
สินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Bitcoin เพิ่มขึ้นราว 24% จากจุดต่ำสุดที่ประมาณ 62,700 ดอลลาร์ สู่จุดสูงสุดใกล้ 79,500 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum ปรับตัวขึ้นราว 30% จากประมาณ 1,870 ดอลลาร์ สู่ระดับสูงสุดใกล้ 2,540 ดอลลาร์
โดยแรงหนุนสำคัญมาจากความคืบหน้าด้านนโยบายของสหรัฐฯ ทั้งการผลักดัน CLARITY Act และการเสนอกรอบกำกับ Crypto Assets ใหม่ของ SEC ซึ่งช่วยเพิ่มความคาดหวังว่ากฎเกณฑ์ของอุตสาหกรรมจะมีความชัดเจนมากขึ้น
ในส่วนของเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามคือ Jackson Hole Symposium ที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 ส.ค. ซึ่งตามปกติแล้วเวทีนี้ถือเป็นการประชุมประจำปีที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจับตามองอย่างมาก เพื่อจับสัญญาณและทิศทางนโยบายการเงิน รวมถึงมุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจในระยะถัดไป อย่างไรก็ดี ในรอบนี้ INVX ประเมินว่าเราอาจจะไม่ได้เห็นการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินที่ชัดเจนจากประธาน Fed ท่านใหม่ เนื่องจากจุดยืนที่ไม่ต้องการให้ Forward Guidance ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดต้องกลับไปพึ่งพาและตอบสนองต่อข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจจริงในระยะสั้นต่อไป ทำให้เรามองว่าหากเนื้อหาของการประชุมเป็นไปตามที่ INVX คาดการณ์ไว้ ความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลจะอยู่ในระดับจำกัด
อีกหนึ่งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามคือ ISM Manufacturing PMI หรือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของเดือน ส.ค. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 1 ก.ย. ซึ่งตัวเลขนี้เป็นดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงมุมมอง กิจกรรม และความเชื่อมั่นในภาคการผลิตของสหรัฐฯ โดยหากตัวเลขออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะสะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งอาจเพิ่มความกังวลว่า Fed จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดหรือชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไป และส่งผลเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล ในทางกลับกัน หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดหรือหดตัวลง อย่างมีนัยสำคัญ อาจเพิ่มความหวังเรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่หากชะลอตัวแรงเกินไปก็อาจสร้างความกังวลด้านเศรษฐกิจชะลอตัวต่อสินทรัพย์เสี่ยงได้เช่นกัน

Source: TradingView as of 26 August 2026

Source : Sosovalue as of 26 Auguest 2026

Source : Sosovalue as of 26 Auguest 2026
การฟื้นตัวของตลาดคริปโทรอบนี้ไม่ได้มีเพียงแรงหนุนจาก นโยบายสหรัฐฯ ที่สนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น แต่ยังเริ่มเห็น เงินลงทุนผ่าน Spot ETF กลับเข้าสู่ตลาดอย่างชัดเจน พร้อมกับราคาของ Bitcoin และ Ethereum ที่ปรับตัวขึ้นแรง
Bitcoin ETF มีเงินไหลเข้าสุทธิรวมประมาณ 1.9 พันล้าน ขณะที่ Ethereum ETF มีเงินไหลเข้าสุทธิรวมประมาณ $697.2 ล้าน พลิกจากสัปดาห์ก่อนที่มีเงินไหลออกรวม $392 ล้าน หรือเท่ากับกระแสเงินเปลี่ยนทิศเกือบ $3 พันล้านภายในสัปดาห์เดียว
Bitcoin ETF มี Trading Volume เพิ่มจาก $6.9 พันล้านเป็น $22.1 พันล้าน ขณะที่ Ethereum ETF เพิ่มจาก $1.9 พันล้านเป็น $6.9 พันล้าน ทำให้มูลค่าซื้อขายรวมเพิ่มเป็นประมาณ $29 พันล้าน
การที่ทั้ง Net Inflow และ Trading Volume เพิ่มขึ้นพร้อมกับราคา สะท้อนว่าความต้องการลงทุนผ่าน Spot ETF กลับมาอย่างมีนัยสำคัญ
Bitcoin ขึ้นเหนือ $79,000 ระหว่างสัปดาห์ ขณะที่ BTC เพิ่มขึ้นราว 24% และ ETH เพิ่มขึ้นราว 31% ทำให้ Rally รอบนี้มีแรงสนับสนุนทั้งจากนโยบายสนับสนุนจากทางสหรัฐอเมริกา และเงินลงทุนผ่าน Spot ETF
ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามคือ ETF Flow จะยังเป็นบวกหลังราคาพักตัวหรือไม่ หากเงินยังไหลเข้าต่อ จะเพิ่มน้ำหนักว่าการฟื้นตัวครั้งนี้มี Demand รองรับมากขึ้น

Source : CryptoQuant as of 26 August 2026
หลัง Bitcoin ฟื้นจากประมาณ $62,700 สู่บริเวณ $79,500 คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงราคาขึ้นมาไกลแค่ไหน แต่คือ การขึ้นรอบนี้ทำให้โครงสร้างของผู้ถือ Bitcoin เปลี่ยนไปอย่างไร
หนึ่งในตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามนี้คือ Short-Term Holder (STH) Cost Basis หรือต้นทุนเฉลี่ยของ Bitcoin ที่ถือโดยนักลงทุนระยะสั้น ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงเหรียญที่ถือมาไม่เกินประมาณ 155 วันหากราคาอยู่เหนือระดับนี้ หมายความว่า ผู้ซื้อระยะสั้นโดยเฉลี่ยกำลังมีกำไร ซึ่งมักช่วยลดแรงกดดันจากการขายเพื่อตัดขาดทุน
ปัจจุบัน STH Cost Basis อยู่บริเวณ $68,200 ขณะที่ Bitcoin กลับขึ้นสู่ประมาณ $79,500 ทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากที่เคยติดลบในช่วงราคาปรับลง กลับมาอยู่ในสถานะกำไร
นี่ทำให้การขึ้นของ Bitcoin รอบนี้น่าสนใจมากกว่าการดูราคาเพียงอย่างเดียว เพราะตลาดกำลังเห็นภาพสองด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ กระแสเงินจาก Spot Bitcoin ETF กลับเข้าสู่ตลาด ขณะที่สถานะของผู้ซื้อเดิมก็ดีขึ้นตามราคา
ซึ่งทำให้แรงกดดันจากการ Cut Loss จึงลดลง และช่วยให้โครงสร้างตลาดระยะสั้นกลับมาอยู่ในฝั่งบวกมากขึ้น
จากนี้ไม่ใช่แค่ดูว่า BTC จะขึ้นถึงไหน แต่ต้องดูว่า ย่อลงมาแล้วรับอยู่หรือไม่
หลังราคาขึ้นแรง นักลงทุนบางส่วนย่อมมีโอกาสขายทำกำไร ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยยืนยันความแข็งแรงของ Rally รอบนี้คือ Bitcoin สามารถสร้างฐานเหนือระดับต้นทุนของผู้ซื้อระยะสั้นได้หรือไม่
Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates และนักลงทุนสาย Global Macro ที่ศึกษาวัฏจักรหนี้ ดอกเบี้ย และค่าเงินมาอย่างยาวนาน ล่าสุดแนะนำให้นักลงทุน ให้น้ำหนักทองคำและมี Bitcoin เล็กน้อย ในพอร์ต ท่ามกลางความกังวลต่อภาระหนี้ของสหรัฐฯ
ประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงนักลงทุนระดับโลกพูดถึง Bitcoin แต่คือ เหตุผลที่ Ray Dalio มองว่า BTC เริ่มมีบทบาทในการจัดพอร์ตมากขึ้น

แนวคิดของ Dalio เริ่มจากความกังวลต่อ Debt และ Currency Risk โดยเขาประเมินว่า หากทิศทางการคลังของสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลง วิกฤตหนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 3 ปี บวกลบ 2 ปี
เมื่อรัฐบาลมีหนี้สูงและต้องออกพันธบัตรเพิ่มต่อเนื่อง นักลงทุนจึงไม่ควรกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ที่เป็นหนี้มากเกินไป
Bitcoin จึงมีจุดที่น่าสนใจในมุมนี้ เพราะมี Supply จำกัดสูงสุด 21 ล้าน BTC และไม่ได้ถูกออกโดยรัฐบาลหรือธนาคารกลาง ทำให้ Ray Dalio มองว่า BTC สามารถเป็นสินทรัพย์ทางเลือกสำหรับกระจายความเสี่ยงจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมได้
มุมมองของ Ray Dalio ต่อ Bitcoin เผยว่าตนเอง ถือ Bitcoin อยู่จริง แม้จะเป็นจำนวนไม่มาก แต่เป็นทางเลือกของการกระจายความเสี่ยง ล่าสุดเขายังคงแนะนำให้มี Bitcoin เล็กน้อย ควบคู่กับทองคำ โดยให้น้ำหนักทองคำมากกว่า และเสนอทองคำประมาณ 10–15% ของพอร์ต
สิ่งที่น่าสนใจจากมุมมองของ Ray Dalio คือ Bitcoin เริ่มถูกมอง มากกว่าสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร และมีบทบาทเป็น สินทรัพย์เสริมสำหรับกระจายความเสี่ยงจากหนี้และความเสี่ยงด้านค่าเงิน
นักลงทุนจึงสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ โดยพิจารณา มี Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มการกระจายความเสี่ยงและเปิดรับโอกาสจากสินทรัพย์ดิจิทัล โดยไม่จำเป็นต้องให้น้ำหนักสูง ทั้งนี้ควรกำหนดสัดส่วนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้
ภาพรายสัปดาห์ ราคาดีดตัวขึ้นแรง โดย Breakout กรอบใหญ่ Downtrend Channel ทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์ ขณะที่ RSI พุ่งขึ้นเหนือระดับ 50 อยู่ในโซน Bullish ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal Line และใกล้ขึ้นมาเหนือแกน 0 ประเมินว่าด้วย Momentum เชิงบวก น่าจะหนุนให้ราคาขึ้นทดสอบจุดสูงเดิม ขณะที่กรอบล่างประเมินที่บริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ซึ่งเป็นแนวต้านเดิม

Source : InnovestX Research as of 26 August 2026
แนวรับ: 75,000-72,000 ดอลลาร์
แนวต้าน: 82,500-87,000 ดอลลาร์

Source : InnovestX Research as of 26 August 2026
ภาพรายสัปดาห์ ราคาดีดตัวขึ้นแรง ทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์ ขณะที่ RSI พุ่งขึ้นเหนือระดับ 50 อยู่ในโซน Bullish ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal Line และใกล้ขึ้นมาเหนือแกน 0 ทั้งนี้ ราคาขึ้นทดสอบจุดสูงเดิมหาก Breakout ผ่านขึ้นไปได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีในการปรับขึ้นต่อ ขณะที่กรอบล่างประเมินที่บริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ซึ่งเป็นแนวต้านเดิม
แนวรับ: 2,200-1,950 ดอลลาร์
แนวต้าน: 2,600-2,850 ดอลลาร์
คำเตือน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้