
ภาพรวมผลประกอบการล่าสุดสะท้อนว่า การใช้จ่ายในภาคบริการและประสบการณ์ยังคงแข็งแกร่งกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย นำโดย Starbucks, Hilton และ Royal Caribbean ที่รายงานผลงานดีกว่าคาดพร้อมปรับเพิ่มแนวโน้มกำไรปีนี้ ในขณะที่ กลุ่ม Luxury และสุราระดับบนยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดย Hermès แม้รักษา มาร์จิ้นได้สูงแต่การเติบโตเริ่มชะลอตัวจากตลาดจีนและกลุ่มเครื่องหนัง ส่วน Kering เริ่มเห็นจุดเปลี่ยนเชิงบวกจากการปรับโครงสร้างแบรนด์ Gucci
1) ภาพรวมผลประกอบการ
ผลประกอบการล่าสุดสะท้อนว่าการใช้จ่ายด้านบริการและประสบการณ์ยังแข็งแกร่งกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย โดย Starbucks, Hilton และ Royal Caribbean รายงานผลดีกว่าคาด จากจำนวนลูกค้า การเดินทาง และการใช้จ่ายภายในระบบที่แข็งแรง พร้อมปรับเพิ่มแนวโน้มกำไรทั้งปี อย่างไรก็ดี Hilton และ Royal Caribbean ยังมีแรงกดดันจากตะวันออกกลาง ส่วนรายได้ Starbucks ลดลงเล็กน้อยจากการเปลี่ยนธุรกิจจีนเป็นกิจการร่วมค้า ไม่ได้เกิดจากยอดขายสาขาเดิมที่อ่อนแอ
ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคระดับบน Rémy Cointreau มียอดขายดีกว่าคาด จากคอนญักในเอเชียนอกจีน แต่การฟื้นตัวยังไม่กระจายไปยังจีน สหรัฐฯ และสุราประเภทอื่น ขณะที่กลุ่ม Luxury มีทิศทางแตกต่างกันชัดเจน โดย Hermès ยังรักษาการเติบโตและมาร์จิ้นระดับสูง แต่คุณภาพผลประกอบการต่ำกว่าที่ตลาดต้องการ เนื่องจากสินค้าหนังและจีนชะลอลง ส่วน Kering มีฐานธุรกิจอ่อนแอกว่า แต่ทิศทางการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น หลัง Gucci หดตัวน้อยกว่าคาดและมาร์จิ้นครึ่งปีแรกดีกว่าตลาดประเมิน
ตารางสรุปผลประกอบการ
|
บริษัท |
กำไรและรายได้ดีกว่าคาดไหม? |
รายได้/ยอดขาย |
กำไรและมาร์จิ้น |
ปัจจัยสำคัญ |
|
Starbucks |
ดีกว่าคาด |
$9.32 พันล้าน, -1% YoY; ยอดขายสาขาเดิม +7.9% |
กำไรต่อหุ้น $0.85, +70%; มาร์จิ้น 14.4% จาก 10.1% |
ธุรกรรมและยอดใช้จ่ายต่อครั้งเพิ่ม รายได้ลดจากการเปลี่ยนจีนเป็นกิจการร่วมค้า |
|
Hilton |
ดีกว่าคาดเล็กน้อย |
รายได้ +6.5%; รายได้ต่อห้องพัก +3.9% |
EBITDA +5%; กำไรต่อหุ้น $2.29 |
สหรัฐฯ และยุโรปแข็งแรง แต่จีนและตะวันออกกลางอ่อน |
|
Royal Caribbean |
ดีกว่าคาด |
$4.83 พันล้าน, +6.5% |
กำไรต่อหุ้น $4.21; EBITDA -1%; มาร์จิ้น 37.9% จาก 40.8% |
ผู้โดยสารและรายได้บนเรือเพิ่ม แต่ต้นทุนเชื้อเพลิงและดำเนินงานสูง |
|
Rémy Cointreau |
ดีกว่าคาด |
€223.2 ล้าน, +1.1%; Organic +1.3% |
ไม่รายงานกำไรรายไตรมาส |
คอนญัก +7.7% ชดเชยสุราอื่น -6.6% |
|
Hermès |
ดีกว่าคาดเล็กน้อย |
2Q ยอดขาย +6.7% ที่สกุลเงินคงที่ |
มาร์จิ้น 1H 41.4%; กำไรสุทธิ -0.4% |
อเมริกาและญี่ปุ่นดี แต่จีน สินค้าหนัง และน้ำหอมต่ำกว่าคาด |
|
Kering |
ดีกว่าคาดเล็กน้อย |
2Q €3.65 พันล้าน; Comparable +2% |
มาร์จิ้น 1H 12.8% จาก 12.4% |
Gucci -2% ดีกว่าคาด การปิดร้านและลดต้นทุนเริ่มเห็นผล |
2.) รายละเอียดผลประกอบการรายบริษัท
2.1) Starbucks: การฟื้นตัวเริ่มขยายสู่กำไร
รายได้สูงกว่าคาด แม้ลดลง 1% YoY จากการเปลี่ยนธุรกิจจีนเป็นกิจการร่วมค้า ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมทั่วโลกเพิ่ม 7.9% จากจำนวนธุรกรรม +4.2% และยอดใช้จ่ายต่อครั้งราว +3.5% อเมริกาเหนือเพิ่ม 8.1% และต่างประเทศเพิ่ม 5.7% โดยญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรเป็นแรงสนับสนุน
มาร์จิ้นเพิ่มขึ้น 430 จุดฐานเป็น 14.4% จากยอดขายที่ดีขึ้น การลดค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และประสิทธิภาพการดำเนินงาน แม้ยังมีต้นทุนแรงงานและกาแฟเป็นแรงกดดัน
2.2) Hilton: สหรัฐฯ เด่น แต่จีนและตะวันออกกลางยังฉุด
รายได้ต่อห้องพักทั่วโลกเพิ่ม 3.9% โดยสหรัฐฯ +5.4% ยุโรป +4.3% และเอเชียแปซิฟิก +1.2% ขณะที่จีนลดลง 2.2% และตะวันออกกลางกับแอฟริกาลดลงเกือบ 30%
ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์เพิ่ม 8% และ EBITDA เพิ่ม 5% แต่ค่าธรรมเนียมตามผลการดำเนินงานลดลง 8% สะท้อนว่าการเติบโตยังไม่เท่ากันในทุกภูมิภาค
2.3) Royal Caribbean: อุปสงค์ดี แต่ต้นทุนเพิ่มเร็วกว่ารายได้
รายได้เพิ่ม 6.5% จากจำนวนผู้โดยสาร +6% รายได้ตั๋วโดยสารเพิ่มราว 4.5% และรายได้บนเรือเพิ่มราว 11% อย่างไรก็ตาม EBITDA ลดลง 1% และมาร์จิ้นลดลง 290 จุดฐาน เนื่องจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่ม 12% และต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น
รายได้สุทธิต่อผู้โดยสารเพิ่ม 1.2% ที่สกุลเงินคงที่ สูงกว่ากรอบบริษัท ขณะที่การจองปี 2027 ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
2.4) Rémy Cointreau: คอนญักแข็งแรง แต่การฟื้นตัวยังกระจุกตัว
คอนญักมีรายได้ €141.9 ล้าน เพิ่ม 8.1% และ Organic +7.7% จากเอเชียแปซิฟิกนอกจีน ขณะที่สุราและเหล้าหวานลดลง 6.6% จากอุปสงค์ที่อ่อนในยุโรป ตะวันออกกลาง จีน และผลจากช่วงเวลาการส่งสินค้า
โดยรายได้ในจีนยังลดลงเล็กน้อย ส่วนสหรัฐฯ เริ่มเห็นการหดตัวชะลอลง แต่ยังไม่กลับมาเติบโต
2.5) Hermès: คุณภาพธุรกิจสูง แต่การเติบโตเริ่มชะลอ
ยอดขาย 2Q26 เพิ่ม 6.7% ที่สกุลเงินคงที่ โดยอเมริกา +13.7% ญี่ปุ่น +12.3% และยุโรป +8.3% แต่เอเชียนอกญี่ปุ่นเพิ่มเพียง 2.5% จากจีนที่ยังไม่ฟื้นชัดเจน
สินค้าหนังเพิ่ม 10.2% แต่ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย ขณะที่น้ำหอมลดลง 9.5% มาร์จิ้นยังสูงที่ 41.4% แต่ค่าเงินกดดันรายได้มากกว่า €360 ล้าน
2.6) Kering: จุดเปลี่ยนเชิงบวกเริ่มชัดขึ้น
รายได้ 2Q26 เพิ่ม 2% บนฐาน Comparable หลังหดตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส โดย Gucci ลดลงเพียง 2% ดีกว่าคาดและดีขึ้นประมาณ 7 จุดจากไตรมาสก่อน สหรัฐฯ เป็นตลาดนำการฟื้นตัว
มาร์จิ้นครึ่งปีแรกเพิ่มเป็น 12.8% จาก 12.4% จากการปิดร้านที่มีประสิทธิภาพต่ำ ลดจำนวนพนักงาน และควบคุมต้นทุน แม้กำไรสุทธิลดลง 60% จากรายการพิเศษ
3) Guidance และแนวโน้ม
|
บริษัท |
แนวโน้มที่ปรับ |
รายละเอียดแนวโน้ม |
|
Starbucks |
ปรับเพิ่มยอดขายสาขาเดิม มาร์จิ้น และกำไรต่อหุ้น |
คาดยอดขายสาขาเดิมสหรัฐฯ ทั้งปีเพิ่มมากกว่า 6% จากเดิมอย่างน้อย 5%; มาร์จิ้นดำเนินงานมากกว่า 11%; ปรับเพิ่มกำไรต่อหุ้นเป็น $2.55–2.65 จาก $2.25–2.45 ขณะที่รายได้รวมยังคาดทรงตัวถึงเพิ่มเล็กน้อย |
|
Hilton |
ปรับเพิ่มรายได้ต่อห้องพัก EBITDA และกำไรต่อหุ้น |
ปรับเพิ่มรายได้ต่อห้องพักทั่วโลกเป็น +3–3.5% จาก +2–3%; ปรับเพิ่ม EBITDA ทั้งปีเล็กน้อย และเพิ่มกรอบกำไรต่อหุ้นเป็น $8.89–9.01 จาก $8.79–8.91 โดยสหรัฐฯ และยุโรปชดเชยจีนกับตะวันออกกลาง |
|
Royal Caribbean |
ปรับเพิ่มกำไรต่อหุ้น แต่คงแนวโน้มรายได้ต่อผู้โดยสารที่สกุลเงินคงที่ |
ปรับเพิ่มกำไรต่อหุ้นเป็น $17.73–17.87 จาก $17.10–17.50; คงรายได้สุทธิต่อผู้โดยสารที่สกุลเงินคงที่ +1.75–2.25% แต่ปรับกรอบแบบรายงานแคบลงเป็น +2.35–2.85% จากผลของค่าเงินและความเสี่ยงยุโรป |
|
Rémy Cointreau |
คงเป้ายอดขายและมาร์จิ้น |
ยืนยันยอดขาย Organic กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนและมาร์จิ้นดำเนินงาน Organic ดีขึ้นเล็กน้อย โดยคาดแรงส่งยอดขายดีขึ้นตามลำดับ แต่ค่าเงินจะกดดันกำไรดำเนินงาน €5–8 ล้าน |
|
Hermès |
คงเป้าการเติบโตของรายได้ระยะกลาง ไม่มี Guidance กำไรตัวเลขชัดเจน |
ยืนยันเป้ารายได้เติบโตที่สกุลเงินคงที่และเดินหน้าขยายกำลังผลิตเครื่องหนัง แต่การฟื้นตัวของจีนที่จำกัดและการขึ้นราคาปี 2027 ที่ต่ำลงอาจกดดันรายได้และมาร์จิ้น |
|
Kering |
คงเป้ารายได้กลับมาเติบโตและปรับปรุงกำไร |
ผู้บริหารคาดรายได้ทั้งปีกลับมาเติบโตและความสามารถทำกำไรดีขึ้น โดยอาศัยการฟื้นตัวของ Gucci สินค้าใหม่ การปิดร้านที่มีประสิทธิภาพต่ำ และการลดต้นทุน แม้ 3Q อาจทรงตัว |
Starbucks มีการปรับ Guidance ชัดเจนที่สุด ขณะที่ Hilton และ Royal Caribbean ปรับเพิ่มกำไรแต่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ส่วน Rémy Cointreau และ Hermès ยังต้องพิสูจน์การฟื้นตัวของจีน ด้าน Kering มีโอกาสปรับประมาณการขึ้น หาก Gucci กลับมาเติบโตได้ตามแผน
3) มุมมองผู้บริหาร
Starbucks: ผู้บริหารเชื่อว่าแผน Back to Starbucks เริ่มได้ผลจากจำนวนลูกค้า มาร์จิ้น และกระแสเงินสดที่ดีขึ้น พร้อมเดินหน้าแผนลดต้นทุน $2 พันล้านและใช้เงินจากธุรกรรมจีนลดหนี้
Hilton: มองอุปสงค์แข็งแรงต่อเนื่องถึงปี 2027 โดยเฉพาะโรงแรมระดับกลาง ธุรกิจ และกิจกรรมกลุ่ม ขณะที่จำนวนสัญญาโรงแรมใหม่เพิ่ม 50% QoQ
Royal Caribbean: ยืนยันว่าการจองและราคายังแข็งแรง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบเพียงบางเส้นทาง และยังไม่จำเป็นต้องลดความจุในยุโรป
Rémy Cointreau: เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกในสหรัฐฯ และจีน แต่ยังไม่ใช่การฟื้นตัวเต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าแผน RC Forward เพื่อลดความผันผวนของธุรกิจ
Hermès: ยืนยันว่าจะไม่เพิ่มการผลิตหากคุณภาพหนังและช่างฝีมือไม่เพียงพอ พร้อมยอมรับว่าจีนยังทรงตัวมากกว่าฟื้นตัว
Kering: มองว่าความน่าสนใจของ Gucci และประสิทธิภาพการดำเนินงานเริ่มดีขึ้น แต่เตือนว่าการฟื้นตัวจะไม่เป็นเส้นตรง และ 3Q อาจยังทรงตัว
4) มุมมองของ INVX
ผลประกอบการชุดนี้สะท้อนว่า การใช้จ่ายด้านประสบการณ์ยังมีความยืดหยุ่นกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย โรงแรม เรือสำราญ และร้านอาหารสามารถเพิ่มรายได้ผ่านจำนวนลูกค้า ราคาขาย และบริการเสริม ขณะที่สินค้า Luxury และสุราระดับบนยังพึ่งพาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจีน ซึ่งมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ยังไม่ฟื้นตัวเหมือนในอดีต, การเดินทางข้ามประเทศ และความสามารถในการขึ้นราคา
อย่างไรก็ดี ธุรกิจบริการไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง Hilton และ Royal Caribbean มีความไวต่อภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนเชื้อเพลิง และปฏิทินกิจกรรม ส่วน Starbucks ต้องรักษาการเติบโตของจำนวนธุรกรรมให้ต่อเนื่อง
โดยรวมเรามองเชิงบวกต่อ Starbucks มากขึ้น จากกลยุทธ์การฟื้นฟูที่โดดเด่น มีแรงหนุนระยะสั้นจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และปรับเพิ่มประมาณการกำไร และการลดหนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อแผนฟื้นตัว อย่างไรก็ดี ควรติดตามว่าการเติบโตยังยั่งยืนหลังผ่านฐานเปรียบเทียบต่ำหรือไม่ และการลงทุนด้านแรงงานจะกลับมากดดันมาร์จิ้นหรือไม่
ขณะที่ Hilton และ Royal Caribbean อุปสงค์ยังแข็งแกร่ง แต่เรามองว่าหุ้นมีความผันผวนสูงจากต้นทุนที่มีความอ่อนไหวต่อระดับราคาพลังงาน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์
ด้านสินค้าหรูหราและสุรา เรามองว่า การฟื้นตัวในจีนยังเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคาหุ้น ซึ่งปัจจุบัน แม้มีแนวโน้มมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ยังไม่ใช่การฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยรวม เรามองบวกต่อสินค้าหรูหราที่พึ่งพารายได้จากสหรัฐฯ (อุปสงค์แข็งแกร่งมาก) เป็นหลักมากกกว่าจีน ณ ปัจจุบัน ประกอบการหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ในกลุ่มเครื่องประดับ (Hard Luxury) จะมีความได้เปรียบกว่าหุ้นที่พึ่งพากลุ่มเครื่องหนัง และสินค้าแฟชั่น เนื่องจาก ด้วยเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง อุปสงค์ในสินค้าเครื่องประดับจะมีมากกว่า เพราะ มีมูลค่าในตัวเอง ซึ่งเรามองว่า Richemont ตอบโจทย์ดังกล่าว ขณะที่ LVMH และ Hermes เรามองว่า ยังต้องพิสูจน์ถึงการฟื้นตัวในจีน ส่วน Kering เริ่มเห็นผลบวกจากแผนการฟื้นฟู แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน