สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 30 มี.ค. - 3 เม.ย. 2026
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์
ตราสารทุน
เราประเมินสถานการณ์ปัจจุบันของสงครามยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้มีสัญญาณบวกเพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณเข้าสู่การเจรจา อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจให้เผชิญกับการขยายตัวที่ชะลอตัวลง และเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นในภาพรวม เราแนะนำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังในการลงทุน โดยแนะติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด และเน้นใช้กลยุทธ์การ Buy on dip ตามแนวรับ และเน้นลงทุนในหุ้น Defensive และมีความทนทานต่อเงินเฟ้ออย่างเช่นหุ้นกลุ่ม GRID ขณะที่หุ้นที่ได้ผลบวกจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างกลุ่ม Defense ที่ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่มีข้อสรุป ทั้งนี้ หากการเจรจาเป็นไปในเชิงบวกอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อหุ้นกลุ่ม Defense จึงต้องระมัดระวังในการลงทุน
ตราสารหนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลก ยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง โดย ECB เริ่มส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไปจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ในขณะที่ Bond Yield ของฝั่งสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงตัวในระดับสูง หลัง FOMC ส่งสัญญาณ Hawkish ขึ้น ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในระยะถัดไป เรามองตราสารหนี้ระยะยาวมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น
สินทรัพย์ทางเลือก
ทองคำในระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มนโยบายการเงินที่มีท่าทีเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ Bond yield ปรับสูงขึ้นและกดดันสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยอย่างทองคำ ภาพรวมจึงยังมีแนวโน้มผันผวนและมีโอกาสเข้าสู่ช่วงพักฐานต่อในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ในมุมมองระยะยาว เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ โดยยังคงทำหน้าที่เป็น Uncertainty hedge ได้ดี ท่ามกลางความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ การค้า และภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงดำเนินต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ช่วยจำกัด Downside และสนับสนุนแนวโน้มราคาในระยะยาว
ด้าน REITs ไทย และ Global REITs มีแนวโน้มถูกกดดันจาก Bond Yield ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความกังวลเกี่ยวกับสงครามที่อาจผลักดันเงินเฟ้อ ส่งผลให้ Dividend yield gap ปรับตัวลดลง
[Theme Play]
หุ้น Global Grid: ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นในภาพใหญ่ รวมถึงการปรับตัวเข้าสู่ความมั่งคงด้านพลังงานยังคงเป็นปัจจัยหนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระยะยาว ขณะที่ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของ Data Center เป็นปัจจัยที่ตอกย้ำว่าการเติบโตของหุ้นกลุ่มนี้ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย Bloomberg คาดการณ์ว่า การลงทุนใน Grid ทั่วโลกจะเติบโตกว่า 10% ในช่วง 2025-2027 ช่วยหนุนการเติบโตของหุ้นในกลุ่ม โดยอ้างอิงจาก Bloomberg คาดการณ์ว่า EPS Growth ของดัชนี Nasdaq OMX Clean Edge Smart Grid Index จะเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ระดับราว 19% ในปีนี้
หุ้นอินเดีย: ในระยะสั้นตลาดหุ้นอินเดียเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอินเดียค่อนข้างมาก เนื่องจากประเทศต้องนำเข้าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของการใช้พลังงานทั้งหมด เป็นแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นอินเดียยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่เริ่มไหลกลับหลังบรรลุดีลการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงกระแสเงินลงทุนภายในประเทศผ่านกองทุน Systematic Investment Plan (SIP) ที่ยังคงแข็งแกร่ง นอกจากนี้ Valuation ของตลาดหุ้นอินเดียไม่แพง โดยมี premium เทียบ MSCI Asia ex Japan อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อน risk-reward ที่น่าสนใจมากขึ้น ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นจึงแนะนำติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยหากมีความคืบหน้าในการเจรจา ตลาดหุ้นอินเดียมีโอกาสฟื้นตัวได้ดี เนื่องจากโดนกดดันมาค่อนข้างมากตั้งแต่เกิดสงคราม จึงแนะนำรอจังหวะสะสมเมื่อความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย ขณะที่นักลงทุนที่ถือครองอยู่แล้วสามารถถือต่อ (Hold) จากปัจจัยพื้นฐานระยะกลางที่ยังดูดี
หุ้น US Small Cap: หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กนี้มีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและ sentiment ของตลาดค่อนข้างสูง ทำให้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มส่งผลกระทบและสร้างความผันผวนต่อหุ้นกลุ่มนี้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุมมองเชิงบวก เนื่องจากแนวโน้มกำไรของบริษัทในดัชนี Russell 2000 ยังมีทิศทางเติบโตที่โดดเด่น โดยคาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนีจะเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อไตรมาสในช่วงปี 2026–2027 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าดัชนี S&P 500 ขณะที่ในด้าน Valuation ดัชนี Russell 2000 อยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยมี Forward P/E ประมาณ 16 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นขนาดใหญ่ สะท้อน Valuation ที่น่าสนใจ ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นจึงแนะนำติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยหากมีความคืบหน้าในการเจรจา หากการเจรจามีความคืบหน้าเชิงบวก มีโอกาสที่หุ้นขนาดเล็กจะฟื้นตัวได้ เนื่องจากเป็นหุ้นที่ค่อนข้างมีความอ่อนไหวต่อ Sentiment ของตลาด อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามภาพเศรษฐกิจหลังสงครามว่าจะมีโอกาสเผชิญกับ Mild Stagflation หรือ Stagflation หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อแนวทางดอกเบี้ยของ Fed และมีผลต่อมุมมองของหุ้นขนาดเล็ก เนื่องจากหุ้นขนาดเล็กมีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยสูง
[Event Play]
หุ้น Global Defense: สหรัฐฯ และอิหร่าน ยังไม่สามารถเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ ชี้ถึงภาพของสงครามที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในขณะที่สหรัฐฯ ได้ส่งทหารเข้าสู่สนามรบเพิ่ม ปัจจัยเหล่านนี้ยังมีแนวโน้มหนุนบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defense ขณะที่หลายประเทศยังคงเพิ่มความเข้มแข็งด้านการทหารท่ามกลางความขัดแย้งและความเสี่ยงของการเกิดสงครามที่สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นแรงสนับสนุนระยะยาวต่อกองทุนกลุ่ม Defense ในภาพรวม อย่างไรก็ตามการเจรจามีพัฒนาการเชิงบวกจะเป็นความเสี่ยงในระยะสั้นสำหรับหุ้นกลุ่ม Defense