้น ส่วน Grok 4.6 ทำคะแนนขึ้นมาเทียบ OpenAI ในบางเกณฑ์ด้วยราคาที่ต่ำกว่ามาก และ Elon Musk ระบุว่า Grok 4.7 จะเหนือกว่าโมเดลปัจจุบันทั้งหมด ทำให้การแข่งขันด้านราคาและคุณภาพมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีกในระยะถัดไป
1. ภาพใหญ่ของ AI เปลี่ยนจาก “แข่งลดราคา” ไปสู่ “แข่งทั้งคุณภาพและการทำเงิน”
- ช่วงก่อนหน้านี้การแข่งขัน AI เน้นการลดต้นทุนต่อการใช้งานเพื่อเร่งให้ผู้พัฒนาและลูกค้าหันมาใช้โมเดลของตนเอง แต่ข้อมูลล่าสุดเริ่มสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือผู้ให้บริการรายใหญ่ต้องพิสูจน์ทั้งคุณภาพของโมเดล ความสามารถในการสร้างรายได้ และประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุน พร้อมกัน
- DeepSeek ซึ่งเคยสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมด้วยโมเดลราคาถูกมาก เริ่มปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ OpenAI แสดงให้เห็นว่ารายได้กำลังขยายตัวรวดเร็วจากทั้งสมาชิก ลูกค้าองค์กร และเครื่องมือ AI สำหรับทำงาน ส่วน Grok แสดงให้เห็นว่าผู้ตามสามารถลดช่องว่างด้านประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็วและใช้ราคาที่ต่ำกว่าเป็นเครื่องมือแย่งส่วนแบ่งตลาด
- ดังนั้นการแข่งขัน AI ระยะถัดไปอาจไม่ได้มีผู้ชนะรายเดียว แต่แบ่งออกเป็นหลายสมรภูมิ ได้แก่โมเดลระดับสูง, AI Agent, การเขียนโปรแกรม, ลูกค้าองค์กร และต้นทุนต่อการใช้งาน
2. DeepSeek: จากผู้ทำสงครามราคา เริ่มหันมาเน้นกำไรมากขึ้นก่อน IPO
- DeepSeek เตรียมปรับราคาโมเดล V4 ขึ้นตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม โดยราคาของV4-Flash สำหรับ Output เพิ่มจาก $0.28 เป็น $1.32 ต่อ 1 ล้าน Token ในช่วงที่มีการใช้งานสูง หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า ขณะที่ V4-Pro เพิ่มจาก $0.87 เป็น $3.96 ต่อ 1 ล้าน Output Token ในช่วงเวลาเดียวกัน
- บริษัทนำระบบราคาแบบช่วงใช้งานสูงและช่วงใช้งานต่ำมาใช้ โดยช่วงใช้งานต่ำมีราคาถูกกว่าประมาณ 50% เพื่อกระจายการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ไปยังช่วงที่ระบบไม่แออัด ซึ่งช่วยทั้งลดภาระโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มรายได้จากช่วงที่ความต้องการสูง
- การขึ้นราคาสะท้อนว่า DeepSeek เริ่มเปลี่ยนจากยุทธศาสตร์ “ราคาต่ำเพื่อชิงผู้ใช้” ไปสู่การพยายามสร้างผลตอบแทนจากฐานผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบริษัทกำลังระดมทุนและเตรียมความพร้อมสำหรับ IPO ซึ่งทำให้ต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างกำไรมากขึ้น
- อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะเพิ่มขึ้นมาก DeepSeek ยังมีต้นทุนต่อการใช้งานต่ำกว่าคู่แข่งระดับสูงหลายราย เช่น Kimi K3 และ Anthropic Fable 5 ทำให้ยังรักษาจุดขายด้านความคุ้มค่าได้ส่วนหนึ่ง
3. DeepSeek ไม่ได้ขึ้นราคาอย่างเดียว แต่กำลังขยายไปสู่ AI Agent
- อีกประเด็นที่สำคัญคือ DeepSeek เปิดตัวDeepSeek Harness v0.1 ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้ AI สามารถทำงานหลายขั้นตอนได้เอง เช่น อ่านไฟล์ แก้โค้ด ค้นข้อมูล และทำงานต่อเนื่องจนเสร็จ โดยเปิดโครงสร้างให้ผู้พัฒนาสามารถนำโมเดลหรือเครื่องมือจากรายอื่นเข้ามาเชื่อมต่อได้
- ยุทธศาสตร์นี้ทำให้ DeepSeek ไม่ได้แข่งขันกับ OpenAI หรือ Anthropic แค่ในระดับโมเดล แต่เริ่มเข้าสู่ตลาดเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาและ AI Agent โดยตรง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ Claude Code และ Codex กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
- ในเชิงเทคโนโลยี V4-Pro รุ่นล่าสุดยังถูกปรับปรุงความสามารถด้าน Agent อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงรองรับรูปแบบการเชื่อมต่อของ OpenAI และ Codex ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนระบบสำหรับนักพัฒนา
4. OpenAI: รายได้ Run Rate ทะลุ $40 พันล้าน สะท้อนว่าธุรกิจเริ่มสร้างรายได้ในวงกว้าง
OpenAI มีรายได้ต่อปีตามอัตราปัจจุบันมากกว่า $40 พันล้าน เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากมากกว่า $20 พันล้าน ณ สิ้นปี 2025 และรายได้เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% เมื่อเทียบเดือนก่อน สะท้อนการเร่งตัวที่ค่อนข้างสูงก่อนการเตรียมเข้าตลาดหุ้น
แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก 3 ส่วน ได้แก่
- สมาชิก ChatGPT ฝั่งผู้บริโภคยังเติบโต
- ลูกค้าองค์กรเพิ่มการใช้ AI ในงานจริง
- เครื่องมือ AI Agent เช่นCodex และ ChatGPT Work มีความต้องการสูงขึ้นอย่างชัดเจน
Bloomberg Intelligence ประเมินว่าลูกค้าองค์กรอาจมีสัดส่วนอย่างน้อย 50% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้จาก ChatGPT Subscription อาจอยู่ที่ประมาณ $15-17 พันล้าน ทำให้โครงสร้างรายได้ของ OpenAI เริ่มเปลี่ยนจากการพึ่งผู้บริโภคไปสู่รายได้องค์กรที่มีโอกาสต่อเนื่องมากกว่า
5. แต่ OpenAI ก็เริ่มลดราคา สะท้อนว่าตลาดไม่ได้มี Pricing Power แบบไร้ข้อจำกัด
- แม้รายได้จะเติบโตแรง แต่ OpenAI เริ่มลดราคาของโมเดลบางรุ่นเพื่อแข่งขันกับ Anthropic และผู้เล่นจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งสะท้อนว่าการเติบโตของรายได้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทสามารถขึ้นราคาได้ต่อเนื่องโดยไม่มีแรงกดดันจากคู่แข่ง
- สถานการณ์นี้แตกต่างจาก DeepSeek ที่กำลังขึ้นราคา กล่าวคือ OpenAI อยู่ในจุดที่ต้องใช้ขนาดฐานลูกค้าและรายได้ที่สูงเพื่อชดเชยราคาต่อหน่วยที่อาจลดลง ขณะที่ DeepSeek ยังมีพื้นที่ในการขึ้นราคาเพราะเริ่มต้นจากระดับที่ต่ำมาก
- จึงเห็นภาพการแข่งขันที่ชัดขึ้นว่า OpenAI กำลังเน้น “ปริมาณการใช้งานและลูกค้าองค์กร” ส่วน DeepSeek เริ่มเน้น “สร้างกำไรต่อการใช้งาน” มากขึ้น
6. Grok 4.6 ไล่ทันระดับ Frontier ด้วยราคาที่ต่ำกว่า OpenAI อย่างมาก
Grok 4.6 ทำคะแนน 61 ใน Artificial Analysis Intelligence Index เท่ากับ OpenAI GPT-5.6 Sol Max และตามหลังเพียงกลุ่มโมเดลระดับสูงของ Anthropic ในการประเมินดังกล่าว ถือเป็นการกลับขึ้นสู่กลุ่มโมเดลแนวหน้า หลังจากก่อนหน้านี้ Grok ตามคู่แข่งอยู่ค่อนข้างมาก
จุดสำคัญคือราคาของ Grok ต่ำกว่ามาก โดยคิดค่าบริการประมาณ
|
โมเดล
|
Input / 1 ล้าน Token
|
Output / 1 ล้าน Token
|
|
Grok 4.6
|
$2
|
$6
|
|
OpenAI GPT-5.6 Sol Max
|
$5
|
$30
|
ดังนั้น Output ของ Grok มีราคาประมาณ 1 ใน 5 ของ OpenAI Sol Max ขณะที่คะแนนประเมินอยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่การแข่งขัน AI จะเปลี่ยนเป็นสงครามด้านราคามากขึ้น
นอกจากนี้ Grok 4.6 มีพัฒนาการด้าน AI Agent เด่นกว่าการให้เหตุผลแบบทั่วไป และสามารถเพิ่มคะแนนได้ 5 จุดจาก Grok 4.5 ภายในเวลาเพียงเดือนกว่า แสดงให้เห็นว่าระยะเวลาระหว่างการออกโมเดลแต่ละรุ่นกำลังสั้นลงอย่างมาก
7. Grok 4.7 เป็นตัวแปรรอบถัดไป แต่ปัจจุบันยังเป็นคำกล่าวของ Musk มากกว่าผลทดสอบจริง
- สำหรับGrok 4.7 เอกสารที่แนบมายังไม่มีผล Benchmark อิสระเหมือน Grok 4.6 โดยมีเพียงคำกล่าวของ Elon Musk ว่า Grok 4.7 จะเหนือกว่าโมเดลปัจจุบันทั้งหมด ดังนั้นในเชิงวิเคราะห์ควรแยกระหว่าง “ผลที่พิสูจน์แล้วของ Grok 4.6” กับ “เป้าหมายของ Grok 4.7” ให้ชัดเจน
- หาก Grok 4.7 สามารถรักษาราคาต่อ Token ในระดับต่ำ ขณะที่ผลทดสอบเหนือ OpenAI หรือ Anthropic ได้จริง จะเพิ่มแรงกดดันต่อราคาของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะคู่แข่งจะต้องเลือกระหว่างลดราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด หรือยอมเสียผู้ใช้บางส่วนเพื่อรักษามาร์จิ้น
8. การแข่งขันเริ่มเปลี่ยนจาก “โมเดลเดียวครองตลาด” เป็นความแตกต่างด้านราคาและการใช้งาน
เมื่อเชื่อมทั้ง 3 ข่าวเข้าด้วยกัน จะเห็นภาพการแข่งขันที่แตกต่างกันชัดเจน
|
ผู้เล่น
|
จุดเด่นปัจจุบัน
|
ยุทธศาสตร์ราคา
|
สิ่งที่กำลังเร่ง
|
|
OpenAI
|
ฐานผู้ใช้และรายได้ขนาดใหญ่
|
ลดราคาบางรุ่น
|
Enterprise, Codex, ChatGPT Work
|
|
DeepSeek
|
ต้นทุนต่ำและโมเดลเปิด
|
เริ่มขึ้นราคา
|
กำไร, IPO, Agent ecosystem
|
|
Grok/xAI
|
ประสิทธิภาพดีขึ้นเร็ว
|
ราคาต่ำกว่า Frontier peers
|
Agent, Engineering, รุ่น 4.7
|
- OpenAI มีข้อได้เปรียบด้านฐานลูกค้าและการสร้างรายได้ DeepSeek มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและระบบเปิด ขณะที่ Grok กำลังใช้ความเร็วในการพัฒนาและราคาต่ำเพื่อไล่ตามผู้นำ
- จุดสำคัญคือส่วนต่างด้านประสิทธิภาพระหว่างโมเดลเริ่มแคบลงเร็วกว่าส่วนต่างด้านราคา ซึ่งหมายความว่าราคาและการใช้งานจริงอาจกลายเป็นปัจจัยตัดสินผู้ชนะมากขึ้นในอนาคต
9. การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นไม่ได้แปลว่าเงินลงทุน AI จะลดลง แต่กลับอาจทำให้ Compute Demand สูงขึ้น
- แม้สงครามราคาจะกดดันรายได้ต่อ Token แต่ราคาที่ต่ำลงช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ AI ได้มากขึ้น ทั้งงานเขียนโปรแกรม AI Agent การวิเคราะห์ข้อมูล และการทำงานอัตโนมัติ
- ในขณะเดียวกัน ผู้พัฒนาโมเดลต้องลงทุนต่อเนื่องเพื่อฝึกโมเดลรุ่นใหม่ เพิ่มกำลังประมวลผลสำหรับการใช้งานจริง และสร้างศูนย์ข้อมูลให้เพียงพอกับจำนวนคำสั่งที่เพิ่มขึ้น โดย DeepSeek เองกำลังเพิ่มการลงทุนในชิป ศูนย์ข้อมูล และบุคลากร ขณะที่ OpenAI ยังมีต้นทุนการฝึกโมเดลในระดับสูง
- ดังนั้นการแข่งขันด้านราคาของ AI Model อาจกดดันกำไรของผู้พัฒนาโมเดล แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับช่วยเร่งปริมาณการใช้งานและความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI
มุมมอง InnovestX
- เรามองว่าการแข่งขัน AI กำลังเข้าสู่ช่วงที่เป็นบวกต่อผู้ใช้งานและห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐาน แต่มีความท้าทายมากขึ้นต่อผู้พัฒนาโมเดลโดยตรงเนื่องจาก DeepSeek, OpenAI และ Grok กำลังลดช่องว่างด้านประสิทธิภาพลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การแข่งขันต้องย้ายไปสู่ราคา AI Agent และการใช้งานจริงมากขึ้น ซึ่งอาจกดดันรายได้ต่อ Token และมาร์จิ้นของผู้ให้บริการโมเดล
- แต่ในทางกลับกัน ราคาที่ลดลงและความสามารถที่ดีขึ้นจะเร่งการใช้งาน AI และเพิ่มความต้องการ Compute โดยรวม ในเชิงการลงทุนจึงยังมองบวกต่อหุ้นที่อยู่ในห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐาน เช่นNVDA, AMD, AVGO, TSMC, MU และกลุ่มศูนย์ข้อมูล/เครือข่าย มากกว่าการเลือกผู้ชนะในสงครามโมเดล ขณะที่ในกลุ่มแพลตฟอร์ม OpenAI มีจุดเด่นด้านการสร้างรายได้และฐานลูกค้าองค์กร, DeepSeek เด่นด้านต้นทุนและโมเดลเปิด ส่วน Grok เป็นคู่แข่งที่น่าจับตาที่สุดในเชิงความเร็วของการพัฒนาและการแข่งขันด้านราคา โดยต้องติดตามว่า Grok 4.7 จะสามารถทำได้ตามคำกล่าวของ Musk หรือไม่
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน