สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 2 - 6 มี.ค. 2026
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์
ตราสารทุน
ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มผันผวนระยะสั้น โดยเฉพาะสหรัฐฯ จากแรงกดดันกลุ่ม Software ที่ยังอยู่ในช่วง Reset Expectations ขณะเดียวกันสัญญาณเทคนิคเริ่มอ่อนแรงและ Valuation ตึงตัว อย่างไรก็ดี สภาพคล่องและกำไรที่ยังเติบโตช่วยพยุงตลาด หนุนภาพการกระจายตัวของผลตอบแทน (Broadening) ทั้งในเชิงสไตล์และขนาด ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อ หุ้นกลุ่ม Value มากกว่าหุ้นกลุ่ม Growth สำหรับการลงทุนระยะกลาง เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ หุ้น US Small Cap ได้แรงหนุนจาก Bond Yield ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลง ขณะเดียวกัน แนะนำทยอยสะสมหุ้นอินเดีย หลังบรรลุดีลการค้ากับสหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนระยะสั้น เราแนะนำลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นขนาดเล็กที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรค LDP ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มถลาย และหุ้นกลุ่ม Defense ที่ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่มีข้อสรุป
ตราสารหนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของสหรัฐฯ ปรับตัวในกรอบ แม้มีความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลทางการคลังที่อาจเพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ หลังศาลฯ ตัดสินว่าการขึ้นภาษีก่อนหน้านี้ไม่เห็นชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตามศาลฯ ที่ยังไม่ได้ตัดสินให้คืนเงินและการประกาศขึ้นภาษีของทรัมป์ด้วย Section 122 แทนทำให้ความกังวลผ่อนคลายลง จึงไม่ส่งผลต่อ Bond Yield อย่างมีนัยสำคัญเรายังคงประเมินว่าตราสารหนี้อายุ 2–5 ปี เป็นช่วงอายุตราสารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนในภาวะปัจจุบัน ด้านตราสารหนี้ไทย กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือที่ระดับ 1.00% และยังไม่ปิดโอกาสการลดดอกเบี้ยเพิ่ม มีโอกาสกดดัน Bond Yield ไทยให้ปรับตัวลดลงต่อ
สินทรัพย์ทางเลือก
ราคาทองคำส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังสามารถทะลุผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ $5,120 ได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการค้าโลกและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังเป็นแรงหนุนต่อสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น ขณะที่ภาพทางเทคนิคสะท้อนว่าการพักฐานรอบล่าสุดมีแนวโน้มสิ้นสุดและเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัวอีกครั้ง มองราคาเป้าหมายที่ $5,500
ด้าน REITs ไทย ได้รับประโยชน์จาก กนง. ที่มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง และส่งสัญญาณอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่ม REITs ขณะที่ Global REITs ยังอาจถูกกดดันโดย Bond Yield ของสหรัฐฯ ที่อาจปรับตัวลดลงได้อย่างจำกัด
[Theme Play]
หุ้นอินเดีย: ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดียช่วยคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าที่ดำเนินมาหลายเดือน และเพิ่มความสามารถการแข่งขันทางการค้าของอินเดีย ซึ่งช่วยหนุน GDP อินเดียราว 0.2–0.3% ขณะที่ Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP อินเดียปี 2026 จาก 6.7% เป็น 6.9% เรามองว่าการบรรลุดีลครั้งนี้ช่วยคลาย overhang ที่กดดันตลาดหุ้นอินเดียมาหลายเดือนและทำให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นอินเดีย Laggard ตลาด EM โดยรวม ทั้งยังเป็นปัจจัยหนุน sentiment การลงทุนและช่วยสร้างเสถียรภาพให้ค่าเงินรูปีในระยะถัดไป ซึ่งช่วยหนุนกระแสเงินทุนและการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอินเดียมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีต่ำกว่าตลาดหลักอื่นๆ ทำให้ได้รับผลกระทบจำกัดในช่วงที่ตลาดกังวลความเสี่ยงด้าน AI ขณะที่ Valuation ของตลาดหุ้นอินเดียมี premium เทียบ MSCI Asia Pacific อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อน risk-reward ที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมในระยะกลาง-ยาว
หุ้น US Small Cap: หุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ มีแนวโน้มเผชิญแรงผันผวนจาก sentiment ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต อย่างไรก็ดี เรายังมองว่าหุ้นขนาดเล็กมีความทนทานต่อความผันผวนของตลาดโดยรวม และยังคงมีความน่าสนใจในเชิงปัจจัยพื้นฐาน โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นและค่อนข้างแข็งแกร่ง ซึ่งเอื้อต่อหุ้นขนาดเล็กที่มีสัดส่วนรายได้จากภายในประเทศสูง และวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงช่วยให้ Yield curve มีแนวโน้มเป็น Bull steepening เอื้อต่อหุ้นขนาดเล็กเพราะบริษัทขนาดเล็กมักมีหนี้แบบลอยตัวและ duration สั้น จึงได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยตัวสั้นที่ลดลง ช่วยลดต้นทุนการเงินและหนุน valuation ให้มีโอกาส re-rate นอกจากนี้ ประมาณการกำไรของหุ้นขนาดเล็กถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นมีพื้นฐานรองรับ เราประเมินว่าแนวโน้มที่หุ้นขนาดเล็กจะทำผลตอบแทนโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ มีโอกาสดำเนินต่อและเห็นชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางปี 2026 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของกำไรที่มีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราเร่งและโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่ระดับ valuation ยังอยู่ในโซนที่น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ เราจึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดอ่อนตัวลง
[Event Play]
ทองคำ: แนะนำเข้าลงทุนทองคำ หลังราคาทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ $5,120 โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ $5,500 และกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ $4,800 ระยะสั้นทองคำได้รับแรงหนุนจาก Catalyst หลัก ได้แก่ (1) ความไม่แน่นอนด้านการค้าโลกจากการประกาศเก็บภาษีนำเข้าแบบชั่วคราวของสหรัฐฯ (2) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และ (3) แนวโน้มดอกเบี้ยที่เอื้อต่อราคาทองคำ โดยเรามองว่าความผันผวนก่อนหน้าเป็นเพียงการรีเซ็ตความคาดหวังจากแรงเก็งกำไรมากกว่าการเปลี่ยนแนวโน้มเชิงโครงสร้าง ปัจจุบันราคาทองคำยังคงสร้างโครงสร้าง higher low ต่อเนื่อง ขณะที่ RSI ยืนเหนือระดับ 50 และ MACD ตัดขึ้นเหนือเส้น Signal สนับสนุนมุมมองว่าการพักฐานรอบล่าสุดมีโอกาสสิ้นสุด และเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัวอีกครั้ง
หุ้น Global Defense: การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านในรอบที่ 3 แม้มีการส่งสัญญาณความคืบหน้ามากขึ้น แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นสำคัญ เช่น โครงการนิวเคลียร์ ส่งผลให้การเจรจามีแนวโน้มยืดเยื้อออกไป ท่ามกลางคำขู่ของสหรัฐฯ ในการใช้กำลังทหารหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลง ทั้งหมดนี้ตอกย้ำความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และอาจนำไปสู่การปฏิบัติการทางทหารที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ปัจจัยดังกล่าวช่วยสนับสนุนหุ้นกลุ่ม Global Defense ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากงบกลาโหมที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ขณะที่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นยังหนุนบรรยากาศการลงทุนในธีมป้องกันประเทศ จึงแนะนำลงทุนในกองทุน Global Defense โดยอ้างอิง VanEck Defense ETF (DFNS) ซึ่งให้ราคาเป้าหมายที่ 78 ดอลลาร์สหรัฐ
หุ้น Japan Small Cap: ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากผลการเลือกตั้งที่พรรค LDP ภายใต้การนำของ Sanae Takaichi ชนะ 316 จาก 465 ที่นั่ง ครองเสียงเกิน 2 ใน 3 ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและสามารถเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง โดยสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2000 ชี้ว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นมักตอบสนองเชิงบวกหลังการเลือกตั้ง และในช่วงที่รัฐบาลมีอำนาจเข้มแข็ง ผลตอบแทนมักสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็งที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยพัฒนาการล่าสุดที่ Sanae Takaichi ได้รับการรับรองตำแหน่งนายกฯ อย่างเป็นทางการ และเตรียมเร่งผลักดันงบประมาณปี 2026 จะช่วยหนุนเศรษฐกิจและโมเมนตัมตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะถัดไป ในด้านปัจจัยพื้นฐาน กำไรบริษัทญี่ปุ่นถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็ก สะท้อน earnings cycle ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ดัชนี TOPIX Small ซื้อขายที่ FWD P/E ราว 15 เท่า ต่ำกว่าดัชนี TOPIX และ MSCI ACWI เปิดโอกาส re-rating เพิ่มเติม ในเชิงเทคนิคดัชนี TOPIX Small ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ทำ higher high และ higher low ต่อเนื่อง โมเมนตัมเป็นบวก และทำผลตอบแทนโดดเด่นกว่าดัชนี TOPIX และ risk–reward มีความน่าสนใจ แนะนำเข้าลงทุนหุ้นญี่ปุ่นขนาดเล็ก (TOPIX Small Index)