สรุปสาระสำคัญ
ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารยุโรปใน 1Q26 ส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดคาด แรงหนุนหลักมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและค่าธรรมเนียม แม้จะมีแรงกดดันจากการตั้งสำรองคดีความในสหราชอาณาจักร (UK Motor Finance) ในบางธนาคาร แต่ฐานเงินกองทุน (CET1) ยังคงอยู่ในระดับสูงมาก เอื้อต่อการส่งคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นผ่านการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายปันผล
ภาพรวมผลประกอบการธนาคารใหญ่ยุโรป 1Q26
ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารยุโรปใน 1Q26 ส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดคาด แรงหนุนหลักมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและค่าธรรมเนียม แม้จะมีแรงกดดันจากการตั้งสำรองคดีความในสหราชอาณาจักร (UK Motor Finance) ในบางธนาคาร แต่ฐานเงินกองทุน (CET1) ยังคงอยู่ในระดับสูงมาก เอื้อต่อการส่งคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นผ่านการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายปันผล
ผลประกอบการใครดีกว่าหรือต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์
ดีกว่าคาด (Beat):
- Standard Chartered: กำไรสูงกว่าคาดถึง 25% จากรายได้ค่าธรรมเนียมและ Wealth ที่แข็งแกร่งมาก
- UBS: ผลประกอบการดีกว่าคาด 31% จากผลงานที่ยอดเยี่ยมของ Investment Bank และ Net New Assets ที่เพิ่มขึ้น
- BNP Paribas: กำไรดีกว่าคาด 10% จากการตีมูลค่าหุ้น Allfunds ใหม่และการคุมค่าใช้จ่าย
- Deutsche Bank และ Societe Generale: ดีกว่าคาดจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพสูง
- Santander: ดีกว่าคาด 3% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่แข็งแกร่งในบราซิลและสเปน
ตามคาด/ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย:
- HSBC: ผลงานโดยรวมเป็นไปตามคาด แต่มีสัดส่วนรายได้เปลี่ยนไป โดยรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยดีกว่าคาดแต่ถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายและต้นทุนเครดิตที่สูงขึ้น
- Barclays: ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย (1%) เนื่องจากรายการพิเศษจากการตั้งสำรองคดีความ Motor Finance และหนี้เสียรายตัวใน Investment Bank
ตัวชี้วัดการดำเนินงานหลัก
- การเติบโตของสินเชื่อ (Loan Growth): ขยายตัวในระดับต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1-3% y/y สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- รายได้ดอกเบี้ย (NII): เริ่มทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยแบบ QoQ (เช่น Standard Chartered -3% QoQ) แต่ภาพรวมยังดีกว่าที่ตลาดคาด
- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII): เติบโตโดดเด่นเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth Management (HSBC +15% YoY) และรายได้จากตลาดทุน (UBS Equities +28% YoY)
- ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM): เผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำและต้นทุนเงินฝากที่สูงขึ้น แต่ธนาคารส่วนใหญ่ยังรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ใกล้เคียงกับเป้าหมาย
- คุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality): โดยรวมยังมีความทนทาน แม้จะมีความกังวลในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (CRE) และหนี้เสียรายตัวในบางภูมิภาค
- ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost): ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสนี้ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30-50 bps จากการตั้งสำรองเชิงรุกในตลาดเกิดใหม่และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
- หนี้เสีย (NPL): อัตราส่วนหนี้เสียยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
- การตั้งสำรอง (Provision): มีการตั้งสำรองพิเศษ (One-off) ที่มีนัยสำคัญจากกรณีคดีความ UK Motor Finance ในหลายธนาคาร (Barclays, Santander, BNP) และการสำรองเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางมหภาค
- อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income Ratio): ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนจากการคุมเข้มค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะ Deutsche Bank (59%) และ Santander (43%) ที่ทำได้ดีกว่าเป้าหมาย
- CET1 Ratio: แข็งแกร่งมากในระดับ 13-14% ขึ้นไป (UBS สูงถึง 14.7%) เอื้อต่อการดำเนินนโยบายส่งคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นผ่านการซื้อหุ้นคืนต่อเนื่องในปี 2026
ประเด็นสำคัญของผลประกอบการ
- การเติบโตธุรกิจการจัดการความมั่งคั่ง: ธุรกิจ Wealth Management ในเอเชียเป็นเครื่องยนต์หลักของ HSBC และ Standard Chartered โดยมีเงินไหลเข้าใหม่ (NNM) ทำสถิติสูง
- คดีความทางกฎหมาย: การตั้งสำรองกรณี UK Motor Finance เป็นปัจจัยกดดันกำไรของ Barclays, Santander และ BNP Paribas ในไตรมาสนี้
- การควบคุมค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ: Deutsche Bank และ SocGen ประสบความสำเร็จในการลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มและเป้าหมาย
- HSBC: ปรับเป้าหมาย Banking NII ขึ้นเป็น $46bn (จากเดิม >$45bn) แต่ปรับเป้าต้นทุนเครดิต (CoR) ขึ้นเป็น 45bps เนื่องจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
- Barclays: ปรับคาดการณ์หนี้เสีย (LLR) ไปอยู่ที่ระดับบนของช่วง 50-60bps
- Santander & UBS: ยืนยันเป้าหมายเดิม โดยมุ่งเน้นการซื้อหุ้นคืนตามแผน
ความเสี่ยงที่ควรระวัง
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลต่อต้นทุนเครดิตของธนาคารที่มีเครือข่ายทั่วโลกอย่าง HSBC
- แรงกดดันรายได้ดอกเบี้ย: หากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed/HIBOR) ลดลงเร็วกว่าคาด จะกดดันส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย
- คดีความทางกฎหมาย: ภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมจากคดีความในอังกฤษยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
มุมมองของ INVX ต่อ UK Motor Finance
เรามองว่าการตั้งสำรองกรณี UK Motor Finance ไม่ถือว่าเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ แต่จัดเป็นความเสี่ยงด้านพฤติกรรมและการกำกับดูแลเฉพาะจุด เนื่องจากผลกระทบจำกัดอยู่เพียงกลุ่มธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น โดยตัวเลขการตั้งสำรองแม้จะกดดันกำไรสุทธิในระยะสั้น แต่เมื่อเทียบกับฐานเงินกองทุน (CET1) ที่แข็งแกร่งของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในปัจจุบัน พบว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินในวงกว้างหรือโครงสร้างหลักของระบบธนาคารยุโรป
มุมมองการลงทุนของ INVX
ในระยะข้างหน้า เรายังมองเห็นโอกาสที่การเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะดีกว่าการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย ซึ่งอาจมีแรงฉุดรั้งจากการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจที่ช้าลง จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้ เรายังคงมุมมองบวกต่อธนาคารที่มีสัดส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสูงอย่าง UBS, Deutsche Bank และ Barclays รวมไปถึงมีความแข็งแกร่งของเงินทุนเอื้อต่อการซื้อหุ้นคืนซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนมูลค่าหุ้นในระยะยาว