
จุดสนใจของตลาดในอุตสาหกรรมกลาโหมได้เปลี่ยนจากการเพิ่มขึ้นของยอดคำสั่งซื้อไปสู่ความสามารถในการเพิ่มกำลังการผลิต การควบคุมต้นทุน และการส่งมอบสินค้าเพื่อเปลี่ยนงานในมือให้เป็นรายได้จริง โดย RTX โดดเด่นที่สุดจากความชัดเจนของรายได้ระยะยาวในการผลิตเรดาร์ SPY-6 และการลงทุนขยายกำลังผลิตที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ Leonardo ได้ประโยชน์จากงบประมาณกลาโหมยุโรปแต่ยังต้องเร่งส่งมอบสินค้าและเผชิญความเสี่ยงด้านกฎระเบียบในการควบรวมธุรกิจ และ Northrop Grumman แม้จะมีงานในมือทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ราคาหุ้นยังคงถูกกดดันในระยะสั้นจากปัญหาต้นทุนโครงการที่สูงเกินคาดจนกระทบต่ออัตรากำไรจากการดำเนินงาน
ภาพรวมอุตสาหกรรมกลาโหม
อุตสาหกรรมกลาโหมโลกยังอยู่ในช่วงขยายตัว จากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ การเร่งเติมคลังอาวุธของสหรัฐฯ และพันธมิตร ตลอดจนการเพิ่มงบประมาณด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ ขีปนาวุธ เรดาร์ และอากาศยานยุคใหม่ อย่างไรก็ดี ความสนใจของตลาดกำลังเปลี่ยนจากจำนวนคำสั่งซื้อไปสู่ความสามารถของผู้ผลิตในการเพิ่มกำลังการผลิต ส่งมอบสินค้า ควบคุมต้นทุน และเปลี่ยนงานในมือให้เป็นรายได้และกระแสเงินสดตามแผน
พัฒนาการของ Northrop Grumman, Leonardo และ RTX สะท้อนทิศทางดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยแต่ละบริษัทมีคำสั่งซื้อและโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่มีความแตกต่างด้านคุณภาพการดำเนินงาน ความเสี่ยงของโครงการ และความชัดเจนในการรับรู้รายได้
Northrop Grumman: งานในมือทำสถิติสูงสุด แต่ต้นทุนโครงการยังกดดันกำไร
Northrop Grumman เริ่มผลิตมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็งสำหรับขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 ของ Lockheed Martin หลังผ่านกระบวนการรับรองในเดือนมิถุนายน และคาดว่าจะได้รับสัญญาผลิตอย่างเป็นทางการภายในปี 2026 การเข้ามาเป็นผู้ผลิตรายใหม่จะช่วยลดการพึ่งพา L3Harris ซึ่งเป็นผู้ผลิตมอเตอร์จรวดรายเดียวในปัจจุบัน และสนับสนุนแผนของ Lockheed Martin ที่ต้องการเพิ่มกำลังผลิต PAC-3 จาก 600 ลูกต่อปีเป็น 2,000 ลูกภายในสิ้นปี 2030
บริษัทมีข้อตกลงระยะยาวเพื่อเร่งกำลังผลิตขีปนาวุธรวม 10 โครงการ คิดเป็นโอกาสสร้างยอดขายสูงสุดประมาณ $10 พันล้านในช่วง 7 ปีข้างหน้า นอกจาก PAC-3 แล้ว Northrop ยังได้รับงานสำคัญในไตรมาส ได้แก่ Sentinel มูลค่า $7.6 พันล้าน งานโครงการที่ไม่เปิดเผยรายละเอียด $4.3 พันล้าน งานที่เกี่ยวข้องกับ F-35 มูลค่า $1 พันล้าน และโครงการสกัดกั้นขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงมูลค่า $800 ล้าน
ผลประกอบการ 2Q26 มียอดขาย $10.9 พันล้าน เพิ่มขึ้น 5% และสูงกว่าคาดเล็กน้อย โดยธุรกิจอากาศยานเติบโต 13% จากการเพิ่มปริมาณงานของ B-21 และโครงการผลิตเดิม ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อใหม่อยู่ที่ $20 พันล้าน ส่งผลให้อัตราคำสั่งซื้อต่อยอดขายอยู่ที่ 1.84 เท่า และมูลค่างานในมือเพิ่มเป็นสถิติสูงสุดประมาณ $105 พันล้าน
บริษัทปรับเพิ่มกรอบยอดขายปี 2026 เป็น $43.75–44.25 พันล้าน และกำไรต่อหุ้นเป็น $28.60–29.10 พร้อมคาดว่ายอดขายจะเร่งตัวในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ดี กำไรต่อหุ้นที่สูงกว่าคาดส่วนหนึ่งมาจากอัตราภาษีที่ต่ำและกำไรจากรายการพิเศษ ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานลดลง 23% เนื่องจากต้นทุนโครงการ SiAW และมอเตอร์จรวด GEM 63XL สูงกว่าประมาณการ
ธุรกิจระบบป้องกันมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงเหลือ 7.5% จากต้นทุนการทดสอบและรับรอง SiAW ส่วนธุรกิจอวกาศมีอัตรากำไรลดลงเหลือ 8.6% จากการปรับเพิ่มต้นทุนวัสดุของ GEM 63XL แม้บริษัทคาดว่าอัตรากำไรของทั้งสองธุรกิจจะกลับมาเหนือ 11% ในครึ่งปีหลัง แต่ความสามารถในการควบคุมต้นทุนยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
Leonardo: คำสั่งซื้อแข็งแกร่ง แต่ต้องเร่งการส่งมอบ
Leonardo ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเพิ่มงบประมาณกลาโหมของยุโรป โดยมูลค่างานในมือเพิ่มขึ้น 23% ในช่วง 12 เดือนถึงเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการเร่งส่งมอบสินค้าและพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เนื่องจากงานในมือที่เพิ่มขึ้นจะสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นได้ต่อเมื่อบริษัทสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้ตามกำหนด
โครงการเครื่องบินรบยุคใหม่ GCAP ซึ่งนำโดยสหราชอาณาจักร อิตาลี และญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในโอกาสเชิงกลยุทธ์สำคัญของ Leonardo โดยแคนาดาเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ และมีโอกาสพัฒนาไปสู่การเข้าร่วมอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต ขณะที่บริษัทเปิดรับการเข้าร่วมของเยอรมนี ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาต้นทุนการพัฒนาและเพิ่มขนาดของฐานการผลิต ทั้งนี้ โครงการยังคงเป้าหมายเริ่มใช้งานในปี 2035
อีกหนึ่งโอกาสคือการจัดตั้งกิจการดาวเทียมร่วมกับ Airbus และ Thales ซึ่งมีเป้าหมายเริ่มดำเนินงานในปี 2027 แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากการตรวจสอบด้านการแข่งขันทางการค้าของยุโรป หากหน่วยงานกำกับดูแลกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด อาจลดประโยชน์ด้านขนาด เครือข่ายการผลิต และการประหยัดต้นทุนจากการรวมกิจการ
RTX: รายได้ระยะยาวชัดเจนจากเรดาร์ SPY-6
Raytheon ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือ RTX ได้รับการต่อสัญญาผลิตและบำรุงรักษาเรดาร์ SPY-6 สำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ มูลค่า $1.8 พันล้าน และมูลค่าสัญญารวมอาจเพิ่มเป็น $3.3 พันล้านหากมีการใช้สิทธิตามเงื่อนไขทั้งหมด
ปัจจุบันเรดาร์ SPY-6 ติดตั้งอยู่บนเรือที่เข้าประจำการแล้ว 2 ลำ และเรือที่อยู่ระหว่างการทดสอบอีก 11 ลำ โดยคาดว่าจะติดตั้งบนเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ มากกว่า 50 ลำในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทำให้โครงการมีความชัดเจนด้านปริมาณการผลิต รายได้จากการบำรุงรักษา และระยะเวลารับรู้รายได้
RTX ลงทุนมากกว่า $800 ล้านเพื่อปรับปรุงโรงงานและเพิ่มกำลังผลิต โดยตั้งเป้าเพิ่มผลผลิต SPY-6 เป็นสองเท่าภายในปี 2028 การลงทุนล่วงหน้าช่วยลดความเสี่ยงด้านคอขวดการผลิต และอาจสนับสนุนต้นทุนต่อหน่วยให้ลดลงเมื่อปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น
ด้านธุรกิจการบิน Collins Aerospace ร่วมมือกับ Etihad Engineering จัดตั้งกิจการซ่อมบำรุงในอาบูดาบี เพื่อให้บริการส่วนครอบเครื่องยนต์และระบบกลับแรงขับสำหรับเครื่องบิน Airbus A350 และ Boeing 787 โรงงานมีกำหนดเปิดดำเนินงานใน 1Q27 และจะเพิ่มพื้นที่ให้บริการของ Collins ในตะวันออกกลางเป็นสองเท่า ช่วยกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจบริการหลังการขายที่มีความต่อเนื่องมากกว่าการจำหน่ายอุปกรณ์เพียงครั้งเดียว
มุมมองของ INVX
เรามองบวกต่อหุ้นกลาโหมที่มีงานในมือสูง โครงการผลิตระยะยาว และความเสี่ยงด้านการดำเนินงานต่ำกว่า โดย RTX เด่นจากความชัดเจนของรายได้ SPY-6 และการเพิ่มกำลังผลิต ส่วน Leonardo ได้ประโยชน์จากการเพิ่มงบประมาณกลาโหมยุโรป แต่ต้องติดตามการส่งมอบและความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ขณะที่ Northrop มีโอกาสเติบโตจาก PAC-3, B-21 และ Sentinel แต่ระยะสั้นจะยังคงผันผวน เนื่องจากต้นทุนโครงการและอัตรากำไรยังเป็นปัจจัยจำกัดราคาหุ้น
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน