Offshore Stock Update

DHL มีแรงหนุนจากกำไรดีกว่าคาด แต่กลุ่มเดินเรือเผชิญแรงกดดันค่าระวางลดลง

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|8 Jul 26 9:52 AM
global logistics
สรุปสาระสำคัญ

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ส่งสัญญาณแยกทาง โดย DHL ได้รับอานิสงส์จากอุปสงค์ที่ฟื้นตัว การคุมต้นทุน และตลาดขนส่งทางอากาศตึงตัว หนุนให้กำไรไตรมาส 2Q26 ดีกว่าคาดถึง 20% และปรับเพิ่มเป้าปีนี้เพิ่ม ในทางกลับกัน กลุ่มสายเรืออย่าง Maersk และ Hapag-Lloyd เริ่มเผชิญแรงกดดันและมีความเสี่ยงถูกหั่นประมาณการกำไร หลังประกาศเตรียมทยอยกลับไปใช้เส้นทางคลองสุเอซ ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาขนส่งสั้นลงและกำลังการเดินเรือกลับเข้าสู่ระบบ ส่งผลให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ หากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์มีความตึงเครียดมากขึ้น เรามองบวกต่อกลุ่มขนส่งทางอากาศ (FedEx, DHL) มากกว่ากลุ่มเดินเรือ จากความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนได้ดีกว่า 

ภาพรวมประเด็น

 

ภาพรวมกลุ่มโลจิสติกส์โลกสะท้อนสัญญาณที่แตกต่างกันระหว่างธุรกิจขนส่งด่วนและธุรกิจขนส่งทางเรือ โดยฝั่ง DHL Group หรือ Deutsche Post ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 2Q26 ที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างชัดเจน จนบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรทั้งปี ขณะที่ฝั่งสายเรืออย่าง Maersk และ Hapag-Lloyd กลับถูกกดดัน หลังประกาศเตรียมกลับมาใช้เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซบางส่วน ซึ่งอาจทำให้กำลังการขนส่งกลับเข้าสู่ตลาดและกดดันค่าระวางในช่วงครึ่งหลังของปี


ประเด็นสำคัญคือ ทั้งประเด็นมีจุดเชื่อมโยงกันผ่านภาวะ กำลังขนส่งตึงตัว ที่เกิดจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ก่อนหน้านี้ความเสี่ยงในทะเลแดงและสงครามอิหร่านทำให้ทั้งการขนส่งทางอากาศและทางเรือมีข้อจำกัดด้านเส้นทางและกำลังขนส่ง ส่งผลให้ราคาขนส่งบางส่วนปรับสูงขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย ผลกระทบต่อแต่ละธุรกิจกลับไม่เหมือนกัน โดย DHL ยังได้ประโยชน์จากกำไรที่ฟื้นและการควบคุมต้นทุน ส่วนสายเรือเริ่มเผชิญความเสี่ยงว่าค่าระวางที่เคยอยู่ในระดับสูงอาจเริ่มอ่อนตัวลง

 

DHL: กำไร 2Q26 ดีกว่าคาด หนุนปรับเพิ่มเป้าทั้งปี


DHL Group รายงานผลประกอบการเบื้องต้น 2Q26 ดีกว่าที่ตลาดคาด โดย EBIT รวมอยู่ที่ราว €1.85bn สูงกว่าคาดที่ €1.54bn หรือดีกว่าคาดประมาณ 20% และเพิ่มขึ้น 29% YoY ขณะที่รายได้เติบโตมากกว่า 10% YoY สะท้อนว่าอุปสงค์การขนส่งเริ่มฟื้นตัวจากฐานปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า


แรงขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจ DHL Express ซึ่งรายงาน EBIT ราว €1.20bn สูงกว่าคาดมากเมื่อเทียบกับตลาดคาดที่ราว €885mn และเพิ่มขึ้นชัดเจนจากปีก่อนที่ราว €730mn สาเหตุสำคัญมาจากการฟื้นตัวของปริมาณน้ำหนักต่อชิ้น การบริหารราคา และผลบวกจากข้อจำกัดของกำลังขนส่งทางอากาศในช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางทำให้ตลาดขนส่งทางอากาศตึงตัว นอกจากนี้ มาตรการลดต้นทุนภายใต้แผน Fit for Growth ยังช่วยให้ฐานต้นทุนของบริษัทลดลง และทำให้กำไรฟื้นตัวได้เร็วกว่ารายได้


จากผลประกอบการที่แข็งแรง บริษัทจึงปรับเพิ่มคาดการณ์ EBIT ปี 2026 เป็นมากกว่า €6.5bn จากเดิมมากกว่า €6.2bn โดยคาดว่า EBIT จากธุรกิจ DHL divisions (DHL Express, DHL Global Forwarding, DHL Supply Chain, DHL eCommerce) จะเพิ่มเป็นมากกว่า €5.9bn จากเดิมมากกว่า €5.6bn ส่วนธุรกิจ Post & Parcel Germany และ Group Functions ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม โดย Post & Parcel Germany ยังตั้งเป้า EBIT มากกว่า €900mn และ Group Functions คาดขาดทุนราว €400mn

 

จุดแข็งของ DHL อยู่ที่ Express และการควบคุมต้นทุน


ความน่าสนใจของตัวเลข DHL ไม่ได้อยู่เพียงการรายงานกำไรที่ดีกว่าคาด แต่ยังสะท้อนการฟื้นตัวของโครงสร้างกำไรในธุรกิจหลัก โดยเฉพาะ Express ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความไวต่อปริมาณการค้าโลกและระดับการใช้กำลังขนส่ง เมื่อปริมาณน้ำหนักกลับมาเติบโต รายได้ต่อเที่ยวและประสิทธิภาพการใช้เครือข่ายจึงปรับดีขึ้น ส่งผลให้เกิด operating leverage หรือการที่กำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้


อีกประเด็นที่สำคัญคือ DHL ไม่ได้พึ่งพาเพียงปัจจัยภายนอก เช่น ค่าขนส่งที่สูงขึ้นหรือกำลังขนส่งตึงตัว แต่ยังได้แรงหนุนจากการปรับโครงสร้างต้นทุนภายในผ่านแผน Fit for Growth ซึ่งช่วยลดต้นทุนถาวรบางส่วนและทำให้บริษัทมีความสามารถทำกำไรดีขึ้นเมื่อรายได้เริ่มฟื้น ดังนั้น หากอุปสงค์ Express ฟื้นตัวต่อเนื่องในครึ่งหลังของปีและต่อเนื่องไปถึงปี 2027 ประมาณการกำไรของตลาดอาจมีโอกาสถูกปรับขึ้นเพิ่มเติม


อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงคือส่วนหนึ่งของกำไรไตรมาส 2 อาจมาจากปัจจัยชั่วคราว โดยเฉพาะผลบวกจากข้อจำกัดกำลังขนส่งทางอากาศ ซึ่งบริษัทระบุว่าช่วยหนุนกำไร Express ราว €150mn หากความตึงตัวด้านกำลังขนส่งผ่อนคลายลง หรือเส้นทางการขนส่งกลับสู่ภาวะปกติเร็ว ผลบวกส่วนนี้อาจไม่สามารถต่อเนื่องได้ในครึ่งหลังของปี

 

Maersk และ Hapag-Lloyd: การกลับสู่คลอง Suez กดดันมุมมองค่าระวาง


ในอีกด้านหนึ่ง Maersk และ Hapag-Lloyd ประกาศเตรียมนำบริการบางส่วนภายใต้เครือข่าย Gemini กลับมาใช้เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ แทนการอ้อมแหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกา โดยเริ่มจากเส้นทาง AE15/SE3 ที่เชื่อมเอเชียกับเมดิเตอร์เรเนียนและยุโรป การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังบริษัทประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยในทะเลแดง และมองว่าอาจเริ่มกลับมาใช้เส้นทาง trans-Suez ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป


ตลาดมองประเด็นนี้เป็นลบต่อสายเรือ เพราะเส้นทางสุเอซสั้นกว่าเส้นทางอ้อมแอฟริกาอย่างมีนัยสำคัญ การกลับมาใช้เส้นทางเดิมจึงช่วยลดระยะเวลาขนส่ง ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มรอบการเดินเรือ ส่งผลให้กำลังขนส่งที่มีประสิทธิภาพในตลาดเพิ่มขึ้น หากสายเรือรายอื่นเริ่มกลับมาใช้เส้นทางเดียวกันมากขึ้น ภาวะกำลังขนส่งตึงตัวที่เคยหนุนค่าระวางอาจผ่อนคลายลง และทำให้ค่าระวางในเส้นทางเอเชีย-ยุโรปเริ่มอ่อนตัวในช่วงครึ่งหลังของปี


ก่อนหน้านี้ ค่าระวางเรือได้รับแรงหนุนจากการเลี่ยงทะเลแดง ซึ่งทำให้เรือต้องเดินทางไกลขึ้น ใช้เวลามากขึ้น และลดกำลังขนส่งที่หมุนเวียนในตลาด ส่งผลให้ค่าระวางเส้นทาง Shanghai-Europe ปรับขึ้นแรง โดยค่าระวางเพิ่มขึ้นราว 125% นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน และสูงกว่าปีก่อนราว 50% ดังนั้น การกลับมาใช้เส้นทางสุเอซจึงถูกตีความว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของแรงกดดันต่อค่าระวางและกำไรของสายเรือ

 

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยยังทำให้การกลับสู่ Suez ไม่แน่นอน


แม้การกลับมาใช้เส้นทางสุเอซจะเป็นสัญญาณลบต่อค่าระวาง แต่ประเด็นนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะสถานการณ์ความปลอดภัยในทะเลแดงยังเปราะบาง โดย Maersk และ Hapag-Lloyd ระบุว่าจะติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และยังสามารถกลับไปใช้เส้นทางอ้อมแอฟริกาได้ หากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยกลับมารุนแรงขึ้น


กล่าวอีกนัยหนึ่ง การกลับสู่สุเอซยังไม่น่าจะเกิดขึ้นแบบเต็มรูปแบบทันที แต่มีแนวโน้มเป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไป โดยในระยะสั้นอาจเริ่มจากบางบริการ บางขนาดเรือ และบางเส้นทางก่อน หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มเติม จึงอาจเห็นสายเรืออื่นเริ่มกลับมาใช้เส้นทางดังกล่าวมากขึ้น แต่หากมีการโจมตีเรือพาณิชย์หรือความตึงเครียดในภูมิภาคกลับมาสูงขึ้น สายเรือก็อาจกลับไปอ้อมแอฟริกาอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยพยุงค่าระวางให้อยู่ในระดับสูงได้นานกว่าที่ตลาดคาด

 

มุมมองของ INVX

 

ภาพเปรียบเทียบ: ธุรกิจขนส่งด่วนได้ประโยชน์ แต่สายเรือเริ่มเจอแรงกดดัน


เมื่อเชื่อมโยงทั้งสองประเด็นเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางสร้างผลกระทบต่อธุรกิจโลจิสติกส์ในทิศทางที่ต่างกัน โดย DHL ได้ประโยชน์จากกำลังขนส่งทางอากาศที่ตึงตัวและอุปสงค์ที่ฟื้นตัว ทำให้สามารถสร้างกำไรได้ดีกว่าคาด ขณะที่สายเรือเคยได้ประโยชน์จากการอ้อมแอฟริกาและค่าระวางที่สูงขึ้น แต่เริ่มเผชิญแรงกดดันเมื่อเส้นทางสุเอซมีโอกาสกลับมาใช้งานมากขึ้น


ดังนั้น ภาพรวมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นบวกหรือลบแบบเดียวกันทั้งกลุ่ม แต่ต้องแยกพิจารณาตามลักษณะธุรกิจ โครงสร้างรายได้ และความอ่อนไหวต่อค่าขนส่ง โดยธุรกิจที่มีการกระจายรายได้ มีมาตรการลดต้นทุน และได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของปริมาณขนส่งจริง อาจยังมีความน่าสนใจกว่า ส่วนธุรกิจที่กำไรขึ้นอยู่กับค่าระวางในระดับสูง อาจเผชิญความเสี่ยงจากการปรับลดประมาณการหากค่าระวางเริ่มอ่อนตัว

 

มุมมองต่ออุตสาหกรรมโลจิสติกส์


1) กลุ่มขนส่งด่วนและขนส่งทางอากาศ เช่น DHL และ FedEx


กลุ่มขนส่งด่วนและขนส่งทางอากาศมีแนวโน้มได้ประโยชน์ในระยะสั้นจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัว กำลังขนส่งที่ยังตึงตัวบางส่วน และการบริหารราคา โดยเฉพาะบริษัทที่มีเครือข่ายระดับโลกและสามารถใช้ประโยชน์จาก operating leverage ได้ดี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรแยกผลบวกที่มาจากปัจจัยชั่วคราว เช่น ความตึงตัวของกำลังขนส่งทางอากาศ ออกจากการฟื้นตัวของปริมาณขนส่งพื้นฐาน เพราะหากกำลังขนส่งกลับมาปกติเร็ว กำไรส่วนเกินอาจลดลง 


ทั้งนี้ หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์กลับมาตึงเครียดมากขึ้น เรามองว่า หากเทียบกันระหว่างกลุ่มเดินเรือและขนส่งทางอากาศนั้น ในแง่รายได้การขนส่งและต้นทุนการขนส่งจากราคาน้ำมันแล้วนั้น เรามองบวกต่อ กลุ่มขนส่งทางอากาศอย่าง DHL และ FedEx มากกว่าเนื่องจาก กลุ่มประเภทสินค้าที่ขนส่งทางอากาศ มีความอ่อนไหวทางราคาที่ต่ำกว่าการขนส่งทางเรือ ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ใช้บริการได้มากกว่ากลุ่มขนส่งทางเรือ


2.) กลุ่มเดินเรือ (Maersk, Hapag-Lloyd)


กลุ่มเดินเรือมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการกลับมาใช้เส้นทางสุเอซ เพราะจะทำให้ระยะเวลาขนส่งสั้นลงและเพิ่มกำลังขนส่งที่มีประสิทธิภาพเข้าสู่ตลาด อีกทั้งอุตสาหกรรมยังมีความเสี่ยงจากเรือใหม่ที่จะทยอยเข้าสู่ตลาดในปี 2027–2028 หากอุปสงค์ไม่แข็งแรงพอหรือค่าระวางเริ่มอ่อนตัว อัตรากำไรของสายเรืออาจถูกกดดัน และประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์มีโอกาสถูกปรับลง

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5