สรุปสาระสำคัญ
ผลประกอบการ Walmart ใน 1Q27 กำไรเป็นไปตามคาดเนื่องจากถูกกดดันด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้เติบโตดีกว่าคาด หนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของช่องทางอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจโฆษณา และระบบสมาชิก แม้บริษัทจะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่หันมาเน้นความคุ้มค่าได้ แต่ผู้บริหารยังคงมุมมองอย่างระมัดระวังและคงประมาณการทั้งปีไว้เท่าเดิมจากปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน ทั้งนี้ INVX ยังมองบวกต่อ Walmart มากที่สุดในกลุ่มค้าปลีก เนื่องจากประเมินว่าความได้เปรียบด้านขนาดและการขยายตัวของธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูง จะช่วยชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนได้ รวมไปถึงบริษัทเน้นกลยุทธ์ความคุ้มค่าของสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน
ภาพรวมผลประกอบการ 1Q27
Walmart เผยผลประกอบการ 1Q27 กำไรเป็นไปตามคาด ด้านรายได้สูงกว่าคาด หนุนจากยอดขายอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจโฆษณาและระบบสมาชิก บริษัทสามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าผู้มีรายได้สูงที่หันมาเน้นความคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเลือกที่จะคงประมาณการทั้งปีไว้เท่าเดิมและให้มุมมองอย่างระมัดระวังใน 2Q27 เนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน
ผลประกอบการเทียบกับความคาดหวัง
- รายได้ : บริษัทรายงานรายได้ 8 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 174.8 พันล้านดอลลาร์ หนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของช่องทางออนไลน์
- กำไรต่อหุ้น: กำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 66 ดอลลาร์ ตรงตามที่ตลาดคาดการณ์พอดี เนื่องจาก กำไรถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นในส่วนของการกระจายสินค้า
รายละเอียดผลประกอบการ
|
รายการทางการเงิน
|
1Q27
|
1Q26
|
% YoY
|
|
รายได้รวม
|
177.8 พันล้านดอลลาร์
|
165.6 พันล้านดอลลาร์
|
+7.3%
|
|
อัตรากำไรขั้นต้น
|
24.3%
|
24.2%
|
+6 bps
|
|
กำไรจากการดำเนินงาน
|
7.5 พันล้านดอลลาร์
|
7.1 พันล้านดอลลาร์
|
+5.1% (cc)
|
|
กำไรต่อหุ้น
|
0.66 ดอลลาร์
|
0.61 ดอลลาร์
|
+8.2%
|
รายได้เติบโตแข็งแกร่งที่ 7.3% (หากตัดผลกระทบค่าเงินจะเติบโต 5.9%)
อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวเล็กน้อย 6 bps จากส่วนผสมสินค้า (Merchandise mix) ที่ดีขึ้นในสหรัฐฯ
วิเคราะห์งบดุลและงบกระแสเงินสด
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน:7 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 0.7 พันล้านดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากจังหวะเวลาในการรับสินค้าคงคลัง
- กระแสเงินสดอิสระ: ติดลบ 9 พันล้านดอลลาร์ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับปีก่อน
- ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX): ปรับตัวขึ้นสูงถึง 7 พันล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 1.7 พันล้านดอลลาร์) เพื่อลงทุนสนับสนุนกลยุทธ์ Omnichannel
- สินค้าคงคลัง: เพิ่มขึ้น 9% เป็น 62.6 พันล้านดอลลาร์ จากจังหวะเวลาการรับสินค้า ความต้องการสินค้ากลุ่มของชำที่แข็งแกร่ง และมูลค่าต้นทุนน้ำมัน
- ข้อสังเกต: กระแสเงินสดอิสระที่ติดลบเกิดจากรอบการลงทุนขนาดใหญ่ (CAPEX) ซึ่งกดดันให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ลดลงจาก 3% เหลือ 14.9%
รายการพิเศษ
กำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 0.66 ดอลลาร์ หลังได้หักล้างรายการพิเศษดังนี้:
- กำไรสุทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงและที่เกิดขึ้นจริงจากการลงทุน: 02 ดอลลาร์ต่อหุ้น
- ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กร 01 ดอลลาร์ต่อหุ้น
รายได้ตามธุรกิจและภูมิภาค
- eCommerce ทั่วโลก: ยอดขายเติบโตแข็งแกร่ง +26% นำโดยบริการจัดส่งจากสาขา (Store-fulfilled) และ Marketplace
- ธุรกิจโฆษณา (Global Advertising): เติบโต +37% โดย Walmart Connect ในสหรัฐฯ เติบโต 36%
- รายได้ค่าสมาชิก (Membership): เติบโต +17.4% ทั่วโลก
- Walmart U.S.: ยอดขายสาขาเดิม (ไม่รวมน้ำมัน) เติบโต +4.1% โดยได้แรงหนุนจากปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น 0% และขนาด Ticket ที่เพิ่มขึ้น 2.8%
- Walmart International: ยอดขายสุทธิเติบโต +10.1% (อัตราแลกเปลี่ยนคงที่)
- Sam's Club U.S.: ยอดขายสาขาเดิม (ไม่รวมน้ำมัน) เติบโต +3.9%
แนวโน้มรายได้และกำไร
- 2Q27: คาดว่ายอดขายสุทธิ (อัตราแลกเปลี่ยนคงที่) จะเติบโต 4% ถึง 5% และกำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 72 ถึง 0.74 ดอลลาร์ (ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.75 ดอลลาร์)
- FY27 ทั้งปี: คงเป้าหมายเดิมไว้ที่ ยอดขายเติบโต 5% ถึง 4.5% และ Adjusted EPS ที่ 2.75 ถึง 2.85 ดอลลาร์ (สะท้อนมุมมองระมัดระวัง เทียบกับที่ตลาดคาดหวังไว้ที่ 2.97 ดอลลาร์)
- สมมติฐานหลัก: ตัวเลขไม่ได้รวมผลกระทบจากการคืนภาษีศุลกากร IEEPA และมีการประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
มุมมองของผู้บริหาร
ในภาพรวมระมัดระวังมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- พฤติกรรมผู้บริโภค: ลูกค้ายังคงแสวงหาความคุ้มค่า บริษัทได้ส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดจากกลุ่มครัวเรือนรายได้สูง (>100,000 ดอลลาร์) สะท้อนภาพคนมีรายได้สูงรัดเข็มขัดโดยหันมาซื้อของคุ้มค่า ในขณะที่คนรายได้น้อยได้รับผลกระทบอย่างหนักมากขึ้น
- กำลังซื้อ: ปัจจุบันยังถูกประคองไว้ด้วยเงินคืนภาษี แต่มีแนวโน้มเปราะบางในระยะข้างหน้า
- ผลกระทบภายนอก: สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวขึ้น 40% ซึ่งนอกจากจะกดดันกำลังซื้อแล้ว ยังทำให้ต้นทุนการกระจายสินค้าของบริษัทสูงขึ้นถึง 250 bps
- เน้นเทคโนโลยี: บริษัทมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพ
- ขยายธุรกิจอัตรากำไรสูง: กลยุทธ์สำคัญคือการขยายธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูง (โฆษณาและระบบสมาชิก) ซึ่งจะช่วยให้กำไรจากการดำเนินงานเติบโตได้เร็วกว่ายอดขายของค้าปลีกดั้งเดิม
ความเชื่อมโยงของผลประกอบการที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
- ผู้บริโภคเน้นเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นและมีความคุ้มค่ามากขึ้น: ผู้บริโภคเลือกจ่ายเฉพาะสินค้าจำเป็น แต่ชะลอการจ่ายสินค้าชิ้นใหญ่
- อำนาจในการตั้งราคา: ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น การผลักภาระต้นทุนผ่านการขึ้นราคาสินค้าทำได้ยาก ธุรกิจค้าปลีกต้องพึ่งพาสเกลและระบบอัตโนมัติเพื่อรักษามาร์จิ้น
- การกดดันด้านต้นทุน: ค้าปลีกทุกแห่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าขนส่งและเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง บริษัทที่มีระบบสมาชิกและเครือข่ายออนไลน์แข็งแกร่ง เช่น WMT หรือ COST จะมีความสามารถในการรับแรงกระแทกได้ดีกว่าคู่แข่งขนาดเล็ก
มุมมองของ INVX
เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อ WMT แม้ว่าผลประกอบการในไตรมาสนี้จะออกมาตามที่ตลาดคาดไว้จากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่เราเชื่อว่าด้วยสเกลที่ใหญ่ของบริษัท ทำให้มีการประหยัดต่อขนาดที่สูง และมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้า ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนจะยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ นอกจากนี้ เราประเมินว่า ฐานลูกค้ามีความแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ เรามองว่ารายได้โฆษณาและระบบสมาชิกที่มีอัตรากำไรสูงจะเติบโตได้ดีตามส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งจะช่วยชดเชยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้ โดยรวม เรายังเชื่อว่ากลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็นอย่าง WMT จะมีผลการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพที่สุด เหมาะกับความเปราะบางของผู้บริโภคในช่วงที่เหลือของปี