Offshore Stock Update

กลุ่ม Healthcare มีพัฒนาการเชิงบวก

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|26 May 26 12:07 PM
drugmaker
สรุปสาระสำคัญ

ภาพรวมกลุ่มผู้ผลิตยามีพัฒนาการเชิงบวกโดยเฉพาะในกลุ่มนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดและยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจง โดย Merck (MRK) มีผลงานโดดเด่นจากการขยายตลาดยาเรือธงในยุโรปและความสำเร็จของยารักษามะเร็งกลุ่มใหม่ และ AstraZeneca (AZN) เติบโตต่อเนื่องจากการอนุมัติยาตัวสำคัญในสหรัฐฯ พร้อมได้ตลาดยุโรปเข้ามาช่วยชดเชยความผิดหวังในสหรัฐฯ ในขณะที่ Regeneron (REGN) เผชิญแรงกดดันหลังยาทดลองมะเร็งผิวหนังไม่ผ่านเกณฑ์นัยสำคัญทางสถิติจนราคาหุ้นปรับลง อย่างไรก็ดี เรายังคงมองบวกต่อกลุ่ม Healthcare ในฐานะหุ้นปลอดภัยที่ให้ปันผลสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ Pfizer (PFE) ที่มีความแข็งแกร่งของพอร์ตสินค้าและการควบรวมกิจการที่จะช่วยหนุนการเติบโต



กลุ่มผู้ผลิตยามีพัฒนาการเชิงบวก ซึ่งภาพรวมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ ยารักษาโรคด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด  และ ยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์เป้าหมาย

 

1. Merck & Co. (MRK)

Merck รายงานผลการดำเนินงานที่โดดเด่น ทั้งในแง่การรักษาฐานการตลาดเดิมและการเพิ่มข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ในกลุ่มโรคใหม่ ๆ ดังนี้:

  • ความสำเร็จในการขยายตลาดยุโรปสำหรับมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ: คณะกรรมการพิจารณาผลิตภัณฑ์ยาสำหรับมนุษย์ (CHMP) แห่งองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป มีความเห็นเชิงบวกและแนะนำให้ร่วมอนุมัติสูตรยาผสมระหว่าง Keytruda และ Padcev เป็นทางเลือกแรกและทางเลือกเดียวในยุโรป สำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าชั้นกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถรับเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน (Cisplatin) ได้ โดยผลการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 (KEYNOTE-905) พบว่าสูตรยาดังกล่าวสามารถลดความเสี่ยงที่โรคจะกลับมาขยายตัวได้ถึง 60% และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลง 50% ทั้งนี้ คาดว่ายุโรปจะอนุมัติอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 (หลังสหรัฐฯ อนุมัติไปแล้วในช่วงปลายปี 2025) ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของ Merck ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5%
  • ความก้าวหน้าในกลุ่มมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (ยากลุ่ม ADC): บริษัทประกาศความสำเร็จผลการทดลองระยะที่ 3 (TroFuse-005) ของยาทดลอง sac-TMT (ยากลุ่ม TROP2 ADC ที่ร่วมพัฒนากับ Kelun-Biotech) โดยสามารถยืดระยะเวลาอัตรารอดชีวิตโดยรวมของผู้ป่วย และระยะเวลาที่โรคสงบโดยไม่มีการลุกลาม ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะลุกลามที่ดื้อยาเคมีบำบัดเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบริษัทเตรียมยื่นขออนุมัติเพื่อจัดจำหน่ายทั่วโลกต่อไป
  • การรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มมะเร็งผิวหนัง: ยาเรือธงอย่าง Keytruda แสดงประสิทธิภาพที่เหนือกว่ายาทดลองของคู่แข่งอย่าง Regeneron ในการทดลองรักษามะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ส่งผลให้ Merck ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดหลักในกลุ่มนี้

2. AstraZeneca (AZN)

AstraZeneca ภายใต้การบริหารของซีอีโอ ปาสกาล โซริโอต์ ยังคงขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายรายได้ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดมีทั้งปัจจัยบวกและสิ่งท้าทาย:

  • ปัจจัยบวกในสหรัฐฯ : องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา อนุมัติขยายข้อบ่งชี้การใช้ยาที่สร้างรายได้หลักอย่าง Enhertu (ยากลุ่ม HER2-directed ADC ที่ร่วมมือกับ Daiichi Sankyo) ให้ครอบคลุมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นที่มีผลโปรตีนเป็นบวก ทั้งในรายวิชาที่ใช้ก่อนการผ่าตัด และหลังการผ่าตัด ส่งผลให้ AstraZeneca ต้องจ่ายค่าตอบแทนตามข้อตกลงความสำเร็จทางคลินิกให้แก่บริษัทพันธมิตรเป็นจำนวน 155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • การชดเชยตลาดด้วยภูมิภาคยุโรป หลังผิดหวังในสหรัฐฯ: ยารักษามะเร็งเต้านมตัวใหม่ Camizestrant ได้รับการรับรองและคำแนะนำให้พิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการ CHMP ของยุโรป หลังแสดงประสิทธิภาพชะลอการลุกลามของโรคได้นานกว่า 6 เดือนในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย ความสำเร็จในตลาดยุโรปครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน หลังจากก่อนหน้านี้ไม่นานคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของ US FDA ในสหรัฐฯ มีมติไม่เห็นชอบต่อยาตัวดังกล่าว โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า ยาตัวนี้จะสามารถสร้างมูลค่ารายได้สูงถึง 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2031 หากได้รับการอนุมัติและจัดจำหน่ายในตลาดยุโรปได้อย่างราบรื่น

3. Regeneron (REGN)

ตรงกันข้ามกับสองบริษัทข้างต้น ยาทดลองในแผนการพัฒนาของ Regeneron ประสบความล้มเหลวในการทดลองทางคลินิกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงระหว่างวันถึง 10% - 13%

  • ความพ่ายแพ้ทางสถิติ: ยาทดลอง fianlimab (ยากลุ่ม LAG-3 inhibitor) ที่ใช้ร่วมกับยา Libtayo ในการทดลองระยะที่ 3 สำหรับการรักษามะเร็งผิวหนัง ไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพที่เหนือกว่ายา Keytruda ของ Merck ในแง่ของระยะเวลาที่ควบคุมโรคไม่ให้ลุกลามได้
  • ข้อจำกัดด้านนัยสำคัญทางสถิติ (ค่า p-value): แม้ว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาในปริมาณสูงจะทำตัวเลขระยะเวลาควบคุมโรคได้นานกว่า (5 เดือน เทียบกับ 6.4 เดือนของ Merck) แต่เมื่อคำนวณตามหลักสถิติประชากรศาสตร์กลับพบว่าไม่มีนัยสำคัญ เนื่องจากได้ค่า p-value อยู่ที่ 0.0627 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ที่กำหนดไว้ต้องน้อยกว่า 0.05 เหตุการณ์นี้ส่งผลให้นักวิเคราะห์พากันปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้นลง เนื่องจากบริษัทสูญเสียปัจจัยหนุนหลักในการเติบโตของปีนี้ไป

มุมมองของ Innovestx

ภาพรวมกลุ่ม Healthcare มีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องซึ่งสะท้อนถึงการเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เหมาะสำหรับการลงทุนเพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอในระยะยาว โดยเฉพาะจากกระแสเงินปันผลที่สูงและมีความทนทานต่อทุกสภาวะเศรษฐกิจมากกว่าการเน้นการเติบโตที่หวือหวา โดยเรามองบวกต่อ PFE จากความแข็งแกร่งของสินค้า และการควบรวมกิจการที่จะเข้ามาช่วยชดเชยรายได้เดิม ซึ่งจะช่วยการันตีการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ประกอบกับสนับสนุนราคาหุ้นได้

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5