
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงจาก 3 แรงกดดันพร้อมกัน แนะกระจายพอร์ตลดความผันผวน
by INVX Investment Strategy & Research
24 กรกฎาคม 2569
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลงแรงจาก 3 แรงกดดัน ทั้งความกังวลงบลงทุน AI, ราคาน้ำมัน, และ Bond Yield ที่พุ่งสูง แนะนำปรับพอร์ตกระจายความเสี่ยงเข้ากลุ่ม Defensive อย่างกลุ่ม Healthcare ผ่าน TUSHEALTH-A
สรุปสถานการณ์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบแรงในคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยดัชนี Dow Jones ร่วง 506.93 จุด หรือ 0.97% ปิดที่ 51,711.65 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.21% ปิดที่ 7,408.30 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง 2.15% ปิดที่ 25,137.69 จุด ถือเป็นการปรับฐานรายวันที่รุนแรงที่สุดของ S&P 500 ในรอบ 1 เดือน โดยดัชนี Nasdaq 100 ลดลง 1.9% และกลุ่มหุ้น Megacap เผชิญการปรับตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ช่วงตลาดผันผวนจากประเด็นภาษีนำเข้าในเดือนเมษายน 2568 ด้านดัชนีความผันผวน VIX พุ่งขึ้น 16.5% สูงสุดในรอบกว่า 1 เดือนครึ่ง โดยสิ่งที่ทำให้การปรับฐานรอบนี้แตกต่างจากรอบก่อนหน้า คือ 3 ปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันในคืนเดียว
ปัจจัยที่ 1 Big Tech Earnings และความกังวลเรื่อง AI Capex: Alphabet ปรับตัวลงราว 7% แม้ผลประกอบการออกมาแข็งแกร่ง หลังบริษัทปรับเพิ่มประมาณการ Capex ขณะที่ Tesla ร่วงราว 14% จากกระแสเงินสดที่ติดลบ แม้ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าจะออกมาดี ประเด็นสำคัญคือตลาดไม่ได้ลงโทษ "ผลประกอบการ" แต่ลงโทษ "แผนการใช้เงิน" สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงระยะเวลาคืนทุนของการลงทุนใน AI มากกว่าตัวความต้องการใช้งาน AI
ปัจจัยที่ 2 Oil Shock จากสงครามที่ลุกลาม: ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงหลังกลุ่มกบฏฮูติในเยเมนอ้างความรับผิดชอบการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน ขณะที่ WTI ยืนเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สถานะของช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้คือยังเปิดใช้งานได้ แต่การสัญจรถูกจำกัดอย่างหนักภายใต้แรงกดดันทางทหาร ประเด็นที่ต้องจับตาคือความเสี่ยงด้านการขนส่งได้ขยายวงจากฮอร์มุซออกไปสู่เส้นทาง Bab el-Mandeb ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นทางเลี่ยง
ปัจจัยที่ 3 Bond Yield พุ่งและการกลับมาของความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ย: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะ 4.707% สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2568 ขณะที่อายุ 2 ปี อยู่ที่ 4.343% และอายุ 30 ปี ขึ้นไปที่ 5.188% ด้านตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกออกมาที่ 187,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 212,000 ราย ตัวเลขแรงงานที่แข็งแกร่งเช่นนี้ตัดข้อโต้แย้งเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวออกไป และเปิดทางให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานเต็มที่ โดยความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นสู่ระดับราว 80% จาก 68% ในวันก่อนหน้า ทั้งนี้ การประชุม FOMC ครั้งถัดไปภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh จะมีขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ โดยตลาดให้น้ำหนักราว 1 ใน 3 ว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่การประชุมรอบนี้
นอกจากนี้ ราคาทองคำปรับตัวลงต่ำกว่า 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาพันธบัตรปรับตัวลง และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่กลุ่มที่ปรับตัวขึ้นสวนตลาดคือกลุ่ม Defensive อย่างกลุ่ม Healthcare โดย XLV ปิดบวก 1.26%
Implication
การที่ตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้น Growth ทองคำ และตราสารหนี้ระยะยาวปรับตัวลงพร้อมกัน เพราะทั้งสามอย่างมีจุดอ่อนร่วมกันอย่างหนึ่งคือ Real Yield ที่สูงขึ้น โดยหุ้นเติบโตถูกกดดันจาก Discount Rate ที่สูงขึ้น ทองคำถูกกดดันเพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทน และตราสารหนี้ระยะยาวถูกกดดันจาก Duration
ในด้านของตลาดทุนเองก็มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทที่ประกาศเพิ่มงบลงทุนด้าน AI มักได้รับการตอบรับเชิงบวก แต่รอบนี้ผลตรงกันข้ามคือตลาดคาดหวังผลจากการลงทุนมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวถือเป็นพัฒนาการที่ดีต่อคุณภาพของตลาด แม้จะสร้างความผันผวนในระยะสั้น
กล่าวโดยสรุปคือการลงทุนยังสามารถลงทุนได้ แต่ต้องมีความ Selective มากขึ้น
คำแนะนำการลงทุน
สำหรับตลาดทุน InnovestX มองว่ากลุ่ม Healthcare สามารถทยอยสะสมเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตได้ โดยในคืนที่ผ่านมากลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นสวนตลาดที่ปรับลงแรง ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะผลประกอบการของกลุ่ม Healthcare ไม่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและไม่ผูกกับวัฏจักรการลงทุน AI จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่กลุ่มที่ทำหน้าที่กระจายความเสี่ยงได้จริงในสภาวะปัจจุบัน ขณะเดียวกัน จึงมองว่าการลดการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และหุ้นเติบโตที่มีความผันผวนสูง และปรับน้ำหนักให้สมดุลมากขึ้นเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับผู้ที่สนใจ แนะนำลงทุนผ่านกองทุน TUSHEALTH-A
แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นแรง เราไม่แนะนำให้ไล่ซื้อกลุ่มพลังงานในจังหวะนี้ แม้กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจน แต่ราคาน้ำมันที่ระดับเหนือ 100 ดอลลาร์ได้สะท้อน Premium ด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปมากแล้ว
ด้านตราสารหนี้ เรามีมุมมองเชิงบวกต่อตราสารหนี้ระยะกลางมากที่สุดที่ระดับ Yield ปัจจุบัน ผลตอบแทนถือว่าน่าสนใจในเชิง Carry และเส้นอัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างแบน อย่างไรก็ตามว่าความเสี่ยงระยะสั้นยังมีอยู่จริง จากโอกาสขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในระยะถัดไป เราจึงแนะนำให้ใช้การประชุม FOMC วันที่ 29 กรกฎาคมนี้ เป็นจุดวัดใจก่อนเพิ่มน้ำหนักในรอบถัดไป
สุดท้ายในส่วนของทองคำ ไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักในระยะนี้ แม้ทองคำยังคงมีบทบาทเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะยาวในพอร์ต และเรายังคงมุมมองเชิงบวกในระยะยาว แต่จำเป็นต้องเข้าใจว่าทองคำไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงสำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะแรงกดดันหลักมาจาก Real Yield ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน การเพิ่มน้ำหนักจึงควรรอความชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ยก่อน