
Update : ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งตีตกภาษีศุลกากรของทรัมป์ – หนุน sentiment บวกระยะสั้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ยังมี Policy Uncertainty จากการใช้มาตรการภาษีอื่นทดแทน
By INVX Research & INVX Investment Products & Strategy
20 กุมภาพันธ์ 2026
สรุปสถานการณ์ล่าสุด
ศาลสูงสหรัฐฯ (Supreme Court of the United States) มีมติ 6–3 เสียง วินิจฉัยว่า ประธานาธิบดี Donald Trump ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการอ้างกฎหมายภาวะฉุกเฉิน (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) เพื่อจัดเก็บ “reciprocal tariffs” กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงภาษีนำเข้าบางรายการที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาเฟนทานิล
คำตัดสินถือเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดของทรัมป์นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว และกระทบโดยตรงต่อนโยบายการค้าเชิงรุกที่เป็นหัวใจหลักของวาระเศรษฐกิจ
ศาลไม่ได้วินิจฉัยประเด็นการคืนเงิน (refund) ให้ผู้นำเข้า โดยปล่อยให้ศาลชั้นล่างพิจารณา ซึ่งหากมีการคืนเงินเต็มจำนวน อาจมีมูลค่าสูงถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้จากมาตรการภาษีดังกล่าว
ผู้พิพากษา Brett Kavanaugh ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย แสดงความกังวลว่ากระบวนการคืนเงินอาจ “ยุ่งเหยิง” ขณะที่ Clarence Thomas และ Samuel Alito ก็ลงมติไม่เห็นด้วย
ในมิติเศรษฐกิจมหภาค Yale Budget Lab ประเมินว่าการยกเลิก IEEPA tariffs จะช่วย GDP สหรัฐฯ ได้คืนมาราว +0.8% ในระยะสั้น 1–3 ปี และลด inflation ลงได้ถึง 1.8% ซึ่งเทียบเท่าการลดภาระค่าครองชีพต่อครัวเรือนเฉลี่ยราว 600–800 ดอลลาร์ต่อปีในปี 2026 ขณะที่รายได้สุทธิของภาคครัวเรือนมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างโลหะ สิ่งทอ และอุปกรณ์ไฟฟ้า
Market Reaction
- หุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นทันที สะท้อนความกังวลด้าน trade shock ที่คลี่คลายลง
- Bond yield 10 ปี ขยับขึ้นสู่ราว 4.10% จากมุมมองรายได้ภาษีรัฐอาจลดลง
- Dollar อ่อนค่าชั่วคราว ก่อนฟื้นตัว
Implication ต่อการลงทุน
เรามองว่า คำตัดสินนี้เป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม เนื่องจากช่วยลดความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้าได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ยังคงสามารถใช้เครื่องมืออื่นๆ ในการเก็บภาษีทดแทนได้ จึงอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าอย่างจำกัด ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยมากขึ้น แต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการสนับสนุนการเติบโตกับความตึงตัวทางการเงินที่อาจเพิ่มขึ้นหากผลตอบแทนพันธบัตร ปรับสูงตามการขาดดุลการคลัง
ด้านหุ้นสหรัฐฯ เราประเมินได้แรงหนุนจาก sentiment บวก โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก–สินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาการนำเข้าจากภาระภาษีที่ลดลง นอกจากนี้ Fed ที่มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยได้มากขึ้นจากแรงกดดันด้านราคาสินค้านำเข้าลดลง เป็นแรงหนุนบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ
หุ้นนอกสหรัฐฯ อาทิ ยุโรป มีโอกาสได้รับผลบวกในระยะสั้นจากภาษีที่ลดลง โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อาทิ Healthcare, Automotive อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ มีโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออื่นมาทดแทน ส่งผลให้ปัจจัยบวกนี้อาจส่งผลอย่างจำกัดต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนจริง
ด้านดุลการคลังมีความท้าทายสำคัญ เพราะการยกเลิกภาษีจะทำให้รายได้หายไปราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ใน 10 ปี หรือราว 0.7% ของ GDP ต่อปี แต่ศาลที่ยังไม่สั่งให้คืนเงิน ประกอบกับสหรัฐฯ ยังคงมีกฎหมายอื่นๆ ในการเก็บภาษี อาจส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ ไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มากนัก อย่างไรก็ตามเรายังแนะนำให้ลงทุนใน Bond อายุระหว่าง 2-5 ปี เพื่อจำกัดผลกระทบจากความผันผวนของ Bond Yield
ความเห็นต่อหุ้น offshore
มุมมองเชิงบวกระยะสั้นหลังศาลสูงสหรัฐฯ ตีตกการใช้กฎหมายฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีแบบกว้าง (reciprocal/global tariffs) คือ แรงกดดันต้นทุนนำเข้า และความเสี่ยงเชิงนโยบายการค้าที่กระทบห่วงโซ่อุปทาน ลดลงในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ อ่อนไหวต่อภาษีนำเข้า/ชิ้นส่วน
กลุ่มที่มองบวก
1) ค้าปลีก–สินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาการนำเข้า ได้ประโยชน์จากการลดภาระภาษีนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและเสื้อผ้า รวมถึงมีโอกาสลุ้นได้เงินคืนภาษี (Refund) ย้อนหลังช่วยเพิ่มสภาพคล่องในงบการเงิน อย่างไรก็ดี แนะติดตามในระยะถัดไป เนื่องจาก ศาลฎีกาไม่ตัดสินว่าจะคืนภาษีหรือไม่ (WMT, COST, TGT, LULU, NKE, PVH, VFC)
2) กลุ่มเทคฯ มองบวกต่อกลุ่มฮาร์ดเเวร์ปลายน้ำที่ต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนและซัพพลายเชนคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนมีแรงกดดันน้อยลง เช่น AAPL
3) กลุ่มยานยนต์โลก (Global Autos) ส่งผลให้ความชัดเจนต่อกำไรและการวางแผนซัพพลายเชนดีขึ้นในระยะสั้น โดยเฉพาะผู้ผลิตยุโรปที่มีสัดส่วนการส่งออก/ทำตลาดในสหรัฐฯ สูงโดยเฉพาะยุโรป (VOW3, BMW, MBG, STLA)
ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
- แม้ศาลยกเลิกการใช้ IEEPA แต่ฝ่ายบริหารสามารถใช้กฎหมายอื่น แทนได้ ซึ่งอาจทำให้มาตรการภาษีกลับมาในรูปแบบที่เจาะจงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าเดิม
- หากศาลฯ อนุญาตให้คืนภาษีเต็มจำนวน (ราว $170 พันล้าน) จะกระทบฐานรายได้รัฐ เพิ่มแรงกดดันต่อ fiscal deficit และอาจดัน bond yield ผันผวน
- ประเทศคู่ค้าอาจรอดูท่าทีสหรัฐฯ หากมีการใช้มาตรการใหม่ อาจเกิดการตอบโต้รอบใหม่ โดยเฉพาะจีนและ EU ส่งผลต่อ global supply chain และ sentiment ตลาด