Offshore Stock Update

การ IPO ของเทคฯใหญ่จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไร...?

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|25 May 26 5:12 PM
image (35)
สรุปสาระสำคัญ

3 บริษัทใหญ่ที่ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตแกร่งในช่วงนี้อย่าง SpaceX, Anthropic และ OpenAI กำลังเตรียม IPO ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่ตลาดจับตามอง ประกอบกับสร้างความกังวลต่อสภาพคล่องของตลาดในช่วงนี้ อย่างไรก็ดีหากดูสถิติในอดีตราคาหุ้นจะปรับขึ้นแรงและผันผวนในช่วงแรกซึ่งมาจากนักลงทุนที่มีความต้องการซื้อสูงขึ้น ไม่ใช่เพราะปัจจัยพื้นฐานโตทันราคา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ราคาหุ้นจะค่อยๆ ปรับฐานกลับมาหาความเป็นจริงเสมอ ซึ่งภาพนี้หากเกิดขึ้นเรามองบวกต่อหุ้นเงินสดแกร่ง, ปัจจัยพื้นฐานดี และแนวโน้มเติบโต (AMZN, GOOGL, NVDA)

การ IPO ของเทคฯใหญ่จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไร...?

 3 บริษัทใหญ่ที่ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตแกร่งในช่วงนี้อย่าง SpaceX, Anthropic และ OpenAI กำลังเตรียม IPO ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่ตลาดจับตามอง ประกอบกับสร้างความกังวลต่อสภาพคล่องของตลาดในช่วงนี้

 

จากอดีตที่การทำ IPO คือการเปิดโอกาสให้รายย่อยเข้าลงทุน แต่ในยุคนี้บริษัทเหล่านี้ระดมทุนในตลาด Private Market จนมีมูลค่าตลาดสูงก่อนจะเข้าตลาดหุ้นสาธารณะ ซึ่งปรากฏการณ์นี้กำลังจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดทุนโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

1) เป้าหมายการระดมทุนและสิ่งที่คุณต้องรู้ก่อน IPO

 

เป้าหมายการระดมทุนของทั้ง 3 บริษัทผ่านการทำ IPO มีรายละเอียดดังนี้:

ipobigtech.png
2) ตลาดกังวลอะไร?: สภาพคล่องที่มีแรงกดดันและกลไก Fast-Track แย่งน้ำหนักตลาด

 

ความกังวลหลักของตลาดในตอนนี้คือ การดึงสภาพคล่องจากตลาดหุ้น

  • การเข้ามาของ 3 บริษัทที่มีมูลค่ารวมกันเฉียด $4tn จะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องโดยรวมอย่างแน่นอน โดยตลาดคาดว่าจะเกิดการดึงสภาพคล่องจากหุ้นขนาดใหญ่ตัวเดิมๆ ในตลาด เนื่องจากกองทุนต่างๆ ต้องแบ่งเค้กเงินทุนมาโปะให้หุ้นใหม่เหล่านี้

ความกังวลนี้รุนแรงขึ้นเมื่อสถาบันจัดทำดัชนีระดับโลกพากันเปิดใช้กฎ Fast-Track

Fast-Track คืออะไร?

Fast-Track คือ เกณฑ์พิเศษที่ผู้จัดทำดัชนีหุ้น (เช่น S&P Global, Nasdaq, FTSE Russell) ปรับเปลี่ยนขึ้นมาเพื่อนำหุ้นเทคฯใหญ่ เข้าคำนวณในดัชนีหลักทันที โดยไม่ต้องรอกระบวนการคัดเลือกตามปกตินาน 6-12 เดือนเหมือนในอดีต

  • Nasdaq 100: เปิดใช้งาน Fast-Track เรียบร้อยแล้ว โดยปรับเวลาเหลือเพียง 15 วันทำการ แถมเพิ่มตัวคูณน้ำหนักเป็น 3 เท่า (3x Weight) สำหรับหุ้นที่มีสัดส่วนหมุนเวียนต่ำเพื่อเร่งเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
  • S&P 500: เสนอปรับลดระยะเวลารอคอยจาก 12 เดือน เหลือเพียง 6 เดือน และปลดล็อกเกณฑ์ Free Float ขั้นต่ำ 10% ออกไป (เนื่องจาก SpaceX ตั้งเป้าปล่อยหุ้นหมุนเวียนต่ำกว่า 5%)
  • FTSE Russell: เร่งรัดกระบวนการด่วนที่สุดเหลือเพียง 5 วันทำการ เท่านั้นหลังจากการซื้อขายวันแรก

3) มุมมองสองด้านของตลาด

กลไก Fast-Track นี้สร้างผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดแบ่งออกเป็นสองด้านหลักๆ:

  1. กองทุนเชิงรับ
  • เมื่อหุ้นเหล่านี้เข้าสู่ดัชนีแบบ Fast-Track ทำให้กองทุนเชิงรับ (Passive Funds) ทั่วโลกที่มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์ จะถูกบังคับให้ต้องเข้าซื้อหุ้นโดยอัตโนมัติ ทันทีเพื่อลด tracking error โดยจากการวิเคราะห์ของ Bloomberg คาดว่ากองทุน Passive จะต้องกวาดซื้อหุ้น IPO ของ SpaceX ไปไม่ต่ำกว่า 24% ของจำนวนหุ้นที่ออกมาทั้งหมด
  1. กองทุนเชิงรุก (Active Funds) และ นักลงทุนรายย่อย

อย่างไรก็ตาม ตลาดอีกส่วนไม่ได้กังวลจนเกินไป เนื่องจากเม็ดเงินจากกองทุนเชิงรุก (กองทุนที่มีผู้จัดการเลือกหุ้นเอง) ที่มีเงินทุนอีกกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ รวมถึง นักลงทุนรายย่อยที่มีความต้องการซื้อสูง (จากกระแส FOMO) จะเป็นกลุ่มที่เข้ามาช่วยชดเชยแรงขายและรองรับความต้องการของตลาดได้ โดยหากกลุ่ม Active ปรับน้ำหนักตามดัชนีอ้างอิง คาดว่าจะช่วยชดเชยหุ้นหมุนเวียนไปได้รวมกันเกือบ 50%

 

4) สถิติอดีต: มีผลกระทบจำกัดต่อราคาหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม

ย้อนดูสถิติเมื่อมีหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่ IPO เข้ามาในตลาด (มีอยู่ราวๆ 6 บริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ใกล้เคียงกันในอดีต เช่น ช่วงที่ Facebook หรือ Alibaba เข้าตลาด) ข้อมูลทางสถิติไม่พบข้อบ่งชี้ที่แน่ชัดว่าการเข้ามาของหุ้นยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยตลาดหุ้นมีความสามารถในการขยายตัวและปรับสมดุลสภาพคล่องได้เองในระยะกลาง


1. Alibaba (BABA) – กันยายน 2014

  • IPO ที่ใหญ่ที่สุด ณ เวลานั้นด้วยมูลค่าระดมทุนสูงถึง 25,000 (มูลค่าวันแรกประมาณ $168bn)
  • ความกังวล: ตลาดกลัวว่าเงินจะไหลออกจากหุ้นอีคอมเมิร์ซและหุ้นใหญ่สหรัฐฯ อย่าง Amazon และ eBay เพื่อโยกมาซื้อ Alibaba
  • ความจริงทางสถิติ: ในช่วง 3 เดือนหลัง Alibaba เข้าตลาด หุ้น Amazon (AMZN) ไม่ได้ร่วง แต่กลับเพิ่มขึ้นราว 12-15% เนื่องจากสถาบันทั่วโลกเพิ่มเงินเข้ามาในระบบเพื่อรองรับหุ้นจีนโดยเฉพาะ ไม่ได้ใช้วิธีเทขายหุ้นเดิม

    babaamzn.png

2. Facebook (Meta - META) – พฤษภาคม 2012

  • IPO กลุ่มเทคโนโลยี/อินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในช่วงเวลานั้นด้วยมูลค่าบริษัททะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ความกังวล: นักลงทุนกลัวว่าเม็ดเงินและสภาพคล่องจะไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยีใหญ่อย่าง Google และ Apple
  • ความจริงทางสถิติ: แม้ตัว Facebook เองจะเจอปัญหาระบบเทรดวันแรกและราคาดิ่งลงในสัปดาห์ต่อๆ มา แต่หุ้น Google (GOOGL) ในปี 2012 นั้น ไม่ได้รับผลกระทบ และยังทำ All-Time High โดยปิดปีด้วยผลตอบแทนบวกกว่า 9% สะท้อนให้เห็นว่ากองทุนแยกพอร์ตชัดเจนระหว่างหุ้นใหม่กับหุ้นเดิมที่มีกระแสเงินสดแกร่งmag7andmeta.png

3. Saudi Aramco – ธันวาคม 2019

  • การระดมทุนขนาดใหญ่มูลค่า 29,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มูลค่าบริษัทสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสเกลเดียวกับที่ SpaceX กำลังจะทำในตอนนี้
  • ความกังวล: กลุ่มทุนพลังงานโลกกังวลว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และสถาบันขนาดใหญ่จะขายหุ้นน้ำมันเดิมอย่าง ExxonMobil หรือ Chevron เพื่อไปซื้อหุ้นซาอุฯ
  • ความจริงทางสถิติ: ดัชนีกลุ่มพลังงานของสหรัฐฯ (XLE Sector) ผันผวนในกรอบแคบ เพียง 2 สัปดาห์แรกจากนั้นก็กลับสู่วงจรราคาตามปัจจัยพื้นฐาน (ราคาน้ำมันดิบโลก) ไม่ได้เกิดเหตุการณ์สภาพคล่องลดลงแต่อย่างใดaramco.jpg

4. Visa Inc. (V) – มีนาคม 2008

  • ช่วงนั้นเป็นช่วงวิกฤตการเงิน แต่อุตสาหกรรมการเงินและการชำระเงินนำ Visa เข้าทำ IPO ระดมทุนไปได้สูงถึง 17,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ความกังวล: ตลาดกังวลว่าสภาพคล่องที่น้อยในช่วงวิกฤตจะถูก Visa ดึงสภาพคล่องไปจนหมด และจะกดดันราคาหุ้นคู่แข่งสำคัญอย่าง Mastercard
  • ความจริงทางสถิติ: การเข้ามาของ Visa กลับเรียกความเชื่อมั่น และทำให้คนหันมาสนใจกลุ่มธุรกิจ Payment หุ้นคู่แข่งอย่าง Mastercard (MA) จนหุ้นขึ้นกว่า 20% ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลัง Visa เข้าตลาด เนื่องจากนักลงทุนสถาบันมองเห็นภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรมที่ชัดเจนขึ้นvand-ma.png

5. SoftBank Mobile (SoftBank Corp) – ธันวาคม 2018

  • ดีลระดมทุนกลุ่มเทคฯและโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียมูลค่ากว่า 21,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดหุ้นโตเกียว
  • ความกังวล: เงินทุนในฝั่งเอเชียและหุ้นกลุ่มสื่อสารค่ายอื่นๆ (เช่น NTT Docomo, KDDI) จะโดนแย่งเม็ดเงินจากกองทุนที่ต้องปรับน้ำหนักตามดัชนี Nikkei 225
  • ความจริงทางสถิติ: หุ้น SoftBank ตัวแม่และหุ้นกลุ่มสื่อสารในญี่ปุ่นผันผวนชั่วคราวเพียง 1-2 วันทำการ หลังจากนั้นสภาพคล่องเริ่มกลับสู่ระดับปกติ โดยผลประกอบการรายไตรมาสของแต่ละบริษัทเป็นตัวกำหนดราคาหุ้นในระยะกลาง ไม่ใช่ขนาดของหุ้น IPOarmqcomnvda.png

6. General Motors (GM) – พฤศจิกายน 2010

  • หลังจากการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่จากวิกฤต GM กลับเข้าทำ IPO อีกครั้งด้วยมูลค่าสูงถึง 20,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ความกังวล: ตลาดกังวลว่าเม็ดเงินในกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Cyclical/Automotive) จะถูกดึงไปจาก Ford
  • ความจริงทางสถิติ: ในสัปดาห์ที่ GM เข้าซื้อขาย หุ้น Ford (F) ปรับตัวขึ้นสวนทางหลังสถาบันมองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว การมีหุ้นขนาดใหญ่เพิ่มเข้ามาเป็นการขยายขนาดตลาดไม่ใช่การแย่งเงินทุนกันเอง

tsla-f-gm.png

7. กรณีศึกษา Zhipu AI - มกราคม 2026

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดเพิ่งเกิดขึ้น กับ Zhipu AI สตาร์ตอัป AI ที่เป็นผู้นำตลาดในจีน

  • ใช้จังหวะที่ตลาดหุ้นดี: Zhipu AI เร่งระดมทุนนอกตลาดถึง 12 รอบในช่วงที่กระแส AI กำลังเพิ่มขึ้น ดันมูลค่าบริษัทพุ่งไปแตะ $3bn ได้อย่างรวดเร็ว
  • อาศัยกฎทางตลาดหุ้นฮ่องกงสนับสนุน: Zhipu AI เลือกจังหวะเข้าตลาดหุ้นฮ่องกง (HKEX) ทันทีที่ตลาดเปิดใช้กฎพิเศษ Chapter 18C (เปิดทางด่วนให้บริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าตลาดได้ง่ายขึ้น) ส่งผลให้ราคาหุ้นวันแรกพุ่งแรงมาก จากราคา IPO ที่ 2 ดอลลาร์ฮ่องกง วิ่งทะลุไปแตะสูงสุดที่ 1,010 ดอลลาร์ฮ่องกง ในเดือนเมษายน 2026 ดันมูลค่าบริษัทพุ่งเกิน 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภาพนี้ทำให้เรามองว่าจากบทเรียน Zhipu AI และสถิติอดีต: ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นแรงในช่วงแรกของ Zhipu AI เกิดจากจังหวะตลาดที่ดี และ กฎทางด่วนที่สนับสนุนให้นักลงทุนมีความต้องการซื้อสูงขึ้น ไม่ใช่เพราะปัจจัยพื้นฐานโตทันราคา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ราคาหุ้นจะค่อยๆ ปรับฐานกลับมาหาความเป็นจริงเสมอ

 

5) บทสรุปและกลยุทธ์การลงทุน 

 

การจดทะเบียนของ 3 เทคโนโลยีใหญ่ (SpaceX, Anthropic, OpenAI) จะกระตุ้นให้เกิด ความผันผวนอย่างรุนแรง ในตลาดหุ้นระยะสั้น

  • กลไกราคาช่วงแรก: เม็ดเงินจากกองทุนเชิงรุกและสถาบันที่เตรียมการล่วงหน้า ประกอบกับสภาพคล่องของตลาดทุนที่สูง จะทำให้ราคาหุ้นในวันแรกพุ่งทะยานแรง
  • สถิติเตือนสติ: ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าหุ้นขนาดใหญ่ที่เข้าตลาดด้วยมูลค่าที่ตึงตัวและ P/S ที่สูง (เช่น SpaceX ที่ P/S 93 เท่า) มักจะมีผลตอบแทนที่แพ้ตลาดในระยะยาว และ ราคาหุ้นมักจะปรับตัวลดลงในระยะสั้น หลังจากที่กองทุนดัชนีเข้าซื้อสะสมเสร็จสิ้นลงแล้ว เนื่องจากนักลงทุนสถาบันและ VC กลุ่มแรกนอกตลาดจะใช้โอกาสนี้ในการเทขายเพื่อทำกำไรและมองรายย่อยเป็น Exit Liquidity

ภาพนี้ทำให้เราแนะโฟกัสปัจจัยพื้นฐานแทนที่จะวิ่งไล่ตามราคาในวันแรก โดยมองบวกต่อหุ้นขนาดใหญ่หากมีการปรับฐานลงมา โดยแนะมองกลุ่มกระแสเงินสดสูงและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีจากการได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่าง Nvidia (NVDA), Alphabet (GOOGL) และ Amazon (AMZN)

 

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5