
ผลประกอบการ 1H26 ของ AIA และ Ping An สะท้อนว่าธุรกิจประกันในจีนและเอเชียยังมีแรงส่งที่ดีจากความต้องการผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์และประกันชีวิต โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ของ AIA และ Ping An เพิ่มขึ้น 10% และ 11% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม แหล่งที่มาของกำไรแตกต่างกัน โดย AIA เด่นจากการเติบโตของธุรกิจประกันในหลายประเทศ ขณะที่ Ping An ได้แรงหนุนอย่างมากจากตลาดหุ้นจีนที่ฟื้นตัวและกำไรจากเงินลงทุน ครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มเติบโต เรามองธุรกิจประกันชีวิตในจีนและเอเชียอย่าง AIA (DR: AIA23) และ Ping An ยังอยู่ในแนวโน้มเชิงบวก
1. ภาพรวมเหมือนกัน: ความต้องการประกันชีวิตและการออมในเอเชียยังแข็งแรง
ทั้ง AIA และ Ping An ยังเห็นการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อกำไรในอนาคต โดย AIA มีมูลค่าธุรกิจใหม่ US$3.21bn เพิ่มขึ้น 10% YoY หากตัดผลของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ Ping An เพิ่มขึ้น 11% เป็น RMB24.85bn สะท้อนความต้องการผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์และประกันชีวิตที่ยังดี แม้อยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำและเศรษฐกิจจีนเติบโตไม่สูงนัก
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือผู้บริโภคยังต้องการผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนและความคุ้มครองระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูง ซึ่งช่วยหนุนยอดขายทั้งในจีน ฮ่องกง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. AIA เด่นกว่าในด้านการเติบโตของธุรกิจประกันหลักและการกระจายตลาด
AIA มีการเติบโตค่อนข้างทั่วภูมิภาค โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ในจีนเพิ่มขึ้น 20% เมื่อใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ส่วนฮ่องกงเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียต่างเพิ่มขึ้นราว 10% การเติบโตในจีนมาจากเบี้ยประกันใหม่ที่เพิ่มขึ้นถึง 30% และช่องทางตัวแทนที่โตแข็งแรง แม้ช่องทางธนาคารจะลดลง 6% จากการแข่งขันที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ กำไรจากการดำเนินงานหลังภาษีอยู่ที่ US$4.16bn เพิ่มขึ้น 11% เมื่อใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และสูงกว่าคาดราว 5% จากการรับรู้กำไรของสัญญาประกันที่ดีขึ้นและภาษีที่ลดลง ทำให้บริษัทคาดว่าการเติบโตของกำไรต่อหุ้นจะสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ 9-11% ต่อปีในช่วงปี 2023-2026
3. Ping An กำไรเติบโตแรงกว่า แต่ส่วนสำคัญมาจากตลาดทุน
Ping An มีกำไรสุทธิ 1H26 ที่ RMB92.6bn เพิ่มขึ้นถึง 36% YoY และสูงกว่าคาด แต่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเพียง 8.3% เป็น RMB84.2bn ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของกำไรส่วนใหญ่มาจากผลตอบแทนการลงทุน หลังตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีแรก โดยรายได้จากการลงทุนรวมเพิ่มขึ้น 42% เป็น RMB136.9bn และกำไรจากการตีราคาและขายเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น RMB60.4bn
ดังนั้น คุณภาพของกำไร Ping An แม้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความอ่อนไหวต่อภาวะตลาดทุนมากกว่า AIA ขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตหลักเติบโตค่อนข้างจำกัด โดยกำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจชีวิตเพิ่มขึ้นเพียง 1% และต่ำกว่าคาด ส่วนมูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 11% ในครึ่งปีแรก แต่หากดูเฉพาะ 2Q26 ลดลงประมาณ 2% YoY
4. จุดกดดันร่วมคือช่องทางขายผ่านธนาคารเริ่มชะลอ
ทั้งสองบริษัทเริ่มเผชิญแรงกดดันจากช่องทางขายประกันผ่านธนาคาร โดยจีนเพิ่มความเข้มงวดเรื่องค่าธรรมเนียมและต้นทุนการขาย ทำให้ยอดขายผ่านช่องทางดังกล่าวชะลอลง
สำหรับ Ping An ผลกระทบเห็นชัดใน 2Q26 จนทำให้มูลค่าธุรกิจใหม่ลดลง YoY ขณะที่ AIA ในจีนเห็นยอดขายผ่านธนาคารลดลง 6% แต่ยังชดเชยได้จากช่องทางตัวแทนซึ่งเติบโต 24% จึงสะท้อนว่า AIA มีการกระจายช่องทางขายและภูมิศาสตร์ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีกว่า
5. ครึ่งปีหลัง AIA มีแรงส่งจากเอเชีย ส่วน Ping An ต้องพึ่งการฟื้นตัวของธุรกิจหลักมากขึ้น
AIA คาดว่ามูลค่าธุรกิจใหม่ใน 2H26 ยังมีโอกาสโตอย่างน้อย 10% โดยแรงส่งจากจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดียสามารถชดเชยฐานเปรียบเทียบที่สูงในฮ่องกงได้ ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานมีแนวโน้มโตมากกว่า 10% จากการรับรู้กำไรของสัญญาประกันและผลตอบแทนการลงทุนที่ค่อนข้างทรงตัว
Ping An ยังมีโอกาสทำให้มูลค่าธุรกิจใหม่ทั้งปีเติบโตอย่างน้อย 10% แม้ 3Q26 จะเจอฐานสูงและยอดขายผ่านธนาคารชะลอลง โดยบริษัทจะพึ่งช่องทางตัวแทนและช่องทางชุมชนมากขึ้น ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอาจเติบโตระดับเลขหลักเดียวสูง จากการฟื้นตัวของธุรกิจบริหารสินทรัพย์และธนาคาร
6. การคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นยังเป็นจุดแข็งของทั้งสองบริษัท
AIA เพิ่มเงินปันผลระหว่างกาล 10% เป็น 53.9 HK cents ต่อหุ้น และคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นรวม US$3.6bn ผ่านเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนในครึ่งปีแรก สะท้อนกระแสเงินสดและเงินกองทุนที่แข็งแรง
Ping An เพิ่มเงินปันผลระหว่างกาล 3.2% เป็น RMB0.98 ต่อหุ้น แม้อัตราการเพิ่มจะต่ำกว่า AIA แต่ยังสะท้อนความสามารถรักษาผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นได้ต่อเนื่อง
ตารางสรุปผลประกอบการ 1H26: AIA vs Ping An
|
รายการ |
AIA |
Ping An |
มุมมอง |
|
มูลค่าธุรกิจใหม่ |
US$3.21bn, +10% YoY ที่ FX คงที่ |
RMB24.85bn, +11% YoY |
ทั้งคู่ยังโตระดับสองหลัก |
|
กำไรจากการดำเนินงานหลังภาษี |
US$4.16bn, +11% YoY ที่ FX คงที่ |
RMB84.2bn, +8.3% YoY |
AIA โตเร็วกว่าเล็กน้อย |
|
กำไรสุทธิ |
US$4.29bn, +69% YoY |
RMB92.6bn, +36% YoY |
ทั้งคู่โตแรง แต่มีผลจากรายการลงทุน/FX |
|
มาร์จิ้นธุรกิจใหม่ |
57.1% จาก 57.7% |
24.4%, ลดลง 2 จุด |
AIA ยังมีมาร์จิ้นสูงกว่า |
|
เงินปันผลระหว่างกาล |
53.9 HK cents, +10% YoY |
RMB0.98, +3.2% YoY |
AIA เด่นด้านการคืนทุน |
|
แนวโน้มกำไร |
คาดโต ≥10% |
คาดโตระดับเลขหลักเดียวสูง |
AIA มีแรงส่งชัดกว่า |
ตารางจุดแข็ง–ความเสี่ยง
|
บริษัท |
จุดแข็ง |
ความเสี่ยงสำคัญ |
|
AIA |
ธุรกิจหลักโตหลายประเทศ, ช่องทางตัวแทนแข็งแรง, กำไรจากการดำเนินงานสูงกว่าคาด, คืนทุนผู้ถือหุ้นสูง |
ฐานสูงในฮ่องกง, ความเสี่ยงภาษีต่อการซื้อประกันของลูกค้าจีน, มาร์จิ้นจีนอ่อนลง |
|
Ping An |
ได้ประโยชน์จากตลาดหุ้นจีนฟื้น, กำไรบริหารสินทรัพย์และธนาคารดีขึ้น, มูลค่าธุรกิจใหม่ยังโตสองหลัก |
กำไรพึ่งตลาดทุนมากกว่า, ช่องทางธนาคารชะลอ, กำไรธุรกิจชีวิตโตจำกัด |
มุมมองของ InnovestX
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน