
Update: สถานการณ์กรีนแลนด์ กระทบความสัมพันธ์ สหรัฐฯ – ยุโรป ประเมินหุ้นกลุ่ม Defense และทองคำ-เงิน ได้ประโยชน์
By INVX Investment Products & Strategy (20/1/2026)
สรุปสถานการณ์
ความขัดแย้งระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหลัง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์กลับมาขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรปโดยผูกเงื่อนไขกับการที่สหรัฐฯ ต้องการซื้อเกาะกรีนแลนด์ ทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ–ยุโรปกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้สหรัฐฯ มีการขู่ขึ้นภาษียุโรปเพิ่มขึ้นอีก 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และอาจปรับเพิ่มเป็น 25% วันที่ 1 มิถุนายน หากยุโรปไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้าซื้อกรีนแลนด์
นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางทหารเพื่อยึดครอบครองกรีนแลนด์ ดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก เพิ่มความเสี่ยงในการเผชิญหน้าของสมาชิกใน NATO และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเกี่ยวกับความหนึ่งเดียวกันของ NATO มีโอกาสนำไปสู่การสะสมกองกำลังของสหรัฐฯ และสมาชิก NATO ในยุโรปให้เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ความต้องการของสหรัฐฯ ที่ต้องการกรีนแลนด์ถูกมองว่ามาจาก 2 ประเด็นใหญ่คือ 1. ความมั่นคงของสหรัฐฯ และ 2 ทรัพยากรธรรมชาติของกรีนแลนด์ ซึ่งมีแร่ยุทธศาสตร์ (critical materials) อยู่จำนวนมาก
ด้านความมั่นคง สหรัฐฯ ต้องการให้กรีนแลนด์อยู่ภายใต้การควบคุมเพื่อเสริมความมั่นคงในอาร์กติก โดยเฉพาะการใช้เกาะเป็นฐานสำคัญของระบบเตือนภัยและป้องกันขีปนาวุธ (“Golden Dome”) การเฝ้าระวังช่องแคบ GIUK และการสกัดกั้นอิทธิพลทางทหารของรัสเซียและจีนในเส้นทางอาร์กติก จุดยืนของทำเนียบขาวคือสถานะปัจจุบันที่ต้องพึ่งเดนมาร์กในการป้องกันกรีนแลนด์ถือเป็น “ช่องโหว่เชิงยุทธศาสตร์” และต้องการเปลี่ยนให้สหรัฐฯ เป็นผู้ควบคุมโดยตรงมากขึ้น ทั้งในรูปของการขยายฐาน Pituffik, เรดาร์ใหม่ฝั่งตะวันออก และการปรากฏตัวถาวรของกองกำลังสหรัฐฯ ในระดับสูง
อีกเป้าหมายหลักคือการยึดครองทรัพยากรสำคัญ (Resource Dominance) โดยเฉพาะ rare earths และแร่ยุทธศาสตร์อื่นๆ (critical materials) ที่จำเป็นต่อห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและกลาโหมของสหรัฐฯ เช่น แม่เหล็กสำหรับ EV/อาวุธ, ชิป AI, ระบบป้องกันขีปนาวุธ เป็นต้น กรีนแลนด์มีศักยภาพเป็นหนึ่งในแหล่ง rare earths ระดับท็อปของโลก ทำให้สหรัฐฯ ต้องการล็อกสิทธิ์การเข้าถึงแหล่งแร่ และกันไม่ให้จีน/รัสเซียเข้ามาควบคุม
ด้านยุโรป มีการตอบโต้ผ่านการ“อัดงบและส่งกำลังเพิ่ม” โดยเดนมาร์กประกาศแพ็กเกจเสริมกำลังในอาร์กติกหลายหมื่นล้านโครน และผลักดันภารกิจ NATO ในกรีนแลนด์เพื่อยืนยันว่าความมั่นคงของกรีนแลนด์ถูกดูแลภายใต้กรอบ NATO อยู่แล้ว ผู้นำยุโรปหลายประเทศ รวมถึงนอร์เวย์และฟินแลนด์ ย้ำชัดว่ากรีนแลนด์อยู่ภายใต้หลักประกันร่วมของ NATO และประกาศส่งกำลัง/ภารกิจร่วมไปกรีนแลนด์เพื่อแสดงธงสนับสนุนเดนมาร์ก พร้อมส่งสัญญาณไปวอชิงตันว่า “การแก้ปัญหาความมั่นคงอาร์กติกต้องทำผ่านความร่วมมือ NATO ไม่ใช่การบีบบังคับฝ่ายเดียว”
นอกจากนี้ ในเชิงเศรษฐกิจ EU กำลังเตรียมแพ็กเกจภาษีตอบโต้มูลค่าราว 93,000 ล้านยูโร ไปจนถึงการพิจารณาใช้เครื่องมือ Anti Coercion Instrument (ACI) เพื่อใช้กับสหรัฐฯ Macron และผู้นำสภายุโรปบางส่วนเสนอให้ระงับข้อตกลงการค้าที่เพิ่งให้สิทธิ์ภาษี 0% แก่สินค้าสหรัฐฯ และให้เริ่มขั้นตอนสอบสวนภายใต้ ACI ต่อมาตรการภาษีของทรัมป์ที่มุ่งบีบให้เดนมาร์กยอมสละกรีนแลนด์ ซึ่งจะเปิดทางให้ EU ใช้มาตรการได้ตั้งแต่การขึ้นภาษี ไปจนถึงจำกัดการเข้าถึงตลาดยุโรปและสัญญาจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทอเมริกัน
Implication
เราประเมินความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปที่เกิดขึ้น มีโอกาสสูงที่จะส่งผลกระทบทั้งด้านการค้า และความมั่นคงของทั้ง 2 ภูมิภาค ซึ่งอาจนำไปสู่ความกังวลของนักลงทุนได้ โดยเฉพาะกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อ และมีการยกระดับการใช้นโยบายตอบโต้กัน
ในขณะที่ทั้ง 2 ภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มงบกลาโหมเพื่อสั่งสมอำนาจการต่อรองมากขึ้น เห็นได้จากการเพิ่มงบกลาโหมของเดนมาร์กที่ได้รับการสนับสนุนจากบรรดาประเทศต่างๆ ในยุโรป ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ได้มีการประกาศเพิ่มงบกลาโหมสู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในก่อนหน้านี้ มีแนวโน้มหนุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและอาวุธของทั้ง 2 ภูมิภาค
ด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญของยุโรป โดยมีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 17% ของการส่งออกทั้งหมด การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ จึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยุโรป ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนสินค้านำเข้าที่แพงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจผลักดันเงินเฟ้อ ในขณะที่การขึ้นภาษีสินค้าและมาตรการ ACI ของยุโรป มีโอกาสที่จะกดดันธุรกิจของสหรัฐฯ ที่มีรายได้จากยุโรป ซึ่งรวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีที่มีข้อพิพาททางกฎหมายกับยุโรปได้เช่นกัน
มุมมองการลงทุน
เราประเมินหุ้นยุโรปมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นในอุตสาหกรรมที่มีรายได้จากสหรัฐฯ อาทิ กลุ่มยานยนต์ สินค้าแบรนด์เนม กลุ่มยาและเวชภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ EPS ในระยะถัดไปได้ ทั้งนี้เรายังคงไม่แนะนำให้เร่งกลับเข้าไปลงทุนในหุ้นยุโรป หลังจากที่แนะนำขายทำกำไรไปในวันที่ 6 ม.ค. 2026 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้หุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่มีโอกาสได้รับแรงกดดันด้านนโยบายเพิ่มขึ้นผ่าน EU Digital Markets Act (DMA) และ Digital Services Act (DSA) อย่างไรก็ตาม หุ้นในสหรัฐฯขนาดเล็กที่มีรายได้จากภายในประเทศจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า ซึ่งในปัจจุบันเรายังคงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กของสหรัฐฯ ผ่านกองทุน SCBRS2000(A)
ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศมีแนวโน้มนำไปสู่การเพิ่มงบกลาโหม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและอำนาจการต่อรองในอนาคต ส่งผลให้อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากคำสั่งซื้อภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น และส่งผลบวกต่อกองทุน
นอกจากนี้ ทองคำและเงินยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สามารถทยอยซื้อสะสมกองทุนทองคำ UOBSG - H หรือ SPDR® Gold MiniShares® (GLDM) ที่มีโอกาสได้รับประโยชน์หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น แม้ระดับทองคำในปัจจุบันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 70% ใน 1 ปีที่ผ่านมา แต่เรายังคงมีมุมมองว่า ราคาทองคำในปีนี้ยังคงมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับราว 4,975 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ (กรณี Base Case) โดยมีปัจจัยหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน กองทุนเหมืองเงินซึ่งสามารถลงทุนผ่านกองทุน MSILVER หรือ iShares MSCI Global Silver and Metals Miners ETF (SLVP) ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน เนื่องจากได้รับแรงหนุนทั้งจากบทบาทสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงและอุปสงค์เชิงโครงสร้างจากภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสที่ราคาเงินอาจปรับตัวขึ้นได้แรงกว่าทองคำในช่วงวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์ (High Beta to Gold)