สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 23 - 27 มี.ค. 2026
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์
ตราสารทุน
เราประเมินสถานการณ์ปัจจุบันของสงครามยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นกดดันต่อตลาดหุ้น โดย statement ของการประชุม FOMC ล่าสุดอยู่ในโทนค่อนข้าง Hawkish เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้น ส่งผลให้ตลาดการเงินยังคงมีความผันผวนสูง จึงเป็นแรงกดดันสองต่อจากความกังวลสงครามและท่าทีที่ Hawkish ของเฟด เราแนะนำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังในการลงทุน โดยแนะติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด และเน้นใช้กลยุทธ์การ Buy on dip ตามแนวรับ และเน้นลงทุนในหุ้น Defensive และมีความทนทานต่อเงินเฟ้ออย่างเช่นหุ้นกลุ่ม GRID ในขณะที่กลุ่มหุ้นที่ได้ผลบวกจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เราแนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defense ที่ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่มีข้อสรุป
ตราสารหนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้น ขณะที่การประชุม FOMC แม้คงอัตราดอกเบี้ย และยังคง Dot Plot โดยลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ 1 ครั้ง แต่คณะกรรมการยังคงมีมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตราว 2.4% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้น บ่งชี้ถึงความจำเป็นการลดดอกเบี้ยของเฟดมีน้อยลง ขณะที่ประธานเฟดพาวเวลล์ มีมุมมองที่ Hawkish มากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้ Bond Yield ของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น เรามองตราสารหนี้ระยะยาวมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น
สินทรัพย์ทางเลือก
ทองคำเผชิญแรงขายรุนแรงและปรับตัวหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ $4,800 โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากท่าทีของ Fed ที่ Hawkish ประกอบกับความกังวลว่า ราคาน้ำมันที่เร่งตัวขึ้นอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง ทำให้ในระยะสั้นทองคำยังมีแนวโน้มผันผวนและมีโอกาสเข้าสู่ช่วงพักฐานต่อได้อีก อย่างไรก็ดี ในมุมมองระยะยาว เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ เนื่องจากยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความไม่แน่นอน ทั้งจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ การค้า และภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่แรงซื้อสะสมทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าต่อ
ด้าน REITs ไทย และ Global REITs มีแนวโน้มถูกกดดันจาก Bond Yield ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความกังวลเกี่ยวกับสงครามที่อาจผลักดันเงินเฟ้อ ส่งผลให้ Dividend yield gap ปรับตัวลดลง
[Theme Play]
หุ้น Global Grid: IEA คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเติบโตขึ้นแซงหน้าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2025-2030 อยู่ที่ราว 1.1 เท่า เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในรอบ 30 ปี ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามักต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจที่อยู่ที่ราว 0.9 เท่า โดยการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เกิดจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรม และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับสายส่งไฟฟ้า (Grid) ต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับกำลังใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดย Bloomberg คาดการณ์ว่า การลงทุนใน Grid ทั่วโลกจะเติบโตกว่า 10% ในช่วง 2025-2027 ช่วยหนุนการเติบโตของหุ้นในกลุ่ม โดยอ้างอิงจาก Bloomberg คาดการณ์ว่า EPS Growth ของดัชนี Nasdaq OMX Clean Edge Smart Grid Index จะเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ระดับราว 19% ในปีนี้
หุ้นอินเดีย: ในระยะสั้นตลาดหุ้นอินเดียเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอินเดียค่อนข้างมาก เนื่องจากประเทศต้องนำเข้าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของการใช้พลังงานทั้งหมด เป็นแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นอินเดียยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่เริ่มไหลกลับหลังบรรลุดีลการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงกระแสเงินลงทุนภายในประเทศผ่านกองทุน Systematic Investment Plan (SIP) ที่ยังคงแข็งแกร่ง นอกจากนี้ Valuation ของตลาดหุ้นอินเดียไม่แพง โดยมี premium เทียบ MSCI Asia ex Japan อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อน risk-reward ที่น่าสนใจ ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นจึง แนะนำติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด และรอจังหวะทยอยสะสมเมื่อความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย ขณะที่นักลงทุนที่ถือครองอยู่แล้วสามารถถือต่อ (Hold) จากปัจจัยพื้นฐานระยะกลางที่ยังดูดี
หุ้น US Small Cap: หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กนี้มีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและ sentiment ของตลาดค่อนข้างสูง ทำให้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มส่งผลกระทบและสร้างความผันผวนต่อหุ้นกลุ่มนี้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุมมองเชิงบวก เนื่องจากแนวโน้มกำไรของบริษัทในดัชนี Russell 2000 ยังมีทิศทางเติบโตที่โดดเด่น โดยคาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนีจะเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อไตรมาสในช่วงปี 2026–2027 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าดัชนี S&P 500 ขณะที่ในด้าน Valuation ดัชนี Russell 2000 อยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยมี Forward P/E ประมาณ 16 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นขนาดใหญ่ สะท้อน Valuation ที่น่าสนใจ ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นจึง แนะนำติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด และรอจังหวะทยอยสะสมเมื่อความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย ขณะที่นักลงทุนที่ถือครองอยู่แล้วสามารถถือต่อ (Hold) จากปัจจัยพื้นฐานระยะกลางที่ยังแข็งแกร่ง
[Event Play]
หุ้น Global Defense: สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล–อิหร่านที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเริ่มเห็นการโจมตีของอิหร่านที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่สงครามลุกลามไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ชี้ถึงสถานการณ์ที่มีความยืดเยื้อ ยังมีแนวโน้มหนุนบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defense ขณะที่หลายประเทศยังคงเพิ่มความเข้มแข็งด้านการทหารท่ามกลางความขัดแย้งและความเสี่ยงของการเกิดสงครามที่สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นแรงสนับสนุนระยะยาวต่อกองทุนกลุ่ม Defense ในภาพรวม ด้วยเหตุนี้ เราจึงแนะนำการลงทุนในกองทุน Global Defense โดยอ้างอิง VanEck Defense ETF (DFNS)