สรุปสาระสำคัญ
ผลประกอบการล่าสุดสะท้อนว่าอุตสาหกรรมเครื่องบินพาณิชย์ยังมีความต้องการแข็งแกร่ง แต่ความสามารถในการเพิ่มการผลิตและส่งมอบกลายเป็นปัจจัยสำคัญกว่าการหาคำสั่งซื้อใหม่ Airbus มีกำไรดีกว่าคาดจากการส่งมอบที่เพิ่มขึ้นและการฟื้นตัวของธุรกิจกลาโหม ส่วน Boeing เริ่มเห็นกระแสเงินสดเป็นบวกจากการผลิตที่ดีขึ้น แม้ยังขาดทุนและมีต้นทุนเพิ่มเติมจากโครงการ Air Force One ขณะที่งาน Farnborough Air Show ชี้ว่า Boeing เริ่มเรียกความเชื่อมั่นกลับมา แต่ภาพรวมคำสั่งซื้อของอุตสาหกรรมชะลอลงจากความไม่แน่นอนด้านราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ
1. Airbus มีกำไรสูงกว่าคาดจากการส่งมอบเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น
- Airbus รายงานรายได้ไตรมาส 2 ที่ 20.53 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 28% YoY และกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับรายการพิเศษแล้วเพิ่มขึ้น 54% เป็น 2.43 พันล้านยูโร สูงกว่าตลาดคาด โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจเครื่องบินพาณิชย์ที่ส่งมอบเครื่องบินได้มากขึ้น รวมถึงผลประกอบการของธุรกิจกลาโหมและอวกาศที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน
- ในช่วงครึ่งปีแรก Airbus ส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์ 351 ลำ เพิ่มขึ้น 15% YoY แม้ช่วงต้นปีจะเผชิญปัญหาขาดแคลนเครื่องยนต์และชิ้นส่วน การส่งมอบที่เร่งขึ้นในไตรมาส 2 จึงช่วยลดความกังวลว่าบริษัทอาจต้องปรับลดเป้าหมายทั้งปี
2. Airbus คงเป้าหมายทั้งปี แต่ภาระการส่งมอบยังหนักในครึ่งปีหลัง
- Airbus ยังคงเป้าส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์ประมาณ 870 ลำในปี 2026 โดยฝ่ายบริหารระบุกรอบที่เป็นไปได้ไว้ที่ 850–890 ลำ พร้อมคงเป้ากำไรจากการดำเนินงานที่ปรับรายการพิเศษแล้วประมาณ 7.5 พันล้านยูโร และกระแสเงินสดอิสระประมาณ 4.5 พันล้านยูโร
- เมื่อบริษัทส่งมอบไปแล้ว 351 ลำในครึ่งปีแรก หมายความว่าต้องส่งมอบอีกประมาณ 519 ลำในช่วงครึ่งปีหลัง จึงยังต้องเร่งการผลิตอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเครื่องยนต์ลดลง หลังบริษัทบรรลุข้อตกลงกับ Pratt & Whitney เพื่อให้มีเครื่องยนต์เพียงพอต่อเป้าหมายปีนี้ และปัจจุบันไม่มีเครื่องบินที่ผลิตเสร็จแต่ส่งมอบไม่ได้เพราะขาดเครื่องยนต์
3. ธุรกิจกลาโหมช่วยเพิ่มความมั่นคงให้ผลประกอบการ Airbus
- กำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจกลาโหมและอวกาศเพิ่มขึ้นประมาณ 90% YoY เป็น 357 ล้านยูโร สูงกว่าตลาดคาดมาก เนื่องจากยอดขายเพิ่มขึ้น การควบคุมต้นทุนดีขึ้น และความต้องการยุทโธปกรณ์ของประเทศยุโรปยังแข็งแกร่ง
- ธุรกิจส่วนนี้ช่วยลดการพึ่งพาวัฏจักรการส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์เพียงอย่างเดียว โดย Airbus มีแรงสนับสนุนจากโครงการเครื่องบินขนส่ง A400M เฮลิคอปเตอร์ทหาร ดาวเทียม และระบบอากาศยานไร้คนขับ ขณะที่เป้าหมายระยะกลางของบริษัทคือเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานเป็น 12–13 พันล้านยูโรภายในปี 2029 ซึ่งยังต้องอาศัยการเพิ่มกำลังผลิตเครื่องบินพาณิชย์เป็นหลัก
4. Boeing เริ่มสร้างกระแสเงินสดได้ดีกว่าคาด
- Boeing รายงานกระแสเงินสดอิสระไตรมาส 2 ที่ 631 ล้านดอลลาร์ ดีกว่าตลาดที่คาดว่าจะติดลบ 331 ล้านดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากการส่งมอบเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นและเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า บริษัทจึงยังคงเป้ากระแสเงินสดอิสระทั้งปีที่ 1–3 พันล้านดอลลาร์
- รายได้รวมเพิ่มขึ้น 8% YoY เป็น 24.56 พันล้านดอลลาร์ โดยธุรกิจเครื่องบินพาณิชย์มีรายได้เพิ่มขึ้น 8% และผลขาดทุนจากการดำเนินงานลดลงเหลือ 322 ล้านดอลลาร์ จากขาดทุน 557 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน สะท้อนว่าการเพิ่มปริมาณการผลิตเริ่มช่วยลดต้นทุนต่อเครื่องและสนับสนุนผลประกอบการ
5. การเพิ่มการผลิต 737 เป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นตัวของ Boeing
- Boeing เริ่มปรับกำลังผลิตเครื่องบิน 737 เป็น 47 ลำต่อเดือน และมีแผนเพิ่มขึ้นเป็น 52 ลำต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 ก่อนขยายต่อไปในอนาคต การเพิ่มกำลังผลิตจะช่วยให้บริษัทได้รับเงินจากลูกค้าเร็วขึ้น ส่งมอบเครื่องบินที่ค้างอยู่ และเปลี่ยนมูลค่าคำสั่งซื้อสะสม 715 พันล้านดอลลาร์ให้เป็นรายได้และกระแสเงินสด
- นอกจากนี้ ความคืบหน้าด้านการรับรองเครื่องบิน 737-7, 737-10 และ 777X จะเป็นปัจจัยสำคัญ เครื่องบิน 737 รุ่นใหม่คาดว่าจะได้รับการรับรองในปี 2026 และเริ่มส่งมอบในปี 2027 ส่วน 777X ยังคงตั้งเป้าเริ่มส่งมอบในปี 2027
6. โครงการ Air Force One ยังเป็นจุดอ่อนของ Boeing
- แม้กระแสเงินสดดีขึ้น แต่ Boeing บันทึกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 280 ล้านดอลลาร์จากโครงการเครื่องบินประธานาธิบดี Air Force One เนื่องจากต้องเพิ่มบุคลากรด้านวิศวกรรม การผลิต คุณภาพ และการรับรอง ทำให้ค่าใช้จ่ายสะสมของโครงการนี้สูงกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ และกำหนดส่งมอบล่าช้าไปถึงปี 2028
- ปัญหาดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงของสัญญาราคาคงที่ในธุรกิจกลาโหม เพราะ Boeing ต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเอง หากตัดค่าใช้จ่ายจาก Air Force One ออก ธุรกิจกลาโหมจะมีอัตรากำไรประมาณ 3.5% ซึ่งดีกว่าตัวเลขที่รายงาน แต่ยังต่ำกว่าธุรกิจบริการซึ่งมีอัตรากำไรสูงและผลประกอบการสม่ำเสมอกว่า
7. Farnborough Air Show สะท้อนว่า Boeing เริ่มได้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา
- ในงาน Farnborough Air Show ปี 2026 Boeing ได้คำสั่งซื้อรวม 180 ลำ มากกว่า Airbus ที่ 164 ลำ โดย Boeing ได้เปรียบชัดเจนในเครื่องบินลำตัวกว้าง ซึ่งมีคำสั่งซื้อ 72 ลำ เทียบกับ Airbus ที่ 20 ลำ ขณะที่ตลาดเครื่องบินลำตัวแคบใกล้เคียงกัน โดย Airbus นำเล็กน้อยที่ 124 ลำ เทียบกับ Boeing ที่ 108 ลำ
- คำสั่งซื้อเครื่องบินลำตัวกว้างของ Boeing ส่วนใหญ่มาจากรุ่น 787 สะท้อนว่าลูกค้าเริ่มเชื่อมั่นว่าบริษัทสามารถเพิ่มกำลังผลิตและส่งมอบได้ตามแผนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อนับคำสั่งซื้อตั้งแต่ต้นปี Airbus ยังนำ Boeing อย่างชัดเจนที่ประมาณ 930 ลำ เทียบกับ 520 ลำ ดังนั้นชัยชนะในงาน Farnborough เป็นสัญญาณฟื้นตัวของ Boeing มากกว่าการเปลี่ยนผู้นำตลาดทันที
8. คำสั่งซื้อในงานลดลง แต่ไม่ได้สะท้อนว่าอุปสงค์ระยะยาวอ่อนแอ
- งาน Farnborough ปีนี้มีคำสั่งซื้อรวม 434 ลำ มูลค่า 34.5 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่างาน Paris Air Show ปี 2025 ที่มี 548 ลำ มูลค่า 37.7 พันล้านดอลลาร์ โดยความไม่แน่นอนจากราคาน้ำมัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแนวโน้มความต้องการเดินทาง ทำให้สายการบินระมัดระวังในการสั่งซื้อเพิ่ม
- อย่างไรก็ตาม คำสั่งซื้อที่มีผลผูกพันเพิ่มขึ้นเป็น 286 ลำ จาก 212 ลำในงานปีก่อน และส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินลำตัวแคบที่ใช้เส้นทางระยะสั้นถึงปานกลาง แสดงว่าสายการบินยังต้องการเครื่องบินใหม่เพื่อทดแทนฝูงบินเก่าและลดการใช้เชื้อเพลิง แต่เนื่องจาก Airbus และ Boeing มีคำสั่งซื้อสะสมจำนวนมาก ลูกค้าปัจจุบันต้องรอรับเครื่องบินไปถึงช่วงกลางทศวรรษ 2030 ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมจึงยังเป็นกำลังการผลิต ไม่ใช่การขาดแคลนความต้องการ
ตารางเปรียบเทียบผลประกอบการ Airbus และ Boeing
|
รายการ
|
Airbus
|
Boeing
|
|
ช่วงผลประกอบการ
|
2Q26
|
2Q26
|
|
รายได้รวม
|
€20.53 พันล้าน เพิ่มขึ้น 28% YoY สูงกว่าคาด €20.31 พันล้าน
|
$24.56 พันล้าน เพิ่มขึ้น 8% YoY สูงกว่าคาด $24.26 พันล้าน
|
|
กำไรจากการดำเนินงานหลัก
|
กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับรายการพิเศษแล้ว €2.43 พันล้าน เพิ่มขึ้น 54% YoY สูงกว่าคาด €2.18 พันล้าน
|
กำไรจากการดำเนินงาน $156 ล้าน เทียบกับขาดทุน $176 ล้านในปีก่อน
|
|
กำไรสุทธิ
|
€1.66 พันล้าน เทียบกับ €732 ล้านในปีก่อน สูงกว่าคาด €1.60 พันล้าน
|
ขาดทุนสุทธิ $428 ล้าน ดีขึ้นจากขาดทุน $612 ล้านในปีก่อน
|
|
กำไรต่อหุ้น
|
ไม่ได้เน้นเป็นตัวชี้วัดหลัก
|
ขาดทุนต่อหุ้นแบบปรับรายการพิเศษ $0.76 แย่กว่าคาดว่าจะขาดทุน $0.28
|
|
กระแสเงินสด
|
กระแสเงินสดอิสระก่อนการจัดหาเงินทุนลูกค้าในครึ่งปีแรกติดลบ €1.17 พันล้าน ดีกว่าคาดว่าจะติดลบ €2.06 พันล้าน
|
กระแสเงินสดอิสระ $631 ล้าน ดีกว่าคาดอย่างมาก จากตลาดที่คาดว่าจะติดลบ $331 ล้าน
|
|
เครื่องบินพาณิชย์ที่ส่งมอบ
|
ครึ่งปีแรก 351 ลำ เพิ่มขึ้น 15% YoY
|
ไตรมาส 2 ส่งมอบ 171 ลำ
|
|
ธุรกิจเครื่องบินพาณิชย์
|
รายได้ €15.44 พันล้าน เพิ่มขึ้น 37% YoY; กำไรจากการดำเนินงาน €1.91 พันล้าน เพิ่มขึ้น 56%
|
รายได้ $11.75 พันล้าน เพิ่มขึ้น 8.1% YoY; ขาดทุนจากการดำเนินงาน $322 ล้าน ดีขึ้นจากขาดทุน $557 ล้าน
|
|
ธุรกิจกลาโหมและอวกาศ
|
รายได้ €3.48 พันล้าน เพิ่มขึ้น 10% YoY; กำไรจากการดำเนินงาน €357 ล้าน เพิ่มขึ้น 90%
|
รายได้ $7.48 พันล้าน เพิ่มขึ้น 13% YoY; ขาดทุนจากการดำเนินงาน $15 ล้าน จากค่าใช้จ่าย Air Force One
|
|
ธุรกิจบริการ
|
ไม่ได้แยกเป็นธุรกิจหลักในตารางผลประกอบการ
|
กำไรจากการดำเนินงาน $968 ล้าน ลดลง 7.7% YoY แต่ยังเป็นแหล่งกำไรสำคัญ
|
|
คำสั่งซื้อสะสม
|
เครื่องบินพาณิชย์ 9,222 ลำ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน
|
มูลค่าคำสั่งซื้อสะสม $715 พันล้าน รวมเครื่องบินพาณิชย์มากกว่า 6,200 ลำ
|
|
แนวโน้มทั้งปี
|
คงเป้าส่งมอบประมาณ 870 ลำ กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับรายการพิเศษแล้ว €7.5 พันล้าน และกระแสเงินสดอิสระ €4.5 พันล้าน
|
คงเป้ากระแสเงินสดอิสระ $1–3 พันล้าน และเร่งเพิ่มกำลังผลิต 737
|
|
ภาพรวมผลประกอบการ
|
ดีกว่าคาดทั้งรายได้และกำไร คุณภาพกำไรแข็งแกร่งจากเครื่องบินพาณิชย์และกลาโหม
|
ดีกว่าคาดด้านรายได้และกระแสเงินสด แต่กำไรต่ำกว่าคาดจากต้นทุนโครงการกลาโหม
|
มุมมองของ InnovestX
- ภาพรวมเป็นบวกต่ออุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ เนื่องจากคำสั่งซื้อสะสมยังอยู่ในระดับสูงและการส่งมอบเครื่องบินเริ่มดีขึ้น แต่ผลตอบแทนของหุ้นจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพิ่มกำลังผลิต ควบคุมต้นทุน และสร้างกระแสเงินสด มากกว่าจำนวนคำสั่งซื้อใหม่จากงานแสดงเครื่องบิน
- Airbus มีความได้เปรียบด้านกำไร คุณภาพของผลประกอบการ และความหลากหลายจากธุรกิจกลาโหม ขณะที่ปัญหาเครื่องยนต์เริ่มผ่อนคลาย จึงมีความชัดเจนของกำไรมากกว่า แต่ต้องติดตามว่าบริษัทจะส่งมอบเครื่องบินได้ตามเป้าหมายที่ค่อนข้างสูงในครึ่งปีหลังหรือไม่
- Boeing มีโอกาสฟื้นตัวสูงกว่า หากสามารถเพิ่มการผลิต 737 ผ่านการรับรองเครื่องบินรุ่นใหม่ และรักษากระแสเงินสดเป็นบวกได้ต่อเนื่อง ชัยชนะด้านคำสั่งซื้อในงาน Farnborough เป็นสัญญาณว่าความเชื่อมั่นของลูกค้าเริ่มกลับมา แต่ความเสี่ยงยังสูงกว่า Airbus จากโครงการกลาโหมราคาคงที่ โดยเฉพาะ Air Force One
- ดังนั้น Airbus เหมาะกับการลงทุนที่เน้นความมั่นคงของกำไร ส่วน Boeing เหมาะกับการลงทุนที่รับความผันผวนได้และต้องการโอกาสจากการฟื้นตัวของการผลิตและกระแสเงินสด
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน