
Novo Nordisk ยื่นฟ้อง Eli Lilly กรณีใช้ข้อมูลการทดลองเดิมโฆษณาเปรียบเทียบยาลดน้ำหนักโดยไม่สะท้อนขนาดยาสูงสุดใหม่ของบริษัท ขณะที่ Novartis รายงานผลประกอบการ 2Q26 ดีกว่าคาดจากการเติบโตของยามะเร็งและยารักษาโรคเรื้อรังรุ่นใหม่ที่เข้ามาชดเชยการหมดอายุสิทธิบัตรของ Entresto ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมปรับขึ้นภาษีนำเข้ายาสามัญเป็น 100%–200% ในปี 2028–2029 เพื่อบีบให้ย้ายฐานการผลิตกลับเข้าประเทศ โดย INVX ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ Eli Lilly มากที่สุดในกลุ่มยาจากความเป็นผู้นำตลาด ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และความพร้อมด้านฐานการผลิตในสหรัฐฯ
1) Novo Nordisk ฟ้อง Eli Lilly จากการโฆษณายา GLP-1
Novo Nordisk ยื่นฟ้อง Eli Lilly ต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยกล่าวหาว่าโฆษณา Zepbound และ Mounjaro ใช้ข้อมูลการทดลองที่ไม่สะท้อนขนาดยาสูงสุดของ Wegovy และ Ozempic ที่ได้รับอนุมัติในปัจจุบัน บริษัทระบุว่าการเปรียบเทียบดังกล่าวอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า Eli Lilly มีประสิทธิภาพเหนือกว่าในทุกขนาดยา ทั้งที่งานวิจัยเดิมใช้ Wegovy และ Ozempic ในขนาดต่ำกว่าระดับสูงสุดที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน
ข้อพิพาทหลักเกี่ยวข้องกับการทดลอง SURMOUNT-5 ซึ่งพบว่าผู้ป่วยที่ใช้ Zepbound ลดน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 50 ปอนด์ เทียบกับ 33 ปอนด์สำหรับ Wegovy อย่างไรก็ตาม Novo Nordisk ได้รับอนุมัติ Wegovy ขนาดสูงขึ้นในเดือนมีนาคม 2026 และเริ่มทำตลาดในเดือนเมษายน บริษัทจึงมองว่าการโฆษณาที่อ้างอิงข้อมูลเดิมโดยไม่มีบริบทที่เพียงพอเป็นการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
Novo Nordisk เรียกร้องให้ศาลสั่งยุติโฆษณาดังกล่าว ให้ Eli Lilly จัดทำโฆษณาแก้ไขความเข้าใจ และชดเชยกำไรที่ Novo Nordisk เชื่อว่าสูญเสียไป รวมถึงอาจเรียกร้องค่าเสียหายเป็นสามเท่าตามกฎหมายสหรัฐฯ ด้าน Eli Lilly ยืนยันว่าการโฆษณามีความถูกต้อง โปร่งใส และอ้างอิงการทดลองเปรียบเทียบโดยตรงที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ พร้อมระบุว่าจะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
คดีสะท้อนการแข่งขันในตลาดยาลดน้ำหนักที่สูงขึ้น
ตลาดยารักษาโรคอ้วนทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวสู่ประมาณ $120 พันล้านต่อปีภายในปี 2030 ทำให้การแข่งขันระหว่าง Novo Nordisk และ Eli Lilly ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประสิทธิภาพของยา แต่ครอบคลุมถึงขนาดยา ช่องทางจำหน่าย กำลังการผลิต การเข้าถึงประกันสุขภาพ และการสื่อสารกับผู้บริโภค
แม้ Novo Nordisk จะเข้าสู่ตลาดก่อนด้วย Wegovy แต่ Eli Lilly สามารถเพิ่มยอดขาย Zepbound และขึ้นเป็นผู้นำตลาดในสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว

การเลือกใช้แนวทางทางกฎหมายจึงสะท้อนความพยายามของ Novo Nordisk ในการปกป้องสถานะการแข่งขันและลดความเสียเปรียบด้านภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ดี ผลทางกฎหมายยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจาก SURMOUNT-5 เป็นการทดลองเปรียบเทียบยาทั้งสองโดยตรง ขณะที่ข้อมูลที่ Novo Nordisk นำมาใช้สนับสนุนขนาดยาใหม่เป็นผลจากการทดลองคนละชุด ซึ่งไม่ใช่การเปรียบเทียบโดยตรงภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
2) Novartis รายงานผลประกอบการ 2Q26 ดีกว่าคาด
Novartis รายงานยอดขายไตรมาส 2 ปี 2026 ที่ $14.41 พันล้าน เพิ่มขึ้น 3% ในรูปดอลลาร์และ 1% เมื่อไม่รวมผลของอัตราแลกเปลี่ยน สูงกว่าตลาดคาดประมาณ 3% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานหลักอยู่ที่ $5.94 พันล้าน สูงกว่าคาดประมาณ 11–12% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานหลักอยู่ที่ 41.2% เทียบกับตลาดคาดประมาณ 37.6–38.1%
ผลประกอบการได้รับแรงสนับสนุนจากยาหลักหลายรายการ ได้แก่ Kisqali ซึ่งมียอดขาย $1.70 พันล้าน เพิ่มขึ้น 43% เมื่อไม่รวมผลของอัตราแลกเปลี่ยน Kesimpta เพิ่มขึ้น 32% เป็น $1.42 พันล้าน Scemblix เพิ่มขึ้น 89% เป็น $562 ล้าน Pluvicto เพิ่มขึ้น 43% เป็น $651 ล้าน และ Leqvio เพิ่มขึ้น 59% เป็น $480 ล้าน ยาเหล่านี้ช่วยชดเชยยอดขาย Entresto ที่ลดลง 51% เมื่อไม่รวมผลของอัตราแลกเปลี่ยน จากการแข่งขันของยาสามัญหลังหมดอายุสิทธิบัตรในสหรัฐฯ
กำไรที่สูงกว่าคาดส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนา รวมถึงค่าใช้จ่ายการขายและบริหารที่ต่ำกว่าคาด โดยค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ $2.85 พันล้าน เทียบกับคาด $3.05 พันล้าน ส่วนค่าใช้จ่ายการขายและบริหารอยู่ที่ $3.24 พันล้าน เทียบกับคาด $3.45 พันล้าน
ผลประกอบการที่ดีกว่าคาดมีปัจจัยชั่วคราว
แม้ผลประกอบการไตรมาส 2 จะออกมาดี แต่ Novartis ยังคงเป้าหมายปี 2026 โดยคาดว่ายอดขายจะเติบโตในระดับเลขหลักเดียวช่วงต้น และกำไรจากการดำเนินงานหลักจะลดลงในระดับเลขหลักเดียวช่วงต้น การไม่ปรับเพิ่มเป้าหมายสะท้อนว่าผลประกอบการบางส่วนเกิดจากจังหวะการรับรู้รายได้และค่าใช้จ่าย มากกว่าการปรับตัวดีขึ้นอย่างถาวร
บริษัทระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสินค้าคงคลังจากการติดตั้งระบบบริหารจัดการใหม่ช่วยเพิ่มยอดขายไตรมาส 2 ประมาณ 1 จุด และการเลื่อนค่าใช้จ่ายวิจัยไปยังไตรมาส 3 ช่วยเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานหลักประมาณ 5 จุด ปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มกลับทิศในครึ่งปีหลัง จึงอาจทำให้อัตราการเติบโตของกำไรไม่แข็งแกร่งเท่ากับไตรมาส 2
ยาใหม่ช่วยลดแรงกดดันจาก Entresto
ภาพสำคัญของ Novartis คือผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่เริ่มมีขนาดเพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบจากการหมดอายุสิทธิบัตรของ Entresto โดยบริษัทประเมินว่าช่วงที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดอาจผ่านไปแล้ว และคาดว่ายอดขายในครึ่งปีหลังจะเติบโตระดับกลางของเลขหลักเดียวเมื่อฐานเปรียบเทียบจาก Entresto ลดลง
Kisqali ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์หลักในมะเร็งเต้านม โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายสูงสุดที่ $10 พันล้าน ขณะที่ Kesimpta มีโอกาสขยายตัวต่อจากการรักษาโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง โดยเฉพาะตลาดนอกสหรัฐฯ ด้าน Pluvicto มีโอกาสเติบโตจากการขยายข้อบ่งใช้ไปยังผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะก่อนหน้า ซึ่งอาจเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ประมาณ 75%
Rhapsido ซึ่งเป็นยารับประทานสำหรับโรคลมพิษเรื้อรังสร้างยอดขาย $64 ล้านในไตรมาสแรกหลังเริ่มทำตลาด และได้รับการตอบรับในช่วงต้นที่ดี อย่างไรก็ดี บริษัทคาดว่าการเติบโตจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากต้องใช้เวลาเพิ่มความครอบคลุมจากผู้ให้บริการประกันสุขภาพและรักษาระดับส่วนลดให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม
3) สหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีนำเข้ายาสามัญ
รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนคงภาษีนำเข้ายาสามัญไว้ที่ 0% เป็นเวลา 2 ปี ก่อนเพิ่มเป็น 100% ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2028 และเป็น 200% ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2029 เป้าหมายคือกระตุ้นให้บริษัทผลิตยาสามัญสร้างโรงงานและลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
นโยบายดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิตยาสามัญที่มีฐานการผลิตหลักในอินเดีย จีน และประเทศต้นทุนต่ำอื่น หากไม่สามารถย้ายหรือเพิ่มกำลังการผลิตในสหรัฐฯ ได้ทันเวลา ในทางกลับกัน ผู้ผลิตที่มีโรงงานในสหรัฐฯ อยู่แล้วหรือมีฐานะการเงินเพียงพอสำหรับการลงทุนเพิ่มเติมอาจมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันมากขึ้น
สำหรับบริษัทผู้ผลิตยานวัตกรรม ผลกระทบโดยตรงยังจำกัด เนื่องจากมาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ยาสามัญ และนโยบายสำหรับยาที่มีสิทธิบัตรยังคงเดิม อย่างไรก็ตาม บริษัทขนาดใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านภาษีและนโยบายในอนาคต โดย Novartis มีแผนลงทุนประมาณ $23 พันล้านเพื่อสร้างและขยายโรงงาน 7 แห่งในสหรัฐฯ โดยเน้นการผลิตยารักษามะเร็งแบบนำส่งรังสีเข้าสู่เป้าหมาย
มุมมองของ INVX
เรามองว่าการแข่งขันในตลาด GLP-1 มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น และอาจขยายจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่การตลาด การฟ้องร้อง และการกำกับดูแลโฆษณา บริษัทที่มีข้อมูลการทดลองเปรียบเทียบโดยตรง ผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ และกำลังการผลิตเพียงพอจะมีความได้เปรียบมากกว่า
โดยเรามีมุมมองเชิงบวกต่อ Eli Lilly มากที่สุดในกลุ่มยา เนื่องจากบริษัทยังคงเป็นผู้นำตลาดยารักษาโรคอ้วนในสหรัฐฯ และมียาที่มีประสิทธิที่สูง ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีฐานการผลิตและแผนขยายกำลังการผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและนโยบายการค้าในระยะกลาง อย่างไรก็ดี ควรติดตามความเสี่ยงจากการแข่งขัน คดีโฆษณา
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน